บทที่ 8 ประกาศสอบเ้ากรมโยธา
กระดาษแผ่นใหญ่ประกาศขึ้น ณที่ว่าการของเมืองหลวงแผ่นแรกกล่าวถึงการเสียชีวิตของเ้ากรมโยธาแผ่นที่สองได้มีการประกาศสอบคัดเลือกเ้ากรมโยธาคนใหม่
ลู่หลงอี้ยืนมองการประกาศนั้นอยู่นานในอดีตบิดาของเขาก็เคยดำรงตำแหน่งเ้ากรมโยธาเช่นกันจะว่าตำแหน่งนี้นับได้ว่าเป็สมบัติผลัดกันชมโดยแท้ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะหมุนตัวกลับไปหาภรรยาที่รออยู่ร้านบะหมี่ ทว่านางกลับมายืนข้างๆเขา
“คุณชายลู่”
“อืม” ชายหนุ่มมองไปทางแผ่นป้ายประกาศก่อนที่จะเอ่ยต่อ “ข้าจะลองสอบเป็ขุนนาง เ้าคิดว่าเป็อย่างไร”ทั้งสองจูงมือกันเดินไปเรื่อยๆ
“ดียิ่งเ้าค่ะ”
ชายหนุ่มหันมาถามหญิงสาวที่กำลังเดินอยู่ข้างๆคาดไม่ถึงเลยว่านางจะสนับสนุนความคิดของเขาจะว่าไปก็ไม่ใช่เื่แปลกอันใดเพราะหลายบ้าน สตรีเรือนหลังถูกสอนให้เชื่อฟังสามี อ้ายเหรินคงไม่แตกต่างจากพวกนางนัก
“หากคุณชายมีความรู้แต่ไม่ใช่ประโยชน์ก็น่าเสียดายยิ่งใช่หรือไม่ ส่วนข้าเองมีฝีมือแต่ว่าไม่มีความรู้ก็น่าเสียดายเช่นกันมิสู้พวกเรามาร่วมมือกันทำความฝันให้สำเสร็จไม่ดีกว่าหรือ”
“แล้วหากข้าสอบไม่ผ่านจะไม่เป็การซ้ำเติมหรือชะตากรรมของเ้าหรือ?”
“คุณชายลู่ มีคนหลายร้อยคนไปขอพรพระโพธิสัตว์เพื่อขอให้ตนสอบได้และสอบผ่าน แต่ว่าตำแหน่งที่พวกเขาขอนั้นมีเพียงตำแหน่งเดียวท่านคิดว่าพระโพธิสัตว์จะเลือกใคร ในเมื่อคนที่มาขอพรมีถึงร้อยคน”
ชายหนุ่มถึงกับเผยรอยยิ้มออกมาเสียงม้าที่ตระหนกกอปรกับเสียงหญิงสาวที่หวีดร้องดังมาแต่ไกลผู้คนที่เดินบนถนนต่างหลบเลี่ยงเป็ทิวแถวม้าตัวใหญ่พุ่งทะยานมาทางผู้คนด้วยความเร็ว กระทั่งถึงบริเวณที่อ้ายเหรินยืนอยู่ชายหนุ่มรีบนำตัวเองมาบดบังภรรยาของตนเองเอาไว้ไม่ให้ได้รับอันตราย
ก่อนที่จะทะยานตัวออกไปคว้าตัวหญิงสาวที่อยู่บนหลังม้านั้นลงมากู้เฟยเหนียงปิดตาแน่นร่างบางสั่นเทาด้วยความกลัว หลงอี้ถอนหายใจมองม้าที่กำลังวิ่งออกไปจนลับตาแล้วผละออกห่างจากหญิงสาวนางนั้นด้วยความโล่งใจ
“แม่นางปลอดภัยแล้ว”
หลงอี้กล่าวขึ้น ดวงตากลมสุกใสหยาดพรมด้วยหยาดน้ำตา นางค่อยๆลืมตาขึ้นหลงอี้กะพริบตาถี่แล้วหันไปทางอ้ายเหรินที่อยู่ในความหวาดกลัวเช่นกันในถนนสายหลักนี้ไม่อนุญาตให้ผู้คนควบม้าตามอำเภอใจแต่เหตุใดแม่นางน้อยผู้นี้ถึงได้อาจหาญกล้าควบม้าเช่นนี้ ขณะเดียวกันทหารทางการได้กรูกันเข้ามาล้อมจับหญิงสาวเอาไว้
“คุณหนูกู้เฟยเหนียงท่านรู้หรือไม่ว่าการควบม้าบนถนนที่มีผู้คนพลุ่งพล่านมีโทษ”
“ข้าเป็น้องสาวของรองแม่ทัพกู้แห่งต้าลู่ใครกล้าบังอาจ”
“ต่อให้ท่านเป็เชื้อพระวงศ์ ข้าก็ไม่อาจปล่อยท่านหรือท่านจะอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการคงไม่ได้ เพราะนี่เป็ครั้งที่สามแล้ว”
กู้เฟยเหนียงมีสีหน้าไม่พอใจอยู่มากก่อนที่จะมองนายกองผู้นั้นด้วยสายตาเอาเื่ พี่ชายของนางเป็ถึงรองแม่ทัพคนพวกนี้ไม่รู้จักหรืออย่างไร อ้ายเหรินสะกิดชายเสื้อสามีให้รีบเดินหนีออกไปเนื่องจากไม่้ามีเื่ ทว่าเสียงของกู้เฟยเหนียงกับร้องขึ้นพร้อมกับผลักนางกองออกห่าง
“ขอบคุณชาย ที่ช่วยเหลือ”
หลงอี้มองชั่วครู่พร้อมกับพยักหน้าให้ แล้วหันมาประคองอ้ายเหรินเดินจากไปเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สนใจยิ่งกระตุ้นนางให้อยากรู้จักคุณชายรูปงามผู้นั้น ‘กู้ซางเว่ย’ ที่เดินทางมาตามน้องสาวมีสีหน้าไม่พอใจนักที่นางก่อเื่ขึ้นสายตาเ็ามองไปทางมือปราบที่ย่นหัวคิ้ว
“ท่านมือปราบ รบกวนท่านแล้วจริงๆ”
“ท่านรองแม่ทัพนี้เป็ครั้งที่สามแล้วที่น้องสาวของท่านควบม้าในถนนสายหลักซ้ำยังเป็เขตชุมชน”
“พี่ข้าเป็ถึงรองแม่ทัพทำคุณล้นแผ่นดินไฉนจะเหมือนมือปราบเช่นเ้า”
ทางด้าน ‘นางข้าหลวงซู่เจิน’ ที่จิบชาอยู่บนชั้นสองทอดมองลงมาตามเสียงนั้นด้วยความสนใจในเมืองหลวงแห่งนี้ยังมีคนไม่กล้าทำตามกฎหมายอีกหรือเมื่อเห็นเหตุการณ์กำลังจะบานปลายนางจึงเดินลงไปเพื่อยุติเหตุ
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ? ท่านมือปราบ” สายตาของมือปราบทำเอาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นป้ายสีทองที่ระบุตำแหน่งในวังที่ห้อยติดตัวมือปราบจึงกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
“นางควบม้าผ่านฝูงชน หลายคนถูกม้าเหยียบได้รับาเ็ทั้งนี้ผู้น้อยได้ไล่ตามมา แต่ว่านางไม่ยอมที่จะไปรับโทษ”
“เหตุใดข้าต้องไป พี่ชายข้าทำคุณต่อแผ่นดิน”
“ต่อให้ทำคุณต่อแผ่นดิน เมื่อทำความผิดก็ต้องรับโทษ”
มือปราบกล่าวขึ้น ซู่เจินหันไปทางกู้ซางเว่ยเล็กน้อย หนุ่มใหญ่ได้แต่สูดลมหายใจเข้าปอดเป็ที่รู้กันดีว่านางข้าหลวงผู้นี้เป็ผู้ที่ดูแลองค์จักรพรรดินีไม่ควรมีเื่ด้วยโดยเด็ดขาดบางทีนางอาจจะเห็นเหตุการณ์อยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
“น้องสาวข้าเพิ่งเดินทางมาที่เมืองหลวงรู้เท่าไม่ถึงการต้องขออภัยทุกท่าน หากกลับจวนไป ข้าเองจะเข้มงวดกับนางให้มากขึ้นส่วนเื่ที่นางก่อจวนรองแม่ทัพจะชดเชยให้”
“มิสู้ให้ข้าอบรมนางก่อนกลับจวนดีหรือไม่”
“คง..”
“เด็กๆ”
ไม่ทันที่กู้ซางเว่ยจะกล่าวปฏิเสธ นางข้าหลวงซู่เจินกลับกล่าวขึ้นเสียงเรียบก่อนที่ทหารติดตามจะกดตัวของคุณหนูกู้เฟยเหนียงลงกับพื้นโดยไม่ทันที่นางได้ตั้งตัวเสียงเล็กแหลมดังขึ้นพร้อมกับการดิ้นรนให้รอดพ้น
“ข้ารู้สำนึกแล้วเ้าค่ะ”
“หากคุณหนูกู้ไม่ได้รับโทษให้เป็เยี่ยงอย่างผู้คนคงคิดว่ากฎหมายของต้าลู่อ่อนหัด คิดจะทำสิ่งใดก็ได้ตามใจปรารถนาท่านรองแม่ทัพ มีความเห็นเช่นไรหากข้าจะลงโทษนางต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้”
กู้ซางเว่ยแม้จะไม่ยินดี แต่ทั้งนี้น้องสาวเขาทำผิดจริงรวมทั้งมีผู้คนเป็ประจักษ์พยานเห็น หากเขาหลับตาข้างลืมตาข้างคิดว่าตำแหน่งรองแม่ทัพเขาเองก็ไม่อาจรักษาได้เช่นกัน หนุ่มใหญ่ยืดตัวตรงมองน้องสาวเล็กน้อย
“เมื่อทำผิดย่อมต้องได้รับโทษโดยไม่ละเว้น ข้าเองก็เช่นกัน”
“พี่ใหญ่!”
“ท่านรองแม่ทัพ เชิญ”
แส้หนังถูกส่งให้กับรองแม่ทัพ ขณะที่ทุกคนต่างจับจ้องมายังกู้ซางเว่ยก่อนที่เขาจะรับมาด้วยความลังเลใจ สายตาของหญิงสาวสั่นระริกนางไม่คิดว่าเื่จะใหญ่โตปานนี้ ใบหน้าของนางข้าหลวงเชิดขึ้น
“จะให้ข้าลงมือหรือว่าท่านลงมือดีเ้าค่ะท่านรองแม่ทัพ”
สิ้นเสียงแส้หนังกระทบลงที่ร่างของกู้เฟยเหนียงอย่างไม่ออมแรงกระทั่งร่างบางสะดุ้งเฮือกปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาทันใดการลงโทษครั้งนี้ไม่เพียงแต่ลงโทษน้องสาวรองแม่ทัพแต่เป็การลงโทษแม่ทัพด้วยเช่นกัน
กู้เฟยเหนียงทนการโบยตีได้ถึงสิบครั้งก็สลบคาแส้หนังไปแต่ทว่านี้ยังไม่ครบการลงทัณฑ์ สายตาของซู่เจินมองมาที่รองแม่ทัพก่อนที่จะยิ้มเป็นัยนางรู้ดีว่าสตรีผอมบางเช่นนี้มีหรือจะทนการลงโทษไหว
ไม่ทันไรแส้หนังกระทบที่ร่างของรองแม่ทัพ จนครบจำนวน
“กฎหมายก็คือกฎหมายผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ท่านจำคำนี้ได้หรือไม่ นี่คือคำตรัสขององค์จักรพรรดินีแห่งต้าลู่หวังว่าท่านรองแม่ทัพจะยังคงจำได้”
เสียงปรบมือดังขึ้นถี่ๆ ก่อนที่มือปราบจะเข้ามาโค้งคำนับหญิงวัยกลางคนที่เป็ตัวกลางสะสางเื่นี้ให้ แน่นอนว่าคนสกุลกู้คงเลิกอวดเบ่งไปหลายวัน
อีกด้านของซอกมุมของร้านค้าในตลาด สามี-ภรรยาที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์ต่างยิ้มให้กันและกันเมื่อเห็นคุณหนูผู้นั้นถูกลงโทษ อ้ายเหรินกระตุกชายเสื้อของลู่หลงอี้เบาๆแล้วเงยหน้าขึ้นถาม
“ที่ท่านช่วยนางก็เพราะ..เห็นนางข้าหลวงอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่”
“เ้าตาไวจริงๆหลายวันก่อนข้ากับท่านแม่มาเดินเลือกซื้อสิ่งของ เกือบถูกม้าของนางชนเข้านี่ถือว่าเป็การเอาคืน”
หลงอี้หันมาตอบภรรยาของตน ‘คุณชายลู่ผู้นี้เ้าคิดเ้าแค้นเสียจริงหรือว่าการที่เขาแต่งให้นางจะมีเป้าหมายแก้แค้นสกุลเสิ่น’หญิงสาวหรี่ตาลงเล็กน้อย พร้อมกับเงยหน้าสบตาเขาอีกครั้งแต่แล้วต้องถอนหายใจออกมาอย่างอับจนเมื่อเผชิญกับสายตาที่สงสัยว่าเหตุใดนางถึงรู้ว่านางข้าหลวงอยู่ที่นี่
“ปิดท่านไม่ได้แล้วก่อนหน้าข้าได้ยินเถ้าแก่หอหลิวหลีพูดคุยกันเื่นางข้าหลวงกำลังค้นหาสุราดีเพื่อเตรียมส่งเข้าวังหากสุราของข้าถูกลิ้นนางแน่นอนว่า หนทางนี้จะต้องนำเราสองสู่หนทางที่มั่งคั่ง”
คนสองคนมองตากันราวกับว่าหยั่งรู้ความคิดซึ่งกันและกัน ‘บางทีการพูดคุยกันอย่างเปิดอกนับว่าเป็ทางออกที่ไม่เลว’
“กลับจวนกันเถิดข้ากับเ้า เรามีเื่ที่ต้องพูดคุยตกลงกัน”
“เ้าค่ะ”
อ้ายเหรินก้าวตามสามีไปถี่ๆบางทีการแต่งงานในครั้งนี้อาจจะต้องมีผลประโยชน์ร่วมด้วย