การเอาเพื่อนอีกครั้งของผม จุดเริ่มต้นมาจาก วันหยุดที่แสนธรรมดา ที่ผมไม่ได้มีนัดเที่ยวกับตาล แต่ออกมาทำงาน ก่อนจะกลับเข้าบ้าน ก็ได้แวะห้างดังในแถวๆ นั้น และนั้นจึงทำให้ผมได้พบกับ ‘เพื่อนในสมัยเด็ก’ คนหนึ่งของผมโดยบังเอิญ..
“พะ....พี่กาย...” เสียงเอ่ยทักทายของหญิงสาวที่สวมใส่หมวกและแว่นกันแดดที่ เดินเข้ามาทักผม ขณะที่ผมนั้นก็กำลังมองซ้ายมอง ขวา เนื่องจากเพิ่งมายังห้างแห่งนี้ เป็ครั้งแรก ห้างกลางกรุงที่ จัดในลักษณะเหมือนสนามบินแบบนี้...
คำกล่าวทักดั่งกล่าวที่ทำให้ผมที่ มองหาบันไดเลื่อนทางขึ้นนั้น ก็กลับมามองยังที่เธอด้วยความฉงน สงสัย...และไม่ทันที่ผมจะเอ่ยถามอะไร เธอก็เป็ฝ่ายเอ่ยต่อขึ้นมาเอง...
“เต้ยเองไงค่ะ น้องเต้ยของพี่กายไง...” หญิงสาวร่างบางที่ตัวเล็กและเตี้ยกว่าผม โดยที่ เธอน่าจะสูงราวๆ 140-150 ซม. ได้ เพราะศีรษะเธอนั้นก็อยู่ที่ประมาณไหล่ของผมเท่านั้น เธอเอ่ยพร้อมกับถอดแว่นกันแดด เพื่อให้ผมเห็นหน้าที่แท้จริงของเธอ ซึ่งหน้าตาของเธอนั้นก็ทำให้ผมครุ่นคิดตั้งนาน ประกอบกับชื่อของเธอก็คุ้นเคย ด้วย ก่อนที่ผมจะนึกออก..
“เต้ย หลานของย่าภา นะเหรอ? ...” ผมเอ่ยอย่างนึกออกด้วยท่าทีที่อุทาน และใพอควร เพราะ น้องเต้ยที่ผมจำได้ ไม่ได้เป็คนที่สวยมากถึงขนาดนี้นี่ และสิ่งที่ทำให้ผมต้องใ ไม่ใช่เธอจะสวยผิดหูผิดตา เท่านั้น..หากแต่เป็สแตนด์โชว์ ที่เป็รูปคนที่เป็ฟรีเซนเตอร์ของสินค้าที่ตั้งโชว์อยู่ด้านหลังและห่างเธอไปพอควรนั้น เป็รูปเธอนั้นเอง...
ใช่....มันทำให้ผมอึ้ง ก่อนจะเอ่ยร้องอย่างชี้นิ้วไปข้างหลัง ซึ่งทำให้หญิงสาวหันไปมอง และหันกลับมาเอ่ยกล่าวกับผม..
“อ้าว พี่กายไม่ได้มางานของเต้ยเหรอค่ะ? ...” เธอเอ่ยเชิงถาม ด้วยท่าที งงๆ กับท่าทีของผม ซึ่งผมก็เอ่ยตอบอย่างตามตรง
“อือออ ไม่ได้มางานของเราหรอก...พี่แวะมานี่ เพราะเพิ่งทำธุระเสร็จ และกะหาอะไรกินก่อนกลับเนี่ยแหละ...” คำตอบของผม ก็ทำให้เธอมีสีหน้าที่ดูผิดหวังพอควร...
“อย่างงั้นเหรอค่ะ? ...” เธอเอ่ยอย่างหน้าเศร้านิดๆ ...
“แต่เราก็สวยขึ้นนะ สวยขึ้นจนพี่จำไม่ได้เลย..” ผมที่เห็นสีหน้าของเธอที่แสดงออกมานั้นก็เอ่ยชม ซึ่งนั้นไม่ได้เป็คำชมที่เอ่ยส่งๆ เพื่อให้เธอรู้สึกดีขึ้นหรอก หากแต่เธอดูหน้าตาดี และสวยมากขึ้นจริงๆ แน่นอนว่ามันได้ผล มันทำให้เธอมีท่าทียิ้มแย้มทันที...
“ขอบคุณค่ะ แต่ไหนๆ เจอพี่กายแล้ว เต้นขอถามหน่อยค่ะ พี่กายได้รับจดหมายเต้ยบ้างมั้ย? ..” หญิงสาวเอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและเอ่ยถามต่อ ซึ่งมันก็ทำให้ผมนึกได้...
“ได้...เพราะ่แรกๆ นะ เพราะเมื่อ 7 ปีก่อน พี่ก็ได้ย้ายบ้านอีกรอบนะ แล้วดันที่อยู่ของเราหายด้วย..” ผมที่เอ่ยตอบเธอไป ใช่สาเหตุที่ผมแยกจากเธอ ก็เพราะได้ย้ายบ้าน ไปอยู่ที่อื่น และไม่ได้ย้ายแค่ครั้งเดียว แต่ 2 ครั้ง ตอนที่ อายุ21 กับ ตอนอายุ 26และตอนย้าย ครั้งที่ 2 นั้นก็ทำที่อยู่ที่จดไว้หาย ยังทำจดหมายเก่าๆ ของเธอหายหมดด้วย...
“งั้นเหรอค่ะ..” เธอเอ่ย ด้วยสีหน้าที่ผมอธิบายไม่ถูก มันเป็สีหน้าที่แสดงถึงความเศร้าและกับโล่งอก..และไม่ทันที่เธอจะเอ่ยอะไรต่อ มือถือของเธอก็ดังขึ้น...
“ผู้จัดการเรียกซะแล้ว...” เธอเอ่ยด้วยท่าทีสีหน้าบงบอกถึงความเสียดาย..ก่อนที่จะหันมามองผมและเอ่ยถาม..
“ตอนนี้พี่กายอยู่ที่ไหนค่ะ...” เธอหันหน้ากลับมาถามผม และเอ่ยถามอย่างจริงจัง ท่าทีนั้นก็ทำให้ผมเอ่ยบอกเธอออกไปอย่าง งงๆ ใช่ตอนนั้น งง แทนที่จะขอเบอร์โทรศัพท์กันมัน ไม่ง่ายหว่าเหรอ? ...
“ที่xxxx........โอเคค่ะ แล้วเจอกันนะค่ะ พี่กาย..” เธอเอ่ยทวนที่อยู่ของผม ที่ได้เอ่ยบอกกับเธอไป ก่อนจะรำลา หันหลังพร้อมกับกดรับมือถือที่ดังอยู่นั้น และเดินเข้าไปที่งานที่ เธอเป็ฟรีเซนเตอร์ ท่ามกลางสายตาของผมที่จ้องมองอย่างอึ้งๆ เพราะไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะมีคนรู้จัก เป็ ดารา นางแบบ ด้วย...
วันนั้นสิ่งแรกที่ผมทำหลังจากกลับมาถึงบ้านนั้น คือ การหาข้อมูล เกี่ยวกับ ตัวของ ‘เต้ย’ เพื่อนในสมัยเด็กของผม เพื่อนๆ ไม่ต้องสงสัยหรอก ว่าทำไมผมไม่รู้จักเธอ เพราะข่าวสาร ดาราในประเทศ ผมไม่ได้ติดตามนานแล้ว...อย่าว่าแต่ เต้ย ผมไม่รู้จักเลย 5 ท่านชายจตุ ที่ฮิตๆ กันนั้น ผมก็ยังไม่รู้จักเลย อย่าว่าแต่ท่านชายเลย แค่ แตงโม โดนัท ผมก็ไม่รู้เลยว่าพวกเธอหน้าตาเป็ไง รู้แค่ว่า เป็นางเอกรุ่นใหม่ของช่องหลายสี ที่หน้าตาดีคนหนึ่งเอง... พอหาข้อมูลเกี่ยวกับเธอ มันก็ทำให้ผมไม่ค่อยอยากเชื่อเลยว่า เด็กสาวที่ขี้กลัว ขี้แง๊ ติดผมเป็แจ แถม เคยมี กระฝ้าที่หน้านั้น บัดนี้ได้กลายเป็ เนตไอดอล เป็ ดารา นางแบบ ชื่อดังที่วัยรุ่นพูดถึงคนหนึ่งไปแล้ว....ใช่..มันเป็อะไรที่ผมไม่อยากเชื่อมากๆ ....
ก่อนที่คืนนั้นผมจะฝันถึงเื่ราวในอดีต เื่ในสมัยเด็ก แถมเป็วันแรกที่ได้รู้จักกับเต้ยด้วย ซึ่งย่าของเต้ยนั้นได้พามารู้จักกับผมและฝากฝั่งให้ผมช่วยดูแล เป็เพื่อนเล่น ซึ่งมันก็เป็่เวลาในวัยเยาว์ที่ชวนคิดถึงไม่น้อย..ไม่คิดเลยว่าการได้พบเจอเธอนั้น จะทำให้ผมฝันถึง่เวลานั้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยฝันถึงเลย....
โดยที่การฝันถึงนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ผมเอะใจเลยสักนิด ไม่สิ จริงๆ แล้วต้องบอกว่า ผมควรจะเอะใจกับคำพูดสุดท้ายของเต้ยมากกว่านี้ซะหน่อย คำพูดที่บอกว่า ‘แล้วเจอกันนะค่ะ..’ ใช่ผมไม่ได้คิดอะไรกับถ้อยคำนี้เลย...