“ท่านราชินีคะ ท่านจิรายุ ท่านเตชินท์ และท่านเมธาวีพาผู้ถูกเลือกมาแล้วค่ะ”
ภูติอารักษ์ทั้ง 2 แจ้งแก่ราชินีปภิชญา ผู้มาเยือนพยักหน้าให้กับภูติอารักษ์หน้าประตูทั้ง 2 ตน ก่อนเดินนำเขาเข้ามาทางด้านในของหอคอยแห่งจิรกาล เมื่อผ่านประตูในชั้นแรกแล้ว ทั้ง 3 ก็พบกับบันไดเวียนที่ขดตัวรอบข้างด้านในของหอคอย ทิ้งช่องตรงกลางไว้ให้เห็นทะลุขึ้นไปถึงชั้นบนสุดที่สูงลิบตา บันไดไม้นี้สลักเสลาเป็กลีบดอกไม้นานาพันธุ์พร้อมลวดลายเส้นสายพริ้วไหวไปมา ภูตอารักษณ์ทั้ง 2 พาพวกเขาเดินขึ้นบนไดมาถึงชั้น 2 แล้วหยุดตรงหน้ากระจกบานใหญ่ที่เชิงบันไดนั้น กระจกใสที่กรอบข้างบรรจงตกแต่งด้วยไม้สลักลายดอกไม้และส่องให้เห็นรูปลักษณ์ของผู้อยู่ตรงหน้า ทั้ง 2 ผายมือเพื่อให้ผู้มาเยือนเป็สัญญลักษณ์ว่าทางเข้าไปยังสถานที่นัดพบนั้นคือหลังกระจกบานนี้
หากเป็การมาเยือนครั้งแรก พวกเขาคงใไม่น้อยที่หลังกระจกบานใหญ่ในชั้น 2 จะเป็ทางเชื่อมมายังห้องโถงขนาดใหญ่ที่อยู่ชั้นบนสุดของหอคอยแห่งนี้ พวกเขาเดินมาตามทางเดินพบประตูบานใหญ่สูงประมาณ 3 เท่าของเขาที่สลักรูปดอกไม้นานาพันธุ์อย่างวิจิตรบรรจงอีกเช่นกัน
2 ภูติอารักษณ์ผายมืออีกครั้งหน้าประตูบานใหญ่พลันเกิดแสงสว่างลอดมาจากบานประตูที่แยกตัวออกช้าๆ และเพียงบานประตูไม้คู่นั้นเปิดออก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกช่อจันทรา ดอกไม้ที่มีเฉพาะที่นี่ก็ส่งกลิ่นไปทั่วบริเวณ ทางเดินปูพรมสีขาวทอดยาวไปถึงส่วนกลางที่มีเขตอาคมรายล้อมด้วยผ้าแพรสีขาวประดับไว้อย่างสวยงาม หญิงสาวที่นั่งอยู่ในนั้นมีใบหน้าสวยหวานน่าทะนุถนอม ดวงตากลมโตที่ไร้ซึ่งแววตาเหม่อมองทางผู้มาเยือน นางเป็หญิงตาบอด หูหนวก และเป็ใบ้ แต่ทำหน้าที่ทำนายอนาคตผ่านกระจกเงาที่ส่องอยู่เบื้องหน้า นางผู้หยั่งรู้อดีต และอนาคต ราชีนีไร้บัลลังก์ ราชินีปภิชญา
ประตูไม้บานใหญ่นั้นเปิดออกและมีทั้ง 3 เดินเข้ามา จิรายุเดินนำหน้าพร้อมกับหงายมือบังคับการพยุงร่างไร้สติของแสงเหนือที่ลอยอยู่กลางอากาศ
… วางร่างของท่านแสงเหนือลงตรงหน้าข้านี้เถิด ท่านจิรายุ … ปากชมพูระเรื่อที่ปิดสนิท แต่กลับมีเสียงเปล่งออกมาอย่างน่าแปลกใจ ทั้ง 3 ค้อมศีรษะเป็ลักษณะทำความเคารพต้นเสียงนั้น
จิรายุผ่อนแรงดันอากาศที่พยุงร่างของไร้สตินั้น แล้วบรรจงวางลงบนพรมหนาหน้าปรัมพิธี
… ท่านเตชินท์ ท่านได้รับาเ็? … ราชินีปภิชญา หญิงสาวผู้ทำนายอนาคตผ่านการสื่อสารกับคู่สนทนาจากการส่งกระแสจิต เสียงที่ได้ยิน คือเสียงที่ส่งตรงถึงสมองของผู้ฟัง และเสียงนั้นก็จะเลือกเองว่า้าให้ใครได้ยินบ้าง
“สุนัขจิ้งจอกแบบเตชินท์น่ะ สามารถสมานแผลตนเองได้เร็วกว่าพวกเรา ท่านไม่ต้องกังวลใจไป” จิรายุว่าพร้อมมองมาที่แผลของเตชินท์ที่ตอนนี้เหลือเป็แค่รอยถลอกเล็กน้อย
“ว่าแต่ท่านราชินีมีเื่อะไรถึงเรียกพวกข้ามาถึงที่นี่”
… ท่านทั้ง 2 น่าจะพอทราบ เื่การเคลื่อนไหวของ 9 ขุนพลดาราที่กำลังรวบรวมชิ้นส่วนิญญาของเวทย์ทมิฬในตอนนี้ …
“ไอ้เ้า 2 คนที่ข้าต่อสู้ด้วยสินะ”
… ถูกต้อง และชิ้นส่วนิญญาชิ้นแรก ตอนนี้ได้ตกอยู่ในมือของ 9 ขุนพลดาราแล้ว ..
“ชิ้นส่วนิญญาชิ้นแรก?”
เมื่อครั้งโบราณกาลนานมาแล้ว คำทำนายบทที่ 13 แห่งอิสรินทร์ได้กล่าวไว้ว่า การฟื้นคืนชีพเวทย์ทมิฬนั้น จะต้องรวบรวมิญญาที่แตกสลายทั้ง 3 ส่วนเพื่อใช้ในการคืนชีพ
ส่วนแรกอยู่ในวิญญาผู้พล่าผลาญอดีตกาลนานเนิ่นเกินเพรียกหา
ส่วนสองนั้นแฝงไว้ในเทพศาตราคู่กายาเคียงข้างรบโรมรัน
ส่วนสุดท้ายแฝงกายในผู้มั่นคงจิตซื่อตรงต่อิญญาผู้อาสัญ
ทั้งสามส่วนผนึกได้ก่อนคืนจันทรุปราคานิรันดร์ใน 1,000 ปี
“ซึ่งถ้าเป็ดังคำทำนาย แสดงว่าพวกมันได้ชิ้นส่วนิญญาจากผู้ปลิดชีพเวทย์มืดไปแล้ว”
… นั่นเป็ส่วนจากมาสเตอร์ของท่านทั้ง 2 อย่างไรล่ะ …
“แต่มันนานมากแล้วที่มาสเตอร์ของพวกข้าหายสาบสูญไป พวกข้าเองไม่สามารถััถึงพลังเวทย์ของมาสเตอร์ได้อีกเลยขนพวกข้าคิดว่า….”
… หลังามนตราครั้งนั้น จอมทัพมหาเวทย์ที่ 8 ได้นำกองกำลังจากวิหารศักดิ์สิทธิ์เข้าจู่โจมเวทย์ทมิฬ พร้อมกับ 9 ขุนพลดาราและกองพลกว่าแสนนาย มันเป็การสู้รบที่ยาวนานไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน าดำเนินไปอย่างบ้าคลั่ง เราสูญเสียกองทัพเวทย์จำนวนมากเพื่อปกป้องอิสรินทร์จากการรุกรานของผู้บุกรุกจากขอบขุมนรก และระหว่างการต่อสู้ของเวทย์ทมิฬและท่านจอมทัพกำลังดำเนินอยู่นั้น ทั้ง 2 ก็พลัดตกหายไปในส่วนลึกสุดของก้นหุบเขาที่ลึกเหนือจินตนาการ กองกำลังเวทย์ทมิฬจึงถอยร่นทัพออกไป ผนวกกับวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ได้สั่งให้ถอยกำลังออกจากการสู้รบเช่นกัน …
“หลังจากนั้นพวกเราก็ไม่ได้พบมาสเตอร์อีกเลย”
… 7 วันหลังจากนั้น ท่านจอมทัพได้ปลิดชีพเวทย์ทมิฬและกักขังร่างนั้นไว้ที่ส่วนลึกที่สุดของก้นหุบเขา แต่ไอิญญาของจอมเวทย์ทมิฬยังไม่ดับสลาย มันแยกตัวออกเป็ 3 ส่วน และส่วนที่ 1 ก็เข้าฝังตัวในร่างของท่านจอมทัพ และเมื่อท่านจอมทัพทราบดีว่าตนเองเป็กุญแจดอกสำคัญที่มีชิ้นส่วนิญญานั้นสถิตย์อยู่ในตัว ท่านจึง้าหาที่หลบซ่อนเพื่อไม่ให้เวทย์ทมิฬคืนชีพได้อีก ข้าจึงพาท่านจอมทัพลี้ภัยไปยังโลกมนุษย์ และท่านได้ผนึกพลังเวทย์ของตนไว้เพื่อปกปิดการมีอยู่ของตนเอง …
“แล้วพวก 9 ดาราหามาสเตอร์ของข้าเจอได้อย่างไร”
… เมื่อพลังเวทย์ของจอมเวทย์จักพรรดิองค์ปัจจุบันถดถอยลง ชิ้นส่วนิญญาของเวทย์มืด ได้เรียกกันและกัน ประกายความมืดนั้นจึงแข็งแกร่งและส่งสัญญาณมาถึงอิสรินทร์ …
“เพราะฉะนั้นเราต้องทำลายชิ้นส่วนิญญาให้หมด เพื่อหยุดยั้งการคืนชีพของเวทย์มืดสินะ” จิรายุสรุป
“แล้วมนุษย์คนนี้?”
… นี่ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเฉกเช่นสามัญชนทั่วไปหรอก ท่านเมธาวี …
ทั้ง 3 หันมองไปยังราชินีปภิชญาด้วยความสงสัย
“นั่นสินะ ถ้าเป็มนุษย์ธรรมดา ท่านคงไม่ให้เมธาวีและพวกข้า 2 คนไปชิงตัวกลับมาเช่นนี้” เตชินท์ว่าพลางมองหน้าจิรายุ
… วินาทีที่แสงสว่างนั้นแผดจ้า แม้จะเป็ชั่วเพียงเสี้ยวเวลา แต่แสงนั้นได้ส่องสว่างไปทั่วทั้งอิสรินทร์ ทุกสรรพสิ่งล้วนรับรู้ได้ถึงพลังงานนี้ ขุนพลดารา และิญญาของเวทย์ทมิฬก็เช่นกัน …
“อย่าบอกนะว่า แสงที่พวกข้าััได้ขณะเดินทางมาจากเทือกเขานิรชราคือแสงจากหมอนี่”
“แสงที่ทำให้เฮอร์มีสถึงกับใจนแทบคุมสติไม่อยู่นั่นน่ะหรือ” เมธาวีนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนที่เธอจะใช้อาวุธออกไปปกป้องแสงเหนือจากอูรานอส
… ใช่ เพราะท่านผู้นี้คือสายเืเพียง 1 เดียวของท่านรุจีมาตุ จอมทัพมหาเวทย์ที่ 8 ไงล่ะ…
================
“เหลืออีกเพียง 2 ส่วนเท่านั้น คือส่วนจากศาสตราเทพของนายท่าน และผู้มั่นคงต่อนายท่าน” อาเรสก้มมองมือตนเองที่ขณะนี้มีชิ้นส่วนิญญาที่โฟบอส และเดมอสนำมาจากรุจีมาตุ เพราะไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม 9 ขุนพลดาราก็ต้องเดินหน้าแผนการคืนชีพให้กับนายท่านเพื่อปลดผนึกความยิ่งใหญ่ของหุบเขาอนธการอีกครั้ง
“อูรานอสและเฮอร์มีสกลับมาแล้ว” โพไซดอนแจ้งข่าวแก่อาเรส ทั้งคู่จึงมายังส่วนโถงของหุบเขาที่ระหว่างการรอคอยการฟื้นคืนชีพของผู้เป็นาย ที่นี่ได้ถูกสร้างให้เป็ฐานบัญชาการขนาดใหญ่ ห้องโถงกลางเป็ห้องกว้าง จุดคบเพลิงสว่างไสวประดับด้วยหินสลักสวยงามตามศิลปะพื้นเมือง ด้านล่างลงไปเป็พื้นที่กว้างสุดลูกตา สามารถใช้เป็สถานที่เรียกรวมพลได้อย่างมหาศาล พื้นที่้าสุด ยกระดับเป็อีกส่วนแยกจากกันเพื่อใช้เป็ห้องประชุมและบัญชาการ ด้านในลึกสุดของห้องมีต้นไม้ขนาดใหญ่ทว่ากิ่งก้านนั้นกลับแห้งเหี่ยวเหมือรอวันตาย แต่มันยืนสูงตระหง่านมาหลายร้อยปี ทั้ง 2 ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเร่งรีบด้วยอาการร้อนใจพบว่ามี 7 ขุนพลดารานั่งรอเขาอยู่ อาเรสเหลือบมองไปยังอูรานอสที่าเ็เล็กน้อยแต่เฮอร์มีสมีอาการาเ็ค่อนข้างรุนแรงกว่า ทั้ง 2 นั่งลงที่ตำแหน่งดวงดาวของตน และเมื่อครบองค์ประชุมแล้ว นั่นคือสัญญาณว่าการประชุมเริ่มแล้ว
“ภารกิจของเราที่ได้รับจากนักพยากรณ์ทั้ง 2 นั้น ลุล่วงไปแล้ว 1 ภารกิจ” เฮดีส ผู้นำ 9 ขุนพลดารา เริ่มเปิดการประชุมด้วยภารกิจจากนักพยากรณ์
“และล้มเหลว 1” อูรานอสและเฮอร์มีสก้มหน้าลงต่ำเมื่อรู้ว่าทำให้พี่น้องขุนพลดาราผิดหวัง
“แต่ยังโชคดี ที่เราไม่ได้สูญเสียพี่น้องของพวกเรา นอกจากโฟบอส ซึ่งก็ถือเป็เื่ที่น่าเศร้ายิ่งนัก”
“เฮดีส นี่คือชิ้นส่วนิญญาส่วนที่ 1 จากการเสียสละของโฟบอสและเดมอส ข้าขอมอบให้ท่าน” อาเรสยืนขึ้นแล้วยื่นชิ้นส่วนิญญาให้แก่เฮดีส เขารับมันไว้และเก็บมันใส่กล่องไม้ขนาดเล็ก
“ในขณะที่อูรานอสและเฮอร์มีสกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นั้น ข้าััได้ถึงพลังงานแสงที่ส่งผ่านทะลุมาถึงที่นี่ มันคือแสงจากอะไร” ซุส ขุนพลดาราผู้มีััที่ว่องไวถามผู้ผ่านเหตุการณ์สำคัญจากต่างโลกตรงหน้า
“มาจากเ้านั่น สายเืเพียงหนึ่งเดียวของรุจีมาตุ” เฮอร์มีสเล่าด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล “พลังแสงที่เปล่งออกมานั้นทำเอาข้าขนลุกไปหมด มันเหมือนกับใครซักคนที่ข้าเคยพบมาก่อน” เขานึกถึง่เวลาที่แสงนั้นปรากฏตัว ร่างกายของเขาสั่นเทา แขนขาของอ่อนแรง… ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้
“เพราะเ้าอ่อนแอหรือเปล่าเฮอร์มีส วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นแบบเ้า จะเอาอะไรไปสู้ใครได้” โครนอสยิ้มเยาะ เพราะถ้าเปรียบเทียบกันถึงพลังเวทย์แล้ว เฮอร์มีสถือเป็ 9 ขุนพลดาราที่มีพลังเวทย์เกือบรั้งท้ายของกลุ่ม แต่ด้วยทักษะความไวที่เหนือกว่าทุกคน ทำให้เขาพอจะใช้มันให้เป็ประโยชน์ต่อตำแหน่งของเขาในหุบเขาอนธการแห่งนี้
“ไม่หรอก ข้าเองก็ััได้ว่า เฮอร์มีสไม่ได้พูดเกินจริงเลย” อูรานอสช่วยเสริมเฮอร์มีส สร้่างความไม่พอใจให้แก่โครนอส แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้โครนอสรู้สึกสะทกสะท้านอะไร
“เชิญเ้าให้ท้ายลูกแหง่ของเ้าไปเถอะ ชิ”
“นี่คงเป็สาเหตุที่เมธาวีไปแย่งชิงมันมาจากพวกเ้าสินะ”
“ใช่ แต่มันยังมีนวมนตราศิษย์ของรุจีมาตุเข้ามาขวางพวกข้า ทำให้ภารกิจนี้ล้มเหลว”
“หมายความว่าวิหารศักดิ์สิทธิ์เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อขัดขวางการคืนชีพของนายท่านแล้วละสิ”
“พวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ขี้ขลาดนั่นมักใช้นวมนตราเป็ออกหน้าเสมอ แล้วตนเองก็ชักใยอยู่เื้ั ช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก” อะโพรไดท์ หญิงสาวร่างเล็กผมสีทองผู้เปรียบเสมือนดอกไม้งามประจำกลุ่มกล่าวจากประสบการณ์ของตนที่เคยประทะกับนวมนตราเมื่อครั้งก่อน
“นั่นเป็สิ่งที่พวกเ้าควรระวังตัวให้มากขึ้น เพราะพวกมันก็คงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายชิ้นส่วนิญญาทั้ง 3 ของนายท่านเช่นกัน โครนอส ไกอา อะโพรไดท์ ข้ามอบหมายให้พวกเ้าค้นหาศาสตราเทพของนายท่านที่สาบสูญไป หาให้เจอ แล้วจงนำกลับมาหุบเขาอนธการอย่างสมบูรณ์” ทั้ง 3 พยักหน้ารับคำสั่งจากเฮดีสผู้นำกลุ่ม
“ส่วนพวกเ้า อาเรส อูรานอส โพไซดอน จงไปกำจัดเ้าเด็กนั่นซะ ไม่ว่ามันจะหลบซ่อนอยู่ที่ใด หรือกับใคร ฆ่ามันตามคำสั่งของนักพยากรณ์ให้จงได้ ส่วนเ้า เฮอร์มีส ซุส ไปกับข้า หาชิ้นส่วนิญญาที่ 3 เพื่อนำกลับมาฟื้นคืนชีพให้นายท่านโดยเร็ว ก่อนจันทรุปราคาในรอบ 1,000 ปี จะมาถึง” ทั้ง 8 คนรับคำสั่งแล้วแยกตัวออกจากห้องโถงนี้ท่ามกลางความมืด
“ข้าขอเวลาอีกไม่นาน เราจะได้ออกไปจากที่นี่พร้อมพร้อมประกาศความยิ่งใหญ่ของท่าน และมอบความตายนิรันดร์ให้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์ ”
===============
“แล้วทำไมเ้านี่ถึงหมดสติไปนานขนาดนี้ล่ะท่านราชินี หรือว่า… ตายแล้ว” เตชินท์ว่าพลางเอานิ้วอังจมูกแสงเหนือที่นอนหลับไหลไม่ได้สติ
… ร่างกายของเขายังมิเคยได้ััพลังเวทย์ นั่นจึงเป็เหตุให้เกิดสภาวะรังไหมที่กำลังปกป้องร่างกายด้วยการหยุดการทำงานของระบบกายและิญญาอัตโนมัติ …
“แล้วพวกเราจะต้องทำวิธีใดให้เ้านี่ฟื้นขึ้น”
… ผู้ที่จะทำให้ท่านแสงเหนือฟื้นขึ้นได้ ขณะนี้ได้มาถึงแล้ว …
เมื่อพูดจบประตูไม้บานใหญ่ก็เปิดออกแสงสว่างจากด้านนอกสาดเข้ามาเป็ประกายระยิบระยับปรากฏเป็ร่างบุรุษสูงโปร่งผมสีเงินรวบไว้ด้านหลังอย่างหลวมๆ
… ยินดีต้อนรับท่านเวณิก เบญจามหาเวทย์ที่ 5 คีตาสังหาร …
========================
FYI
ข้อมูลแนะนำในตอนนี้นะคะ
1. ราชินีปภิชญา ราชินีไร้บัลลังก์แห่งอิสรินทร์ เป็ผู้หยั่งรู้อนาคต และเป็รัชทายาทองค์เดียวของราชวงค์เก่า หญิงสาวผู้ถูกจองจำด้วยพลังแห่งอนาคต หูหนวก ตาบอด เป็ใบ้ เดินไม่ได้ ทำหน้าที่ทำนายอนาคตจากกระจกที่วางอยู่ นางเป็คนเดียวที่เห็นภาพจากกระจก และสื่อสารกับทุกคนด้วยกระแสจิต