นานเท่านานที่ทั้งเขาและเธอจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความพิศวาสร่วมกัน
“นี่คุณเป็นอะไรคะ ตามเนื้อตัวเป็นจุดแดงๆ เต็มไปหมด” ใบหน้าของเธอคลอเคลียอยู่กับแผ่นอกที่เปลือยเปล่าของเขา
“ยุงกัด...ผมเข้าไปในป่าแอฟริกา”
“แน่ใจนะคะ ว่าไม่ได้เป็นไข้ป่า”
“เห็นจะไม่ใช่...ผมแข็งแรงออกคุณก็รู้”เขาพูดหัวเราะเบา ๆ “ซิบิลเป็นยังไงคุณชอบเขาบ้างหรือยัง?”
“ค่ะ รู้สึกจะชอบมากด้วยเธอเป็นคนดีมากนะคะปอล ไม่ว่าจะทําอะไร ดูน่ารักมีชีวิตชีวาไปหมด...เหมือนใครนะคะ...เหมือน วิเวียน ลีย์ ในเรื่อง กอนด์ วิธ เธอะวินด์ น่ะค่ะ”
“คู่นี้เขาน่ารัก มีอารมณ์ขันเยอะ”
“ทอมก็เป็นคนวิเศษมากค่ะเขาปลอบฉันเรื่อยว่า เราจะปลอดภัยเมื่อขึ้นมาอยู่บนนี้ เพราะไม่มีทางรถยนต์ขึ้นมาถึงเซอเมทนี่ได้นอกจากรถไฟ...เขามักจะลงไปดูรถแทบทุกเที่ยว เกรงว่าเขาจะห่วงฉันมากไปเสียด้วยซ้ำ”
“ใช่...เขาเป็นคนดีมากจริง ๆ”
“รู้สึกว่าเขาก็คงอยากจะรู้เหมือนกันว่าคุณไปยังไงมายังไง คอยตะล่อมถามอยู่เรื่อย แต่ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น...แล้วก็รู้สึกว่าเขาจะพอใจมากที่ฉันเก็บความลับไว้อยู่”
“ผมจะเล่าให้เขาฟังเองคืนนี้”
“หมดเรื่องหรือยังล่ะคะ?”
“มันก็ยังไม่แน่ต้องรอดูไปอีกสักระยะหนึ่ง ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีกหรือเปล่า”
“แล้วคุณได้อะไรขึ้นมาบ้างคะจากการทํางานชิ้นนี้”
“ก็ทุกอย่างนั่นแหละ”
“ทุกอย่าง...ไม่จริงหรอกค่ะคนที่ตายแล้วเท่านั้นถึงจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง”
เธอผลุดลุกขึ้นนั่งเส้นผมยาวสลวยกระจายลงมาคลุมแผ่นหลังและช่วงอกที่ขาวผ่องใบหน้าของเธอดูสดใสจนคริสโตเฟอร์ต้องรั้งร่างนั้นเข้ามาจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“แม่หนู...เธอนี่ช่างเป็นคนดีเสียจริงๆ”เขาพึมพำ
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราก็เห็นจะต้องดื่มแชมเปญฉลองการกลับมาของคุณเสียหน่อยนะคะ...นะคะ” เธอยื่นหน้าเข้ามาหาเขา...เดินเปลือยร่างไปยังโต๊ะตัวเล็ก ๆที่ตั้งอยู่ข้างหน้าต่างห้อง
“ฉันอยากให้คุณอยู่ที่เซอเมทนี่สักพักหนึ่ง”เธอรินแชมเปญลงในแก้ว 2 ใบถือมายื่นให้เขาที่เตียง “ฉันรักที่นี่ค่ะ...แล้วก็เป็นสุขมากด้วย”
ทอม เวบสเต้อร์ เดินข้ามห้องโถงใหญ่ผ่านหมู่คนชายหญิงที่แต่งกายด้วยชุดสกีเหมือนกลุ่มดาราภาพยนตร์ตรงเข้าไปหาคริสโตเฟอร์ซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้วที่หน้าเค้าท์เต้อร์บาร์เขาสั่งเหล้ารัมร้อนมา 2 แก้ว
“อยู่บนนี้มันต้องดื่มให้แรงสักหน่อย...เดินไปนั่งที่โต๊ะตัวโน้นดีกว่า”
ตรงนั้นเป็นมุมปลอดมีโต๊ะตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน 2-3 โต๊ะ จากหน้าต่างกระจกใสมองออกไปภายนอก แสงจากดวงอาทิตย์ฉายฉานลงต้องเกล็ดหิมะเป็นประกายวาววาม
“เอาละ...ผมคิดว่าอย่างน้อยตอนนี้คุณก็หายห่วงไปได้ชั่วระยะหนึ่งไม่มีวี่แววว่าคนของคิมจะขึ้นมาถึงเซอเมทนี่ได้ ผมให้คนเกาะเขาไว้รู้สึกว่าเขาก็วุ่นวายอยู่ไม่น้อยเหมือนกันนะ โดยเฉพาะเรื่องคุณ”
“ทําไม?”
“ก็เรื่องการพูดจากันที่สนามบินมิลานนั่นแหละเขาคิดว่าคุณจะฆ่าเขาทิ้งตั้งแต่วันนั้นเสียด้วยซ้ำ...เขาคิดว่าคุณกําลังบ้า”
“เรื่องนี้ยังไม่จบง่าย ๆ หรอก”
“ยัง...เพราะตอนนี้คมก็กําลังตามหาตัวคุณอยู่เหมือนกัน...เขาเองก็แน่ใจว่าคุณจะไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ แต่ผมคิดว่า ครั้งต่อไปนี้ เขาอาจจะไม่ใช้คนเวียดนามคอยตามคุณอีกแล้ว อาจจะต้องจ้างสายผิวขาวมาใช้คนประเภทนี้ก็มีอยู่ทั่วยุโรปเหมือนกัน”
“ไม่รู้นะ...แตผมว่าถ้าผมเป็นเขาเห็นจะไม่ใช้หรอกเพราะเคยได้รับบทเรียนจากคนผิวขาวมาแล้ว”
เขาก้มลงกระซิบเบา ๆให้เวบสเต้อร์ฟัง 2-3 ประโยคสีหน้าของเวบสเต้อร์เครียดขึ้นทันที
“แล้วคุณจะทํายังไงกับมอลลี่...เวลานี้เธอทําให้คุณเปลี่ยนไปมากไหม?...อย่างน้อยก็ความรู้สึกห่วงใยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอปอล...ถ้าเมื่อใดคุณเกิดความรู้สึกอย่างนี้ขึ้น นั่นย่อมหมายความว่าคุณจะทํางานอย่างนี้อีกต่อไปไม่ได้”
ทอม เวบสเต้อร์ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ
“คุณต้องทิ้งเธอ นั่นเป็นคำแนะนำประการเดียวที่ผมจะให้คุณได้ผมไม่ตําหนิหรอกสําหรับความรู้สึกที่คุณอยากจะได้เธอมาอยู่ด้วยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว...เพราะความรักนั้นมันเกิดขึ้นได้เสมอ แต่คุณก็จะต้องรู้ด้วยว่ามันจะทําให้เกิดความผูกพัน ซึ่งจะทําให้คุณทํางานได้ไม่เต็มที่ อีกประการหนึ่งก็คือมันผิดกฎของเรา”
“ผมก็ต้องยอมรับว่าตัวเองทําความผิดร้ายแรงข้อนี้ขึ้น แต่ผมไม่คิดว่ามันจะเลือกจัดการกับมอลลี่”
“ก็เพราะว่ามันง่ายกว่าการที่จะจัดการกับคนอื่นน่ะสิคุณอาจจะทําได้นะ ถ้าพยายามอธิบายเรื่องนี้ให้มอลลี่ฟัง”
“ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอจะยอมหรือเธออาจจะไม่ต้องการฟังก็ได้”
เวบสเต้อร์หยิบแก้วเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ตรงหน้าของคริสโตเฟอร์ส่งให้เขา
“อย่าห่วงเลยน่ะ เรื่องนั้นน่ะผมเชื่อว่าเธอจะต้องเข้าใจ ส่วนการตัดสินใจอย่างไรนั้นเราก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเธอเอง...ห่ะ... นี่เราพูดกันเรื่องอะไรวะ...วันนี้วันปีใหม่แท้ๆ”
ค่ำคืนวันนั้นภายใต้แสงไฟอร่ามเรืองผู้คนต่างเข้ามาร่วมชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงขนาดใหญ่ของโรงแรมทั้งซิบิลและมอลลี่แต่งตัวสวยเป็นพิเศษ โดยเฉพาะมอลลี่ประดับเครื่องเพชรและสวมแหวนทุกวงที่คริสโตเฟอร์ซื้อให้ มรกตจากพม่า หยกจากมาเก๊าโกเมนจากอียิปต์ บุษราคัมและโอปอล์จากอิตาลี
เวบสเต้อร์สั่งแชมเปญขวดแล้วขวดเล่าเขากําลังสนุกเต็มที่ขอจูบมอลลี่และชวนเธอออกไปเต้นรํา...ในท่วงทํานองเพลงที่เร่าร้อนร่างของเธอหมุนพลิ้ว ผมสลวยสีทองปลิวไสว
“จีซัส...คุณเห็นไหม ปอลเด็กคนนี้สวยเหลือเกิน คุณคิดจะแต่งงานกับเธอบ้างหรือยัง?”
“ยังซิบิล”
“ฉันจะบอกอะไรให้คุณอย่างหนึ่งนะคะปอล มอลลี่เป็นคนชอบชีวิตโลดโผนผจญภัยแบบนี้ คุณไม่มีทางไล่เธอไปได้หรอก”
“นี่ทอมเล่าให้คุณทั้งหมดแล้วหรือนี่”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เรื่องนั้นน่ะทอมบอกฉันหมดทุกอย่างนั่นแหละ มอลลี่ก็รู้คุณเท่านั้นที่ยังโง่อยู่คนเดียว”
“ซิบิล แล้วคุณคิดว่าผมทําผิดหรือเปล่า?”
“ความผิดหรือคะ?” ซิบิลร้องเสียงสูง “คุณนี่บ้า คุณไม่รู้หรือว่าคุณกําลังเสี่ยงชีวิตเพื่อความไม่มีอะไรเลย ทอมเคยพูดกับฉันว่าคุณกําลังทําหน้าที่เพื่อประเทศชาติ แล้วก็รักษาศักดิ์ศรีของสายลับซึ่งเป็นงานในหน้าที่ของคุณ แต่เมื่อเอาเหตุผลทั้ง 2 ประการนี้มารวมกันเข้าแล้วฉันก็ไม่เห็นว่า มันจะเกิดประโยชน์โภชผลอะไรขึ้นมา อาจจะเป็นเพราะฉันโง่ก็ได้นะแต่ถ้าฉันเป็นคุณฉันจะมองดูมอลลี่เสียก่อน แล้วถึงจะตัดสินใจทํา”
ซิบิลจบคําพูดด้วยการหยิบแก้วแชมเปญขึ้นมาราดลงบนโต๊ะ
ทั้งทอมและซิบิลเวบสเต้อร์อำลาไปในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้อยู่ร่วมรับประทานอาหารมื้อกลางวันแล้ว
จากนั้นทั้งคริสโตเฟอร์และมอลลี่ก็ลงมือเล่นสกีกันทั้งวันเขาอดรู้สึกชื่นชมไม่ได้เมื่อเห็นเธอสามารถใช้สกีได้อย่างแคล่วคล่องเอี้ยวตัวไปตามจังหวะการลดหลั่นของเทือกเขาอย่างนุ่มนวล ใบหน้าสดใสหัวเราะเริงรื่นอย่างเป็นสุข
เมื่อยามค่ำมาถึงหลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้ว ทั้งสองก็นั่งกุมมือกันอยู่หน้าเตาผิงแววรื่นรมย์ปรากฏอยู่ในดวงตาสีเขียวเข้มของเธอ
และแล้วก็ถึงเวลานอน ร่างเล็ก ๆของเธอเบียดซุกอยู่กับช่วงอกที่แข็งแรงของเขามีอยู่คราวหนึ่งที่เธอยกมือขึ้นเสยผมที่ปรกลงมาเหนือหน้าผากให้เขาอย่างรักใคร่สุดซึ้ง
“ฉันลืมไปค่ะว่าคุณชอบแสงเทียน”
คริสโตเฟอร์ขยับปากจะพูดแต่นิ้วของเธอปิดปากเขาไว้
“ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีอะไรอยู่ในใจ...อย่าพูดออกมานะคะปอล ฉันไม่ไปจากคุณหรอก”
“แต่ผมคิดว่ามันจะเป็นการดีกว่านะมอลลี่เพราะถึงอย่างไรผมก็พาคุณกลับไปอยู่โรมอีกไม่ได้ คุณจะต้องตกอยู่ในอันตรายตราบใดที่พวกมันยังรู้ว่าเราอยู่ด้วยกัน”
“ค่ะ เรื่องนั้นคุณเคยอธิบายให้ฉันฟังแล้วนี่คะ...แต่คุณยังจําได้ไหมคะว่านานมาแล้วที่คุณเล่าเรื่องแคทธี่ให้ฉันฟัง คุณบอกว่าแคทธี่ได้ให้เหตุผลกับคุณข้อหนึ่งว่า ร่างกายนี้เป็นของเธอเธอจะใช้ยังไงก็ได้ตามแต่เธอปรารถนา ฉันก็อยากถามคุณเหมือนกันว่าคุณยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า ตอบอย่างใจจริงนะคะ”
“ใช่สิ ผมก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่”
“ถ้าเช่นนั้นคุณก็จะต้องรู้สึกอย่างเดียวกันนั้นกับร่างกายของฉันด้วย”
“แต่ มอลลี่ความรู้สึกที่ผมมีต่อคุณนั้นคือความรักนะรักอย่างไม่มีความหึงหวงพยาบาทเข้ามาเจือปน ซึ่งคุณจะเอาความรู้สึกอันนี้ของผมไปเปรียบเทียบกับที่ผมเคยมีต่อแคทธี่ไม่ได้”
“ฉันเป็นเจ้าของตัวฉันเองค่ะเหมือนกับที่แคทธี่เป็นเจ้าของตัวเธอเองเช่นกัน เธอเลือกที่จะใช้ตัวเธอไปในทางนั้นยอมที่จะให้หัวใจสลายเพราะความรัก จากคนทุกรูปทุกแบบที่เธอต้องการฉันก็จะเลือกใช้ตัวของฉัน ร่างกายของฉันตามวิธีนี้และทางเดียวเท่านั้นที่ฉันจะไปจากคุณคือวันที่ร่างของฉันถูกหย่อนลงไปนอนในหลุมฝังศพ...
...ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าสิ่งเหล่านี้เรียกว่าความรักหรือเปล่า เพราะความรักมันต้องการองค์ประกอบที่มากมายเสียเหลือเกินแล้วก็มีรูปแบบที่แตกต่างกัน...ค่ะ...ยอดรัก...ฉันรักคุณหัวใจและความทรงจํารําลึกนั้นผู้หญิงมีไว้เพื่อมอบให้แก่ผู้ชายที่เธอรักเพียงคนเดียวเท่านั้น”
-จบบริบูรณ์-