“คุณเข้าใจความหมายในคำพูดของผมดี”จอห์นพูดเสียงกร้าวขึ้นมาทันที “ว่าสิ่งที่ผม้าคืออะไรบางอย่างที่มันจะสร้างความหมายให้เกิดขึ้นในชีวิตนี้ คุณไม่เคยเข้าใจความรู้สึกอย่างนี้บ้างเลยหรือคุฯไม่เคย้ามันบ้างเลยหรือคุณไม่เคยคิดไม่เคยปรารถนาอะไรบางอย่างที่มันเป็สิ่งพิเศษสำหรับชีวิตของเราบ้างเลยหรือมาร์ก?”
“คืออย่างนี้นะ..”มาร์กพูดช้าๆ พิจารณาคำถามของเพื่อนอยู่ในใจ “ผมว่ามันก็น่าจะเป็อย่างนั้นอยู่เหมือนกัน ไม่เช่นนั้นเราคงไม่อยากมีลูกหรอก”
“ใช่..ผมเข้าใจที่คุณพูดแล้วก็มองเห็นอยู่ด้วย เื่ลูกก็เป็สิ่งที่ผม้าเหมือนกันเพียงแต่ว่าตอนนี้เรายังไม่พร้อมที่จะมีเท่านั้นแต่คุณไม่รู้สึกอย่างที่ผมรู้สึกอยู่หรอก เพราะคุณมีงานที่ทรงคุณค่าทำอยู่แล้ว”
“ใครจะรู้..แต่คิดดูให้ดีนะจอห์นตำแหน่งของคุณในบริษัทโฆษณานั่น เป็ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอยู่แล้ว” มาร์กพูดอย่างเสียดายแทน
“ก็จริงแต่มันก็เทียบกับคุณไม่ได้อยู่ดี คุณเป็ทนายความ ความสำคัญความมีคุณค่าในงานที่คุณทำคือการช่วยเหลือผู้คนคุณสร้างสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขาเอ้อ..ไม่ใช่หรอก..ไมว่ามันยังมีอะไรที่มีความหมายยิ่งกว่านั้น..” เขาส่ายหน้าอย่างไม่อาจสรรหาคำพูดได้
“ท่าทางคุณตอนนี้เหมือนสมัยที่เรียนอยู่ด้วยกันไม่มีผิด”มาร์กตบไหล่เพื่อนเบาๆ พร้อมกับเหลียวไปมองทางข้างหลังพบว่าขณะนี้ทั้งสองสาวหยุดเดินแล้ว กำลังนั่งลงคุยกันอยู่ที่ชายหาด
“ที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงความสำคัญของงานที่คุณสามารถช่วยใครคนใดคนหนึ่งได้แต่หมายถึงว่ามันเป็ความยิ่งใหญ่ที่เราได้มีโอกาสช่วยเหลือพวกเขาแม้จะมากบ้างน้อยบ้างก็ตามที คุณมีความพอใจกับงานที่ทำอยู่มีความเป็หนึ่งเดียวกับงานที่ตัวเองทำ ผมเองก็อาจจะหาเงินจากงานที่ทำอยู่ได้แต่ผมไม่เคยพอใจ มันไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเติมชีวิตผมให้เต็ม บอกตรงๆ นะมาร์กผมเคยมองดูวิลลี่..” จอห์นหันไปมองภรรยาก่อนพูดต่อ
“คือผมก็มองดูงานเย็บปักถักร้อยที่เธอทำอยู่นั่นแหละจริงๆแล้วถ้าจะว่าไปมันก็ไม่ได้มีความหมายหรือความสำคัญอะไรกับโลกเลยจริงไหม..แต่มันเป็งานที่ทำให้เธอมีความสุขใครๆ ก็ชื่นชมกับฝีมือของเธอ บางคนถึงกับเขียนจดหมายมายกย่องชมเชยเสียด้วยซ้ำ”เขาเริ่มออกเดินต่อและมาร์กก็ออกเดินเคียงช้างไปด้วย
“ผมไม่ค่อยแน่ใจวาคุณจะรู้หรือเปล่าว่าตัวเอง้าอะไร”มาร์กเอ่ยขึ้นอีก
“ผมเข้าใจที่คุณพูดเพราะผมไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด แม้แต่กับตัวเองมันก็ยังคลุมเครืออยู่ผมคิดว่าการที่ตัวองอยากจะเป็ศิลปินนี่เป็เพราะผม้าเกียรติยศชื่อเสียงอยากให้มีคนยกย่องฝีมือผมเมื่อเขาสามารถแปลความหมายที่ภาพที่ผมเขียนออก ผม้าความสุขแบบเดียวกับที่วิลลี่ได้รับมาแล้วความสุขที่รู้สึกว่าตัวเองเป็บุคคลพิเศษ ผมคิดว่าผม้าในสิ่งนั้นมากกว่า”
“ซึ่งผมก็หวังว่าคุณจะได้รับเพราะคุณทุ่มเทให้กับมันั้แ่ยังไม่ทันเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ”
จอห์นเพียงแต่รับฟังคำพูดของเพื่อนเงียบๆบุรุษทั้งสองเดินต่อไปด้วยกันอีกพักจึงได้เดินย้อนกลับมายังที่ภรรยาของพวกเขานั่งอยู่
ในยามนี้ทั่วทั้งชายหาดว่างเปล่าปราศจากผู้คนนอกจากพวกเขาทั้ง 4 นกนางนวลถลาร่อนอยู่เหนือศีรษะส่งเสียงเพรียกหากันและกันอยู่ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่ทาบอยู่กับท้องฟ้าเมื่อครู่เลือนหายไปแล้วมันคล้ายกับมีมือที่มองไม่เห็นมาฉุดกระชากทั้งสีสันและมวลเมฆออกไปจากท้องฟ้าจนหมดสิ้นทุกสิ่งตกอยู่ภายใต้แสงสีเงินของยามอาทิตย์อัสดงแสงสว่างที่ธรรมชาติประสมประสานขึ้นในยามนี้สร้างความรู้สึกหวั่นไหวให้เกิดขึ้นกับจิตใจไม่น้อยเลย
“ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าผม้าในสิ่งพิเศษนั้นอย่างแท้จริง” จอห์นเอ่ยย้ำกับมาร์ก“ซึ่งมันก็หมายถึงว่าผมอยากเป็บุคคลพิเศษด้วย”
“คุณน่ะมันมีความเป็พิเศษเหนือกว่าใครในหมู่พวกเราอยู่แล้วละ”มาร์กตบไหล่เพื่อนพร้อมกับยิ้มให้ ซึ่งจอห์นก็ยิ้มตอบ
ค่ำวันนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก ลมพัดแรงจัดขึ้นทุกขณะ เพื่อนรักทั้ง 4 นั่งอยู่ด้วยกันในห้องรับประทานอาหารเพดานสูงเตาผิงที่ลุกโชนช่วยขับไล่ความหนาวเย็นออกไปได้มาก ต่างเพลิดเพลินอยู่กับหมากฮอส
“ฉันชอบไอ้หินก้อนเล็กๆที่เอามาใช้แทนเบี้ยพวกนี้จัง” วิลลี่หยิบก้อนกรวดสีน้ำเงินเข้มขึ้นมาพิจารณา“สวยอย่างกับเพชรแน่ะ”
“จริงด้วย” แอนน์สนองรับ “เกมหมากฮอสนี่ตัวมันสวยดีตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ นี่ก็สลับกันไปมา ความคิดของคนสมัยก่อนเข้าท่าดีจังนะวิลลี่ฉันว่าเกมแบบนี้จะต้องมีมาั้แ่ครั้งโบราณแน่เลย”
มาร์กเท้าศอกอยู่กับโต๊ะจับตามองกระดานหมากฮอสตรงหน้า พิจารณาอยู่ว่าจะเดินต่อไปอย่างไรดี
“รู้สึกว่าเราจะเดินได้อีกตาเดียวเท่านั้นละมังมาร์ก”จอห์นเอ่ยขึ้น “สงสัยจะเข้าตาจนเสียแล้ว”
“ก็ทำนองนั้นแหละ”วิลลี่เสริม
เสียงลมกระแทกอยู่กับบานหน้าต่างเสียงที่สอดแทรกเข้ามาภายในห้องที่สงัดเงียบนั้นฟังราวเสียงครวญคร่ำขณะเดียวกันบานหน้าต่างก็สะท้านไหวราวกับถูกจับเขย่าราวกับใครสักคนกำลังพยายามจะเข้ามาในบ้าน
“บรรยากาศน่ากลัวดีเหมือนกัน”มาร์กเอ่ยขึ้นลอยๆ เลื่อนก้อนกรวดตรงหน้าไปยังตาที่กำหนดไว้ในใจ
“แต่อย่างน้อยไฟในเตาผิงมันก็ให้ความอบอุ่นกับเราได้มากละ”แอนน์ว่า
“ผมดีใจที่คุณมีความสุข”จอห์นพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณรู้ไหมว่ากว่าที่เราจะได้อุ่นสบายอย่างนี้ไม่รู้ใช้เงินไปเท่าไหร่ต้องขนฟืนใส่เรือเฟอรี่มาเพราะบนเกาะแนนทัคเคทนี่ไม่มีต้นไม้ที่ใหญ่พอจะเอามาใช้เป็เชื้อเพลิงได้เพราะฉะนั้นไม้ดีๆ ที่เราเอามาทำเชื้อเพลิงถึงได้ราคาแพงเป็ทองคำทีเดียวคุณเชื่อไหมว่าตอนที่เราขนย้ายทั้งเครื่องเรือนและก็ขนไอ้ไม้บ้านี่มาเราต้องเสียค่าขนส่งตั้งพันเหรียญเชียวนะ”
“โธ่เอ๊ย..” แอนน์ร้อง “ก็เครื่องเรือนของคุณน่ะมันของหนักๆทั้งนั้น แล้วก็ล้วนแต่เป็เครื่องเรือนแบบโบราณอีกต่างหาก น้ำหนักเป็ตันละมังแต่ฉันว่าพอเอามาตั้งไว้ที่นี่มันกลับเหมาะกับบ้านมากเลยนะอย่างกับเครื่องเรือนที่ออกแบบมาสำหรับบ้านนี้โดยเฉพาะอย่างนั้นละดีกว่าตั้งไว้ที่อพาร์ตเม้นท์ที่โน่นตั้งเยอะ”
เสียงลมพรูลงมาตามปล่องไฟควันคลุ้งตะหลบอบอวลขึ้นทั้งห้อง สายฝนกระหน่ำเข้ามาตามช่องทางเดียวกันพรมลงบนขอนไม้ที่ลุกโพลง
“ไม่รู้สินะฉันว่าถ้าเป็ฉันละก็เห็นจะอยู่บ้านหลังนี้ได้ไม่ถึงปีหรอกนี่แค่เดือนพฤศจิกาฯอากาศยังหนาวเย็นเป็บ้าเป็หลังแล้ว” แอนน์เอ่ยขึ้นอีก
“ที่เป็อย่างนี้ก็เพราะว่าเกาะแนนทัคเคทนี่มันเป็พื้นที่ราบเสียส่วนใหญ่แล้วก็อยู่โดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรเพราะฉะนั้นลมมันมีแรงเท่าไหร่ก็เลยโถมเข้ามาได้อย่างเต็มที่” จอห์นพูดเป็เชิงอธิบาย “แต่ต่อให้มีพายุรุนแรงขนาดไหนมันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกเพราะมันเป็เพียงแค่พายุที่พัดผ่านไปไม่ถึงกับทำลาย”
“ฉันว่าที่นี่มันโรแมนติกดีออก”วิลลี่พูดอย่างมีเลศนัย
“ผมว่าตัวเองโชคดีตรงที่ไม่ต้องอ่านบิลค่าไฟคุณ”มาร์กพูดยิ้มๆ
“เราชนะแล้ว”แอนน์ร้องออกมาเมื่อวางกรวดลงในช่องสุดท้าย
“ก็พวกผู้ชายนี่น๊ามัวแต่พูดจาเป็เขิงตรรกะกันอยู่นั่นแหละ ถึงได้แพ้ยังไงล่ะ” วิลลี่หัวเราะชอบใจที่ฝ่ายหญิงชนะได้ “ฉันจะไปชงไอริชคอฟฟี่ให้กินกัน”
“เยี่ยม..” แอนน์ร้อง “ฉันไม่ได้ลิ้มรสกาแฟไอริชมาตั้งหลายปีแล้วหวังว่ากาแฟที่ใส่เหล้านี่คงไม่เป็อันตรายกับลูกในท้องหรอกนะ หรือคุณว่าไงคะมาร์ก”เธอเดินไปทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างสามี “อีกอย่างหนึ่งตอนที่กินดินเนอร์เราก็ไม่ได้ดื่มไวน์กันอยู่แล้ว”
“ยอดรัก..ผมรับรองว่าแค่แอลกอฮอล์นิดๆหน่อยๆ นี่มันไม่ทำให้ลูกเราเกิดมาเป็คนขี้เมาได้หรอกน่า” เขารั้งร่างภรรยาเข้ามาหาและก้มลงจูบตรงหน้าท้อง