ตอนที่ 10 วันคืน
“เ้าเคยคิดบ้างไหม ถ้าถูกจับได้จะเป็ประการใด” เสวียนฮวาเอ่ยถามในขณะที่นางอยู่ในอ้อมกอดของผางเยว่
“กระหม่อมจะพาพระองค์หนีสุดหล้าฟ้าเขียว”
“เ้านี่พูดเื่ที่เป็ไปไม่ได้” หญิงสาวเชิดปากสำหรับนางแล้วคำพูดนี้เป็วาจาที่โอ้อวดเกินจริง
“หากถูกเขาจับได้แล้วเ้าหมดทางหนีเล่า”
“หากพระองค์อยู่ในเงื้อมมือของกระหม่อม กระหม่อมจะสังหารพระองค์เอง เชื่อกระหม่อมเถิด ความตายที่กระหม่อมมอบให้จะไม่เ็ปเลย พระองค์จะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าเคยสังหารคนมาแล้วหรือ?”
“ขอรับ” เขาตอบที่ข้างหูนาง มือพลางเคล้นอกอวบของหญิงสาวเบาๆ
คิ้วงามโก่งขึ้น อายุของคนผู้นี้จะเรียกว่าเด็กหนุ่มก็ยังไม่กระดากปากเลยด้วยซ้ำ หากเป็ผู้อื่นกล่าววาจาเยี่ยงนี้กับนาง เสวียนฮวาคงจะแค่นหัวเราะแล้วดูิ่เขาเป็แน่แท้ แต่นี่คือบุรุษผู้เป็เ้าของร่างแกร่งปานหินผา เสวียนฮวาอยู่ในตระกูลขุนศึกมาแต่น้อย นางเคยเห็นท่านพ่อ พี่ชาย พาเหล่าทหารน้อยใหญ่ฝึกฝนเป็ประจำ ร่างท่อนบนของบุรุษอื่นนั้นนางเคยเห็นมามาก กล้ามเนื้อที่ผางเยว่มีบอกให้หญิงสาวรู้ว่าเขานั้นมีวรยุทธสูงส่งไม่น้อย หากเสวียนฮวาไม่เห็นไม่ัักับร่างเปลือยเขา นางก็ไม่เคยคาดคิดว่ามนุษย์จะมีกล้ามเนื้อดุจเหล็กกล้าได้เช่นนี้ และที่สำคัญ เขามีวิชาตัวเบาเป็เลิศ ร่างใหญ่ถึงเพียงนี้แต่กลับเร้นกายเข้ามาในตำหนักใน เสพรักกับนางผู้เป็ฮองเฮาได้ทุกวันโดยที่ความลับไม่แพร่งพราย
ชายผู้นี้ฝีมือเข้าขั้นยอดยุทธผู้หนึ่ง เสวียนฮวารู้เื่นี้ดี
แต่เขายังเยาว์ และความไม่ประสาโลกนั้นทำให้เขาประมาณการเื่อื่นเป็ของง่ายไปหมด หญิงสาวห่วงเหลือเกินว่าสักวันความลับที่นางมีเขาเป็ชู้รักนั้นจะแพร่งพรายเพราะความประมาทของเขา
“พระองค์กลัวความลับแพร่งพรายหรือ”
“ความตายมันน่ากลัวไม่ใช่หรือ? แม้นจะเป็ความตายที่ไม่เ็ปเลยก็ตาม มันก็ยังน่ากลัวนัก ใครจะใจกล้าบ้าบิ่นอย่างเ้าเล่า? ”
“กระหม่อมก็กลัวเช่นกัน”
“ไม่ เ้าไม่กลัวตาย หากเ้ากลัวไยเ้ากล้ามาทำอะไรกับข้าเยี่ยงนี้ ข้าหาได้มีความกล้าเท่ากับเ้า”
“แต่กระหม่อมกลัวมากกว่า หากกระหม่อมมิได้รับใช้พระองค์”
เสวียนฮวายิ้ม ชายผู้นี้ปากหวานนัก นางไม่อยากเชื่อเลยว่านางเป็สตรีผู้เดียวของเขา หวนคิดไปตอนคืนแรกที่เขาเข้าหานางแล้วมิรู้วิธีสนด้ายเข้าเข็มก็นึกขำทุกคราว หากว่านั่นเป็การแสร้งแสดงละครของเขาก็เรียกว่าเขาแสดงละครเก่งนัก มีทั้งพร์ในวรยุทธมิพอ ยังมีพร์เื่เสแสร้งอีกกระนั้นหรือ?
“กระหม่อมยืนยันว่ากระหม่อมจะมิให้ใครบนโลกนี้รู้ว่ากระหม่อมทำอะไรลงไป”
กลีบปากเสวียนฮวาก็ยกขึ้นเหมือนทำท่าจะเอ่ยคำแต่ในที่สุดนางก็เม้มมันไว้ หลายครั้งหลายคราวนางอยากจะบอกเขาว่าวันนี้วันสุดท้ายขออย่าได้พบกันอีกต่อไป แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าเอ่ยความคิดนี้ออกไป นางรู้ดีว่าตัวเองก็หลงรักเขาเข้าไปแล้ว มันไม่ใช่แค่รสสวาทที่เขาปรนเปรอให้ แต่อ้อมกอดอันแข็งแกร่งที่ชายผู้นี้มอบให้กับนางนั้น ทำให้เสวียนฮวารู้สึกสงบอย่างประหลาดที่มีท่อนแขนแกร่งทั้งสองนั้นรัดร่างนางไว้
ทั้งๆ ที่นางกำลังทำผิดอย่างมหันต์ เหตุไฉนนางจึงสงบได้เมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขาเล่า หญิงสาวไม่อยากจะยอมรับเลยว่านางมีความรักให้กับเขาไปแล้ว
แต่เสวียนฮวาไม่เคยสารภาพความรู้สึกนี้ออกไปเลย นางแค่บอกให้เขามาในเวลาเดิม แล้วก็ทอดกายให้เขาฟอนเฟ้นอย่างเต็มที่เท่านั้น ปล่อยความรู้สึกของตัวเองไปกับรสสวาทที่เขามอบให้ และมอบรางวัลให้ก่อนที่เขาจากไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย
หญิงสาวไม่มีวันเอ่ยออกไปหรอกว่านางหลงรักเขาไปแล้ว มันเป็ไปไม่ได้ เขาเป็เพียงทหารองครักษ์ของวังหลวง ส่วนนางเป็ถึงฮองเฮา เสวียนฮวาหวังว่าสักวันหนึ่งนางจะเบื่อหน่ายเขา หรือไม่วันหนึ่งเขาก็เบื่อหน่ายนาง และไม่มาหานางอีก
เื่นี้ก็จะกลายเป็เพียงธุลีแห่งความทรงจำที่ถูกพัดปลิวหายไปกับสายลมแห่งกาลเวลา
ทว่า....มีหลายครั้ง ที่หญิงสาวแสร้งลืมบอกให้เขามา แต่ผางเยว่ก็ยังมาในเวลาเดิม เขาจะยืนรีรอที่ข้างเตียงของนางอย่างหวาดหวั่น ทำท่าสงบเสงี่ยมราวกับสุนัขที่อ้อนวอนขอเศษเนื้อจากเ้าของ แล้วก็เป็เสวียนฮวาเองที่จะเป็ฝ่ายเชื้อเชิญให้เขาปีนขึ้นแท่นบรรทมของตนเอง
บางคราว เสวียนฮวาก็จะแสร้งเข้าห้องบรรทมช้ากว่ายามซวี เพื่อที่จะพบว่ามีร่างกายของเขาหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด นางแสร้งปล่อยให้เขาคอยส่งสายตาละห้อยอ้อนวอนกับตัวนางเอง บางครั้งนางก็แสร้งทำกระบึงกระบอนโดยไร้เหตุผลไม่ยอมให้เขาแตะเนื้อต้องตัว แสร้งทำเป็ไม่พอใจเขาเพื่อที่จะรู้สึกสนุกกับการกลั่นแกล้งล้อเล่นกับความหื่นกระหายของเด็กหนุ่มที่หลงใหลในรสกาม ราวกับว่าผางเยว่เป็หม้อน้ำซุปที่ตั้งบนเตาไฟ ถูกทิ้งให้โดนความร้อนเคี่ยวจนระอุ และความปรารถนาของเขาก็จะเดือดปุดด้วยความร้อนของเพลิงราคะที่แผดผลาญ แล้วสุดท้าย เสวียนฮวาก็จะเอ่ยคำอนุญาตให้เขาปีนขึ้นแท่นบรรทม เพื่อที่นางจะถูกความหื่นกระหายของเขาลวกไล้เสียจนนางดิ้นพราดใต้ร่างบึกบึนของเขานั้น
เมื่อวันเวลาล่วงเลย เสวียนฮวาก็รู้ตัวว่านางขาดเขาไม่ได้อีกแล้ว