หนึ่งหทัยมังกร

    34


    นอกเมืองทางทิศตะวันตกของถูหยางอากาศฤดูใบไม้ร่วงกำลังเย็นสบาย ทุ่งดอกไม้ไหว[1]สีเหลืองอร่ามแซมใบไม้เปลี่ยนสีส้มแดงสองข้างทางตัดกับธารน้ำสีมรกตสดใสจนมองเห็นกรวดหินก้นแม่น้ำ

            “น้ำ” ปากเล็กจิ้มลิ้มเปล่งเสียงออกมาชัดเจนขณะดิ้นเร่าจะออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นน้าเมื่อนางอุ้มพามายืนอยู่ริมธาร “เล่น...เล่น”

            เสวี่ยอ๋องรับสั่งให้เสี่ยวหมิงลงไปหยั่งความลึกของน้ำในลำธารกระทั่งเจอส่วนที่เป็นแอ่งกระทะ กะว่าเด็กเล็กลงนั่งแล้วลึกเพียงช่วงอกเมื่อได้ตำแหน่งปลอดภัยแล้ว หยางซวงเหวยกับเสี่ยวหมิงจึงช่วยกันกั้นเขตด้วยผ้าขาว

            “หม่อมฉันก็แค่สาวชาวบ้านกั้นผ้าวุ่นวายมากเกินไป นั่งเล่นในเขตผ้ากั้น ทิวทัศน์งดงามก็คงไม่ได้เห็น”

            “นายหญิง...”

            “เพราะรู้ว่าต้องได้พาอาเฉินเล่นน้ำแน่ข้าจึงเตรียมตัวมาพร้อม พวกเจ้าก็เห็นแล้วนี่” ฉวนลี่ถิงสวมใส่ชุดผ้าฝ้ายสีเข้มปกปิดมิดชิดถึงนางลงน้ำไปทั้งชุดนี้ ก็ไม่มีส่วนใดประเจิดประเจ้อแน่

            “ได้หรือไม่เพคะ”หญิงสาวหันกลับมาถามความคิดเห็นของเสวี่ยอ๋องพร้อมกับใช้สายตาอ้อนวอนพระองค์อีกสามส่วน

            นางสู้อุตส่าห์อ้อนวอนทั้งน้ำเสียงทั้งแววตาพระองค์หรือจะกล้าขัดใจ ทรงพยักพักตร์หญิงสาวจึงยิ้มแฉ่งแล้วอุ้มอาเฉินลงไปนั่งในลำธารความเย็นของน้ำทำให้เด็กชายสะดุ้งจนร้องออกมา

            “ตัวเจ้าเป็นคนอยากเล่นเองนะหม่อมฉันจะให้เขาเล่นสักพักนะ  เพคะ”ประโยคหลังนางหันมาบอกกับเจ้าของวรกายสูงซึ่งประทับอยู่ริมฝั่ง

            “พวกข้าจะไปจับปลาอาเฉินเล่นเสร็จจะได้กิน” ตรัสแล้วก็ก้าว พระบาทไปยังริมฝั่งน้ำที่ลึกหน่อยหยางซวงเหวยเตรียมอุปกรณ์จับปลามาพร้อม ส่วนเสี่ยวหมิงก็แยกตัวไปก่อไฟไว้รอ

            ระหว่างทรงจับปลาได้ยินเสียงหัวเราะของฉวนลี่ถิงที่หยอกเอินกับหลานชายดังเป็นระยะนางกำนัลที่ริมฝั่งก็ร่วมด้วย แม้ไม่ลงเล่นน้ำแต่ก็ช่วยวักน้ำใส่สองน้าหลานเป็นที่สนุกสนาน เสวี่ยอ๋องแย้มพระโอษฐ์คิดถูกแล้วที่พานางกับหลานชายออกมาสู่บรรยากาศใหม่ๆเห็นนางมีความสุขได้ปลดปล่อยเสียงหัวเราะหลังจากแบกรับภาระภายในครอบครัวและเลี้ยงดูอาเฉินมานานก็พอพระทัยยิ่ง

            อาเฉินเล่นน้ำได้ครู่ใหญ่ฉวนลี่ถิงก็พาหลานชายขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะเกรงความเย็นของน้ำจะทำให้เขาไม่สบายก่อนถึงคืนงานชมจันทรา จากนั้นทั้งหมดก็นั่งกินปลาย่างซึ่งส่งกลิ่งหอมฉุยอิ่มท้องแล้วเด็กน้อยเริ่มง่วง เสี่ยวลู่จึงพาเขาขึ้นไปนอนบนรถม้า

            “เฮ้อ...อย่าว่าแต่อาเฉินง่วงเลยข้าก็อิ่มจนแทบอยากจะนอนหลับใต้ต้นเฟิงนี่เชียว”

            “ลุกออกไปเดินเล่นย่อยอาหารไหมเจ้าคะ”

            “ข้าอิ่มจนลุกไม่ไหวแล้วละเสี่ยวหงดูท้องข้าสิ” ฉวนลี่ถิงลูบท้องนูนๆของตัวเองให้สาวใช้คนสนิทดู “ปลาทั้งสดทั้งหวานแปลกใจอยู่ว่าพวกเจ้าทุกคนเหตุใดถึงกินน้อยนัก” ขนาดเสี่ยวลู่ที่รูปร่างอวบกว่าใครเพื่อนก็ยังกินน้อยกว่านาง

            “พวกเรากินแค่นี้อิ่มแล้วจริงๆเจ้าค่ะ กินมากไป เดี๋ยวคืนไหว้พระจันทร์จะใส่เสื้อผ้าไม่สวย” เสี่ยวหลิงบอกพร้อมสีหน้าเอียงอาย

            ลองผู้หญิงหน้าแดงน้ำเสียงมีพิรุธเช่นนี้แล้วฉวนลี่ถิงก็พอเดาได้ว่านางกำนัลสาวกำลังมีความในใจที่บอกใครไม่ได้เป็นสตรีที่รู้จักความรักแล้วสินะ

            “ก็เลยปล่อยข้ากินคนเดียวให้พุงกางเพราะข้าไม่ห่วงเรื่องใส่เสื้อผ้าสวยหรือไม่สวย” กล่าวแล้วฉวนลี่ถิงก็ขำตัวเองนางห่วงเรื่องของกินจะเหลือจนต้องทิ้งขว้างเปล่าประโยชน์เสียมากกว่า

            อีกครั้งแล้วที่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะเล็กน้อยของหญิงสาวเข้ามาเกาะกุมดวงหทัยของผู้ลอบมองขอเพียงมีนางอยู่ใต้สายพระเนตร ก็ทรงรู้สึกว่าช่วงยามนี้คือความสงบสุขที่สุดแล้วของชีวิต

            สายลมพัดเอื่อยๆหอบไอเย็นเหนือธารใสมากระทบผิว หญิงสาวผู้ไม่ห่วงความสวยความงามใดๆเปิดปากหาวหวอดใหญ่ เสวี่ยอ๋องพเยิดพักตร์ให้เสี่ยวหลิงไปหยิบหมอนมาให้นาง

            “โอกาสจะได้นอนใต้ต้นเฟิงริมลำธารมิได้มีบ่อยครั้งหรอกนะ”

            “ทำอย่างนั้นแล้วคงเป็นภาพชวนอุจาดตาสำหรับพระองค์น่ะสิไม่ว่า”

            “ไว้ให้ข้าเห็นเจ้านอนก่อนแล้วจะบอกเองว่าอุจาดตาหรือไม่”

            ต่อให้นางนอนน้ำลายไหลยืดก็ทรงอยากมองมองแล้วค่อยเก็บไปล้อเลียนนางคราหลัง นับว่าไม่มีสิ่งใดขาดทุน

            “ไม่เอาหรอกเพคะหม่อมฉันยังไม่อยากเป็นตัวขบขันปานนั้น”

            ฉวนลี่ถิงราวกับรู้ทันความคิดของอีกฝ่ายนางลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เมื่อเสี่ยวหลิงเดินกลับมาพร้อมหมอนอิงใบหนึ่ง

            “ข้าไม่นอนแล้วอากาศดีสมควรออกไปเดินเล่นอย่างเจ้าบอกจะดีกว่า” นางบอกก่อนหันไปถามเสวี่ยอ๋อง“จะทรงงีบสักหน่อยไหมเพคะ”

            “โอกาสจะได้เดินรับลมกับเจ้านั้นมีไม่บ่อยเช่นกัน”

            ฉวนลี่ถิงย่นจมูกเล็กน้อยก่อนผายมือไปเบื้องหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเสด็จไว้หม่อมฉันจะคอยดูแลพระองค์ไม่ให้สะดุดหกล้ม ไม่ให้ถูกหนามหรือกิ่งไม้เกี่ยวเป็นการตอบแทนปลาย่างสองตัวที่กินลงท้องไป”

            “เจ้านี่นะ” ทรงส่ายพักตร์ นางจะยอมๆให้เกิดช่วงเวลาแสนหวานดั่งยวนยางเคียงคู่ในสวนสวรรค์สักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ

            “ถ้ายังไม่พอพระทัยหากเห็นผิงกั่วป่า หม่อมฉันจะเก็บมาให้เสวยล้างปาก”

            จากที่นางให้พระองค์เสด็จนำครู่ต่อมาฉวนลี่ถิงก็สาวเท้านำลิ่วเข้าไปในแนวป่าแล้วเริ่มสอดส่ายสายตาเสาะหาผลไม้ป่าที่ขึ้นอยู่แถวนั้น

            เอาเถอะ...นี่เป็นครั้งแรกที่ทรงลอบมองสตรีเล่นน้ำกลางธาราใสเป็นครั้งแรกที่ทรงย่างปลาให้นางผู้นั้นกินและอาจจะเป็นครั้งแรกเช่นกันที่พระองค์จะได้เสวยผิงกั่วป่า หากเจ้าของร่างน้อยซึ่งผลุบโผล่แถวทิวไม้นั่นหาเจอสักผล


    [1]ดอกตาเสือ บางครั้งเรียกดาวกระจายตาเสือหรือดอกโครริออปซิส