วันเสาร์สัปดาห์ที่สองในเดือนสิงหาคม ผมมีนัดกับตงเปียนทำการบ้านแปลบทความของคุณพ่อฟิลิปที่สวนหย่อมซึ่งเราช่วยกันระดมสมองที่โต๊ะม้านั่งหินอ่อนั้แ่เช้าจนถึงเที่ยง
ในบรรดาสิ่งที่ผมชื่นชอบภาษาถูกจัดอยู่ในนั้นด้วยเพราะมีความรู้สึกว่ามันเป็ศิลปะที่สวยงาม ผมคิดว่าตัวเองสามารถแปลบทความได้เป็วันๆ หากมีเวลาว่างมากพอ แต่คงไม่ใช่กับเพื่อนตัวเล็กซึ่งตอนนี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะยอมแพ้ไปแล้ว
“มึง กูหิวข้าว”ตงเปียนเงยหน้ามองผมอย่างโอดครวญ เขาทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอมที่โชยมาจากโรงอาหาร
“ได้ดิแต่หลังจากที่มึงแปลส่วนของตัวเองเสร็จแล้วนะ” ผมบอกโดยที่ไม่ละสายตาไปจากหน้ากระดาษ
“มึงจะรีบขนาดนั้นไปหาอะไรกินก่อนแล้วค่อยมาทำต่อทีหลังก็ได้” เขาคร่ำครวญด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ ฟังดูขบขัน
ถ้าเป็คนอื่นผมคงทำหูทวนลมทว่านี่คืออาตี๋ตงเปียนผู้ที่แม้แต่โกรธก็ยังดูน่ารัก ฉะนั้นผมจึงยอมเก็บของใส่กระเป๋าสะพายหลังสีน้ำเงินก่อนจะพากันเดินตัดสวนหย่อมไปทางโรงอาหาร
ทันทีที่เข้ามาในนี้ผมก็สอดสายตามองหาคิมหันต์โดยอัตโนมัติในใจแอบหวังว่าจะได้เห็นเขาสักแวบเพราะั้แ่ตื่นมาคิมหันต์ก็ไม่อยู่ห้องแล้ว แถมวันนี้เขากับพวกปราการก็ไม่เข้าร่วมพิธีมิสซาประจำวันอีกด้วยผมจึงอยากรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไร
แต่คิมหันต์ไม่อยู่ที่นี่ เลิกคิดมากได้แล้ว
ผมบอกตัวเองก่อนจะถือชามก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นไปนั่งที่โต๊ะอย่างผิดหวัง
หลังจากนั้นผมชวนตงเปียนไปทำการบ้านต่อที่สวนหย่อมอีกแห่งซึ่งอยู่ใกล้กับสนามฟุตบอล แม้ปกติจะไม่ชอบมานั่งที่นั่นเนื่องจากอาจโดนลูกฟุตบอลอัดหน้าได้ตลอดเวลาแถมยังมีต้นไม้ให้ร่มเงาน้อยกว่าสวนหย่อมข้างโรงอาหาร ทว่าวันนี้อากาศดีและแดดไม่ร้อนมากดังนั้นจึงถือโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้าง
ขณะเดินไปตามถนนผมก็คอยมองหาคิมหันต์ไปด้วยยังคงมีความหวังที่จะเจอเขาแถว ๆ นี้ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าทั้งสวนหย่อมและสนามฟุตบอลนั้นว่างเปล่าความรู้สึกผิดหวังขยายวงกว้างครอบงำจิตใจเหมือนหมึกซึมบนหน้ากระดาษ มันทำให้ผมไม่อยากทำอะไรอีกแล้วนอกจากกลับห้องและนอนโง่ๆ บนเตียง
และในเสี้ยววินาทีแห่งความวุ่นวายใจผมก็ได้ทำในสิ่งที่เคยย้ำกับตัวเองนักหนาว่าห้ามเด็ดขาดซึ่งนั่นก็คือการถามคนอื่น
“มึงเห็นคิมหันต์บ้างไหม”ผมเอ่ยขึ้นเหมือนถามลอย ๆ สองมือแสร้งทำเป็รื้อของออกจากกระเป๋ามาวางบนโต๊ะปูนวงกลม
“ไม่เห็นนะ กูก็อยู่กับมึงตลอดั้แ่เช้า”ตงเปียนเลิกคิ้ว “แล้วมันไม่ได้บอกมึงเหรอว่าจะไปไหน”
ผมส่ายหน้า
“มีอะไรหรือเปล่า”เขาถาม
“ไม่มีอะไรหรอก”ผมบอกปัด “กูแค่คิดว่ามันจะเอาดิกชันนารีที่ไหนใช้ทำงาน ก็เมื่อวานมันให้กูยืมของมันมาใช้”ผมชูพจนานุกรมอังกฤษ - ไทยให้เพื่อนดู
“มันคงทำเสร็จแล้วมั้ง”ตงเปียนว่าก่อนจะเสริมต่ออย่างรวดเร็ว “แล้วมึงก็ไม่ต้องไปห่วงมันหรอกห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม ไอ้คิมมันเรียนเก่งจะตาย”
ผมนิ่งเงียบสมองกำลังประมวลคำว่า “เก่ง” ที่เพิ่งได้ยิน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าคิมหันต์เป็คนเก่งบางทีการมีพ่อแม่เป็หมอคงช่วยอะไรได้เยอะเพราะเขารู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษมากมายโดยแทบไม่จำต้องเปิดพจนานุกรมเลยคิมหันต์จะรู้ตัวไหมว่าเขามันเป็อัจฉริยะ
“เอาไปเถอะ เราไม่ค่อยได้ใช้หรอก”
ผมยังจำคำพูดนั้นได้ขึ้นใจตอนที่ทำหน้าสงสัยหลังจากที่คิมหันต์ยื่นพจนานุกรมให้
“แน่ใจนะว่าไม่ใช้จริงๆ” ผมถามพร้อมกับวางมือลงบนปกหนังสือสีแดงอย่างทะนุถนอม
“อืมเราเก่งแล้ว” เขายิ้มกวน ๆก่อนจะขอตัวไปวิ่งกับเพื่อนในทีมฟุตบอล
วาจารอยยิ้มและท่าทางเ่าั้ทำให้ผมเจ็บแปลบในทรวงอกด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาไม่ได้พูดเกินจริงเลย
หลังจากวิ่งไปล็อกประตูห้องแล้วผมก็กลับมานั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือจ้องมองพจนานุกรมที่วางอยู่ตรงหน้าและจัดการพรมจูบมันด้วยความดีใจ
ผ่านไปประมาณสองชั่วโมงพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงและท้องฟ้าเริ่มละลายเป็สีส้มเข้มผมวางปากกาลงเมื่อในที่สุดก็ทำการบ้านเสร็จและตงเปียนถึงกับร้องไชโย ผมมองเพื่อนตัวน้อยด้วความเอ็นดูขณะเขาเต้นดุ๊กดิ๊กอย่างดีใจจากนั้นเราก็เดินเล่นรอบ ๆ สวนหย่อมเพื่อยืดเส้นยืดสาย
“มึงกูปวดฉี่ พากูไปเข้าห้องน้ำหน่อยดิ”ตงเปียนทำหน้านิ่วเล็กน้อย
“เออ ๆ” ผมตอบ
แล้วพวกเราก็เดินตัดสนามฟุตบอลมุ่งหน้าไปยังสุขาสำหรับนักกีฬาซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใช้บ่อยนักเพราะมันค่อนข้างสกปรก แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเด็กหนุ่มตัวน้อยคนนี้เลย
“กูยืนรอตรงนี้นะ”ผมบอกเมื่อมายืนอยู่หน้าห้องน้ำ
ตงเปียนพยักหน้าและรีบอ้อมไปยังโถ่ฉี่ซึ่งอยู่ด้านหลัง
ขณะยืนรอผมก็แว่วได้ยินคนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงดังมาจากอีกฟากของกำแพงรั้วใกล้ๆ ร่างของผมแข็งทื่อเมื่อได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยที่กำลังตามหาไม่จำเป็ต้องเห็นหน้าผมก็รู้ว่าเ้าของเสียงนั้นคือใคร
แต่ว่า
พวกเขาไปทำอะไรที่หลังกำแพงโรงเรียนกันนะ?
ผมคิดอย่างสงสัยขณะเดินไปดูให้เห็นกับตาหัวใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น แล้วทันใดนั้นก็พบเด็กหนุ่มหน้าสิวคนหนึ่งปีนข้ามกำแพงรั้วลงมายืนบนพื้นด้วยท่าทางคล่องแคล่วปากคาบบุหรี่เอาไว้ด้วยท่าทางหาเื่
เขามองไปทางตงเปียนซึ่งกำลังยืนหันหลังปัสสาวะ
“ว่าไงจ้ะน้องสาวเป็ผู้หญิงทำไมถึงมายืนฉี่แบบนี้ละจ้ะ”
เมื่อเขาพูดจบก็มีใบหน้าจำนวนหนึ่งชะเง้อมองข้ามกำแพงมาดูด้วยความสนใจแล้วคิมหันต์ะโข้ามกำแพงตามมาติด ๆ เขาดูท่าทางใมากเมื่อเห็นว่าเป็ผมกับตงเปียน
ตงเปียนรีบจัดการธุระส่วนตัวให้แล้วเสร็จจากนั้นจึงหันไปเผชิญหน้ากับชลเทพผู้ขึ้นชื่อว่าเป็หัวโจกที่สุดในชั้นเรียนและเคยสร้างเื่ให้พวกคุณพ่อปวดหัวมาหลายต่อหลายครั้งคดีโด่งดังที่สุดคือเื่ขโมยเงินตู้ทานในวัดน้อยตอนม. 4 เขาคงโดนเด้งไปนานแล้วถ้าไม่ใช่เพราะความมีเมตาของคุณพ่ออรรถพล
“กูไม่ใช่ผู้หญิง!”ตงเปียนโต้กลับอย่างไม่ชอบใจ “กูเป็ผู้ชายเว้ย!”
ชลเทพทำเสียงเพี้ยนๆ ล้อเลียนสำเนียงของตงเปียน คนอื่น ๆ ที่นั่งบนกำแพงก็ส่งเสียงหัวเราะครืนใหญ่น่าเกลียดยกเว้นคิมหันต์คนเดียว
ปราการโยนก้นบุหรี่ลงในรางน้ำเสียมันส่งเสียงฉ่า ๆ ก่อนจะมอดดับไป เขาะโลงมายืนบนพื้น เอามือทั้งสองข้างซุกกระเป๋ากางเกงและเดินมายืนเคียงไหล่ชลเทพด้วยใบหน้ายิ้มๆ ราวกับกำลังนึกสนุก
“อย่างมึงเนี่ยนะไม่ใช่ผู้หญิงแล้วผู้ชายที่ไหนเขาหุ่นอ้อนแอ้นตุ้งติ้งแบบมึง” ชลเทพรุกต่ออย่างหาเื่“กูว่ามึงเรียนผิดที่แล้วว่ะ มึงน่าจะไปขอซิสเตอร์เข้าอารามแม่ชีดีกว่านะ”
ผมถลึงตามองชลเทพสาบานได้ว่าไม่เคยรู้สึกโกรธเท่านี้มาก่อน ความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าและหู ผมหันไปทางคิมหันต์ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูกจากนั้นก็เดินเข้าไปยืนข้างตงเปียน
“มึงเงียบไปเลยไอ้ชล”ผมเอ่ยขึ้นอย่างสุดจะทน จ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว “ทำไมมึงต้องพูดอะไรแรง ๆแบบนั้นด้วยว้ะ หัดทำตัวดี ๆ ไม่เป็กับเขาบ้างหรือไง”
“ผัวเมียปกป้องกันเว้ยโทษทีนะที่กูเข้ามาขัดจังหวะพวกมึงกำลังทำอะไรกัน” ชลเทพพูดอย่างกวนประสาท เขาหันไปมองเพื่อนสองสามคนที่ร่วมโห่แซวอย่างชอบใจ
“มึงก็เป็ซะอย่างเนี่ย”ผมว่า
“กูเป็ยังไง”
“ก็เป็คนสันดานเสียไงมึงระวังไว้เถอะเดี๋ยวจะไม่มีที่เรียน” ผมตอกกลับเสียงแข็งกร้าว
ความสนุกสนานเย้ยหยันหายวับไปจากสีหน้าของชลเทพทันทีเขาดูดบุหรี่เฮือกใหญ่จนไฟเรืองแดงฉานก่อนจะพ้นควันใส่หน้าผมด้วยท่าทางยั่วโมโหผมกลั้นความรู้สึกอยากไอสำลักเอาไว้อย่างสุดความสามารถจนน้ำตาเอ่อคลอ
“ไม่ต้องมาเสือกเื่ของกูไอ้รันหึ...มึงก็ระวังจะไม่มีที่ซุกหัวนอนเหมือนกัน” ชลเทพพูดด้วยเสียงหวานผิดปกติดั่งน้ำผึ้งอาบยาพิษจากนั้นก็ใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางที่คีบบุหรี่อยู่นั้นชี้หน้าผม “กูก็อยากจะรู้ว่าเด็กกำพร้าอย่างมึงจะทำยังไงถ้าไม่มีใครเก็บมาเลี้ยง”
สิ้นสุดประโยคนั้นบรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันทีอากาศและโลกเหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว เสียงหัวเราะบนกำแพงเงียบหายไปแม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้าปราการก็ด้วย
แล้วคิมหันต์ก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างผมกับชลเทพและกางแขนออกด้วยท่าทางห้ามปรามผมได้กลิ่นบุหรี่ฉุกกึกจากตัวของเขาจนต้องย่นจมูก ส่วนตงเปียนก็ขยับเข้าใกล้ผมเล็กน้อย
“เห้ยไอ้ชลกูว่ามันไปกันใหญ่ว่ะ”คิมหันต์ว่า “พวกมึงใจเย็น ๆ แล้วคุยกันดี ๆ ก็ได้”
แต่ผมไม่ได้ยินเสียงคิมหันต์เลยหูของผมเหมือนอื้ออึงด้วยอารมณ์โกรธที่กำลังเผาผลาญอยู่ในทรวงอก
“มึงอยากรู้ไหมว่ากูจะทำยังไง”ผมถามชลเทพด้วยเสียงสั่นเครือ
คิมหันต์ส่งสายตาเป็เชิงขอร้องให้ผมหยุดแต่ผมซึ่งพ่ายแพ้ต่อการผจญเป็ที่เรียบร้อยแล้วจึงไม่ได้ใส่ใจภาษากายเขาแม้แต่นิดเดียวกลับทำเหมือนกับว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่น
“มึงจะทำไม!” ชลเทพขึ้นเสียง
“กูก็จะไปบอกพ่อพลว่าพวกมึงแอบมาสูบบุหรี่ที่นี่ไง”
แม้จะพูดไปแบบนั้นแต่ผมก็ไม่คิดจะทำจริงๆ หรอกเพราะอีกแค่ปีเดียวพวกเราก็จะเรียนจบแล้ว ผมเพียงแค่หวังว่าจะทำให้ชลเทพเกิดความเกรงกลัวบ้าง
“คิดว่ากูกลัวเหรอ”เขาพูดอย่างท้าทาย
“มึงจะลองไหมละ”
ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เป็ประกายด้วยความโกรธแค้นม่านตาที่ลดเล็กลงนั้นทำผมรู้ว่าเขายังไม่ยอมแพ้แค่นี้แน่นอน แต่ผมก็ทำใจกล้าเข้าสู้อย่างเด็ดเดี่ยว
“มึงระวังตัวให้ดี!” ชลเทพขู่อย่างอาฆาตมาดร้ายและหันไปทางตงเปียน “เื่ไปจบแค่นี้แน่จำไว้!”
“กูจำแน่มึงไม่ต้องกลัว!”ตงเปียนว่า
ต่างคนต่างจ้องมองกันอย่างเขม็งจากนั้นชลเทพก็เดินกระแทกไหล่ผมอย่างแรงและตรงไปทางสนามฟุตบอล ทิ้งให้พวกเรามองกันอย่างงุนงงซึ่งไม่นานปราการกับพวกที่เหลือก็รีบวิ่งตามไป ยกเว้นคิมหันต์ที่ยังคงอยู่ที่นี่
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งคิมหันต์ก็เอ่ยขึ้น
“รัน...ตง...เราขอโทษแทนไอ้ชลด้วยนะอย่าไปถือสามันเลย” เขากล่าวอย่างสุภาพ
ผมมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นถึงคิมหันต์จะพูดเช่นนั้นแต่ผมก็ไม่สามารถทำใจให้สบายได้ง่าย ๆ ถ้าชลเทพไม่ได้เป็คนพูดด้วยตัวเอง
ผมกำมือแน่นเพื่อระงับความรู้สึกโกรธและเสียใจพยายามเก็บซ่อนมันเอาไว้จากสายตาของร่างสูงตรงหน้า พยายามไม่ให้เขารู้ว่าผมผิดหวังที่พบเขาแอบทำเื่ผิดระเบียบ
ขณะที่คิมหันต์กำลังจะเอื่อมมือมาจับหัวไหล่ตงเปียนก็คว้าแขนของผมและลากให้เดินตามไป เราก้าวฉับ ๆ ตัดสนามฟุตบอลตรงไปยังโต๊ะที่นั่งทำการบ้านผมทำเป็ไม่สนใจพจนานุกรมอังกฤษ – ไทยสีแดงสดเล่มนั้นและโยนมันใส่กระเป๋าพร้อมกับของอื่นๆ จากนั้นก็บอกลาตงเปียนและแยกกลับหอ
อย่างไรก็ตามผมตัดสินใจเลี้ยวเข้าห้องอาบน้ำด้านหลังหอพักในวินาทีสุดท้ายและล็อกตัวเองในห้องอาบน้ำทึบทึมห้องหนึ่งเมื่อถึงจุดที่จิตใจสุดจะทนไหวน้ำตาก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกแย่แต่ก็รู้สึกดีที่ได้ระบายออกมาผมสะอื้นไห้จนตัวโยนและทรุดลงไปนั่งกับพื้น
ผมไม่สนใจที่จะเบาเสียงร้องไห้ใครจะได้ยินก็ช่างเพราะพวกนั้นไม่มีทางเข้าใจหัวอกผมหรอก ถึงแม้สาเหตุที่ทำให้ผมต้องเสียน้ำตาจะมาจากเื่ไม่เป็เื่ก็ตามแต่ถึงอย่างนั้นผมก็หวังว่าคิมหันต์จะมีคำอธิบายเหตุผลในสิ่งที่เขาทำลงไป
ผมอยู่ในนั้นนานเกือบชั่วโมงก่อนจะกลับขึ้นห้องพักเมื่อเปิดประตูก็ไม่พบใครนอกจากความเงียบอ้างว้าง