“ข้าจะทำยังไงกับคนดื้ออย่างเ้า ซุกซนไม่เข้าเื่ ไม่รู้หน้าที่เอาซะเลย”
เขาทั้งดุทั้งบ่นที่นางทำตัวไม่เข้าท่าขึ้นทุกวัน
“เ้าถูกกักบริเวณ!” เขายืดอกพูดเสียงแข็ง
“เฮ้ย!” หลินเฟยหลิงไม่อยากเชื่อว่านางจะถูกกักบริเวณ เขาลากแขนนางเข้าห้องเก็บของ ผลักเข้าไปอย่างแรงในห้องนั้น ท่าทางไร้ความอ่อนโยนดั่งเคย หลินเฟยหลิงเกือบหัวคะมำลงพื้นเพราะแรงผลัก พอตั้งตัวตรงได้ นางรีบวิ่งไปที่ประตู เขารีบลงกลอนแ่า ควบม้าด้วยความโมโหออกจากจวน
“เปิดๆ มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง ช่วยเปิดที” นางทุบประตูดังๆ บ่าวไพร่ด้านนอกได้แต่คอยเฝ้าดูไม่กล้าเปิดให้ กลัวความผิดสถานหนัก พวกเขารู้ว่าหากทำให้แม่ทัพโกรธนั่นคือโลกถล่มทลาย
หลินเฟยหลิงหาทางออกก็ไม่มี มีแต่ข้าวของรกรุงรังเต็มไปหมด ห้องนี้ค่อนข้างมืดนางเริ่มเหนื่อยรู้สึกอ่อนแรง เจ็บใจที่ร่างนี้ช่างบอบบางแรงน้อยทำอะไรก็ไม่รอด
หลินเฟยหลิงมองไปรอบๆ ด้าน ควานหาทางออกอยู่หลายชั่วยาม รวมถึงมองดู้า เจอช่องว่างขนาดเล็กโบ๋อยู่ตรงกลาง นางเริ่มปีนขึ้นกองข้าวของสูง ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปตามขอบเสาจนถึงขื่อ แล้วเอื้อมมือผลักแผ่นหลังคาอย่างยากเย็น นางผลักออกได้ทีละแผ่นจนเป็ช่องว่างพอดีตัว แล้วค่อยๆ ลอดขึ้นมา มือเรียวเล็กเกาะกุมตะปุ่ม้า ดันตัวจนปวดเมื่อยแขนเหมือนยกน้ำหนักลูกเหล็กก็มิปาน หญิงสาวนั่งหอบเหนื่อยเหยียดขาอยู่บนหลังคา เหงื่ออาบท่วมตัว ทั้งร้อนทั้งหิว ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว แม่ทัพยังไม่กลับมาแน่ๆ หรืออาจจะกลับไปค่ายแล้วมั้ง เสียงม้าก็ไม่มี นางนั่งอยู่บนหลังคาจนหายเหนื่อยหาทางลงพื้นอยู่นาน ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อาจรอดพ้นสายตาแม่ทัพหวงไปได้ เขายืนดูนางเงียบๆ ั้แ่เห็นบล็อกหลังคาถูกงัดออกก้อนแรกแล้ว ชายหนุ่มนิ่งขรึมจนน่ากลัว เขายืนขบกรามแน่น ขบคิดว่านางนั้นควบคุมยากยิ่งกว่าทหารเสียอีก ทั้งไม้แข็งไม้อ่อนก็ต้านไม่อยู่เห็นทีต้องใช้ไม้ตาย
หลินเฟยหลิงงกๆ เงิ่นๆ หมุนรอบตัวเองอยู่นาน ก้าวขาลงทางไหนก็ทำไม่ได้ แม่ทัพหวงตัดสินใจะโลอยขึ้นข้างบน กอดดึงรั้งนางเอาไว้แน่นแล้วะโลงพื้นอย่างช่ำชอง นางตาเหลือกมองอะไรไม่ทันทั้งสิ้น มันรวดเร็วดั่งพายุ เขากระชากแขนนางไร้คำพูดใดๆ มีเพียงใบหน้าถมึงทึงดุดัน เขาออกแรงกระชากจนเซถลา เท้าแทบไม่ติดพื้น นางรู้สึกว่าตัวเองตัวลอยเหนือพื้นเป็ระยะๆ แรงลากไถทำให้เท้าของนางถูถากกับพื้นจนเจ็บแปลบ
“เจ็บ” หลินเฟยหลิงหวั่นกลัว เหมือนรังสีความโหดร้ายกำลังถ่ายเทสู่ตัวนาง หญิงสาวตัวสั่นเทิ้ม เขายังออกแรงดึงกระชากไม่แ่ นางถูกลากเข้าห้องอาบน้ำ ร่างเล็กถูกโยนลงอ่างดังตู้มสนั่น วงน้ำกระสานซ่านเซ็นแตกกระจายท่วมพื้นโดยรอบ นางตื่นกลัวอยู่ในอ่างกว้างใหญ่ หรือเขาจะฆ่านางกดน้ำกันนะ แม่ทัพหวงถอดชุดออกเหลือแต่กางเกงเผยให้เห็นมัดกล้ามแน่นหนั่น แผงอกกว้างกำยำล่ำสัน ก้าวย่างลงอ่างเดียวกับนางดูน่ากลัวไม่น้อย หลินเฟยหลิงเดินถอยหลังไปอีกฝั่ง เขายังจ้องนางตาไม่กระพริบชวนให้หัวใจสั่นไหว นางไม่กล้ายืนขึ้นเพราะตัวเปียกปอนเป็ลูกหมาตกน้ำอย่างนี้ ดูแล้วน่าอายที่สุด เขาเดินเข้าหาช้าๆ ใบหน้ายังตึง ตาจ้องเขม็งเป็ประกายโหดร้าย
หลินเฟยหลิงเริ่มปีนขึ้นจากอีกฝั่งที่ไม่มีทางขึ้น เพราะมันอยู่ข้างหลังของเขา ถึงนางจะปวดเมื่อยตัวสักปานใดก็ต้องปีนขึ้นไปให้ได้ สมองสั่งไว้อย่างนั้น แม่ทัพหวงประชิดตัวนางได้เร็วเกินคาด เขากอดรัดรูปร่างอรชรไว้แน่น
“ปล่อยข้า” หลินเฟยหลิงโวยวายเสียงหลงคาดเดาไม่ได้ว่าเขาจะทำอะไร ชายหนุ่มยึดตัวนางเอาไว้ได้ เขาออกแรงเยอะจนนางดิ้นไม่หลุด พลางคิดในใจ
‘ตายแน่ต้องตายเป็ผีเฝ้าอ่างแน่ๆ’ เขาจับนางหมุนตัวหันหน้าเข้าหากัน ดันตัวติดขอบอ่าง หลิงเฟยหลิงใจสั่นไหว ตื่นใเหมือนจะหมดสติ ชายหนุ่มก้มลงบดจูบรุนแรงสั่งสอน นางคาดไม่ถึง ดิ้นเร่าๆ แต่เขาไม่ยอมปล่อย นางกลัวจนสั่นสะท้านเริ่มหายใจไม่ออก เขาบดขยี้รุนแรงขึ้นอีก มือดึงเสื้อออกจากตัวของนางหวังมากกว่าจูบ นางเริ่มรู้ว่าอันตรายช่วยเหลือตัวเองก็ไม่ได้ ทันใดนั้น หลินเฟยหลิงกัดปากแม่ทัพหวงอย่างแรง
“โอ้ย!” ได้ผล เขาผละออกทันที มือจับริมฝีปากเืไหลซิบ นางได้ที ผลักอกกว้างนั้นเต็มแรง วิ่งขึ้นจากอ่างยากเย็น นางใช้ความไวที่เหลืออยู่วิ่งเข้าห้องล็อคกลอนแ่า พร้อมกับดันเก้าอี้และโต๊ะตัวใหญ่ขวางไว้อีกชั้นหนึ่ง นางร้อนรนผลัดเสื้อผ้า รีบเร่งให้เสร็จไวๆ กลัวไม่สบาย บรรยากาศโดยรอบดูเงียบเชียบ นางนั่งลงอย่างอ่อนแรงอยู่บนเตียง รู้สึกเหนื่อยล้าเริ่มน้ำตารื้น อยู่ดีๆ ก็สะอื้นออกมาด้วยความหวาดกลัว นางนั่งกอดเข่าซุกหน้าลงอย่างไรที่พึ่ง ที่จริงนั้นนางกลัวและกลัวมาก หลังจากได้สติน้ำตาจึงเอ่อล้นพรั่งพรูควบคุมไม่อยู่ หวงฟู่เฉินเข้ามายืนข้างๆ ั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาเอามือลูบปากเบาๆ นั่งลงข้างๆ ภรรยา โอบกอดปลอบประโลมราวกับหัวแหนหนักหนา นางขัดขืนแต่ว่าอ่อนแรงเหลือเกิน ได้แต่สะอื้นกับอกแข็งแรงตัวโยน เขาโอบกอดนางเอาไว้แน่น ลูบเรือนผมสลวยแ่เบา เพียงไม่นานหลินเฟยหลิงก็หลับไปคาอ้อมกอด น้ำตาอาบแก้มเปียกชื้น เขาจึงค่อยๆ วางนางลงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าหวานใส ปาดคราบน้ำตาออกจนหมด รู้สึกผิดที่ทำกับนางรุนแรงก้าวร้าว เขาห่มผ้าให้นางได้รับความอบอุ่นแล้วล้มตัวนอนลงกอดเอาไว้หลวมๆ สลับกับใช้นิ้วเขี่ยผิวหน้านวลเนียนเชื่องช้า มองนางแววตาหวานซึ้ง กระทั่งดึกสงัดจึงหลับลงเช่นกัน
เช้านี้หลินเฟยหลิงยังหลับใหล เขานอนมองหน้าขาวผ่องตาไม่กระพริบ ไม่รู้ว่าพอนางตื่นขึ้นมาจะมีอาการเช่นไร นางลืมตาตื่นไม่เต็มตานัก เขาลูบปากตัวเองที่ยังบวมเล็กน้อยกระตุกมุมปากยิ้มคนเดียว
“ร้ายกาจนัก” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ หลินเฟยหลิงตื่นได้เต็มตา เห็นเขานอนจ้องหน้ายิ้มหวานให้ นางสะดุ้งใดึงผ้าห่มปิดมิดถึงคอ
“ขวัญอ่อนจริงนะ” เขาแหย่เล่น แต่นางเบือนหน้าหนีลืมเื่เมื่อคืนไม่ลง เขาก้มลงเอาหน้าผากแนบกับขมับของนาง แววตางอนง้อ กอดกุมตัวนางไม่ให้ขยับห่างกาย
“อืม ขอโทษ” เขาเอ่ยคำพูดออกมาอย่างจริงใจ หลินเฟยหลิงยังคงเงียบ นางไม่อยากมองสายตาเว้าวอนของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามี นางโกรธจนเงียบไร้ซึ่งคำพูดใดๆ ไม่ยอมเปิดปากพูดกับใครหรือกินข้าวกินน้ำ เอาแต่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง หวงฟู่เฉินเป็ห่วงนางเหลือเกิน อีกทั้งรู้สึกผิดต่อนางจึงเดินถือชามข้าวต้มจะป้อนให้ เป็ครั้งที่ สองที่เขาง้อฮูหยินน้อยด้วยวิธีนี้
เขาจับไหล่ให้พลิกตัวกลับมา นางแข็งขืนหลบเบี่ยงกระเถิบถอยห่างให้พ้นตัว ชายหนุ่มเริ่มไม่ยอม เขาคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนเตียง มือกระหวัดอุ้มนางให้หงายหน้าจนได้ เขาใช้กำลังบังคับอีกแล้ว หญิงสาวขมวดคิ้วเรียวหน้าบึ้งน้ำตาคลอ ใบหน้าหวานซึ้งแก้มใสเริ่มมีสีแดงระเรื่อ เขาจ้องหน้านวลแววตาอ่อนลง
“กินข้าวนะ ข้าจะป้อนให้” เขายังโอบไหล่ไว้แนบกับอกแน่น อีกมือตักข้าวต้มคำเล็กๆ เตรียมป้อนให้ หลินเฟยหลิงเบือนหน้าหนี ยกมือจะปัดป้องแต่ถูกเสียงเข้มดุสกัด
“ห้ามออกฤทธิ์” นางไม่ฟังเตรียมแผลงฤทธิ์ต่อ จนเขาต้องวางช้อนดุจริงจัง
"ถ้าไม่ยอมกินข้าว ข้าจะเอาเข้าปากข้า แล้วป้อนเข้าปากเ้า ลองดูไหม”
เขาข่มขู่เสียงแข็ง พร้อมตักข้าวใส่ปากตัวเองเตรียมประกบป้อนใส่ปากนาง หลินเฟยหลิงตาโตสั่นหัว เขาััได้ว่านางตัวสั่น จึงเริ่มพูดด้วยดีๆ พร้อมๆ กับกลืนข้าวลงคอ
“ถ้าอย่างนั้นก็ว่าง่ายๆ เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงเขาอ่อนลงทันทีเมื่อเห็นอาการสั่นเทิ้มเป็ลูกนก เขาลองตักข้าวต้มอีกครั้ง ป้อนใส่ปากนาง หลินเฟยหลิงอ้าปากมองหน้าเขาเหมือนไม่ไว้ใจ เคี้ยวช้าๆ นางกินข้าวต้มจนหมด คงเพราะความหิวโหยั้แ่ค่ำเมื่อวาน พออกินข้าวเสร็จเขาเช็ดปากให้อย่างเบามือ เอาน้ำให้ดื่มแล้วปล่อยให้นางได้นอนพักผ่อน ส่วนตัวเขาต้องออกไปทำงานต่อ
วันนี้แม่ทัพหวงต้องส่งรายงานที่วังหลวง โดยมีองค์ชายสามเป็คนรับรายงานด้วยตัวเอง ชายหนุ่มสองคนประสานสายตากันนิ่งนาน เมื่อเสร็จเื่งานแม่ทัพหวงเตรียมตัวขึ้นไปทำงานต่อ
“ช้าก่อนท่านแม่ทัพ” องค์ชายสามร้องเรียก แม่ทัพหวงหันหน้าเผชิญหน้าเขา ยืดตัวตั้งตรงอกผาย คำนับเล็กน้อย
“พะยะค่ะ” เขาทำสีหน้าเรียบเฉย องค์ชายสามมองเขาครุ่นคิด
“ได้ข่าวว่าท่านแต่งงานแล้ว ข้ายินดีด้วย” องค์ชายสามเอ่ยขึ้นลอยๆ
“ขอบพระทัย” แม่ทัพหวงสะดุดสงสัย เขาเก็บอาการได้ดีไม่มีหลุด
“ข้าแค่อยากทักทายท่าน เราไม่พบกันนานแล้ว ข้าอยากชวนดื่มด้วยกันสักหน่อยพาฮูหยินของท่านมาทำความรู้จักกันบ้างสิ”
องค์ชายสามเอ่ยปากชวนแววตาเ้าเล่ห์นิดๆ แม่ทัพหวงยังนิ่งอย่างขุ่นเคือง
“หากมีเวลาพะยะค่ะ” เขาไม่รับปาก กลืนน้ำลายลงคอรีบร่ำลา องค์ชายสามนึกเคืองแม่ทัพยิ่งนัก
“ยโสนักนะแม่ทัพหวง” เขาเชิดหน้า สีหน้าเรียบนิ่ง มองแม่ทัพควบม้าจากไปจนลับตา
คืนนี้องค์ชายสามนั่งดื่มสุราในสวน ข้างๆ มีเหมยเหม่ยคอยรินเหล้าป้อนกับแกล้มให้เขา นางถูกเรียกตัวมาปรนนิบัติแล้วหลายครั้ง นางเป็คนเอาใจเก่งถูกใจองค์ชายอย่างยิ่ง มือของเขาโอบกอดเหมยเหม่ยไว้ข้างตัว ในความคิดคำนึงเขากลับคิดถึงใบหน้าหวานซึ้งไร้เดียงสาของหลินเฟยหลิง นางช่างถูกใจยิ่งนัก เขาไม่ใช่คนที่ชอบใครง่ายๆ แต่นางนั้นพิเศษกว่าใคร