ภายนอกของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอก็เหมือนเด็กสกุลหยวนคนอื่นๆย่อมมีรถม้าหรูหราให้นั่ง
สายตาเยี่ยนเจาเจาจับจ้องที่ตัวรถคันนั้นความสนใจพุ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว
นายหญิงใหญ่เตรียมของขวัญใหญ่อะไรให้นางกันนะถึงกับยอมเสียต้นทุนมากขนาดนี้?
หนานหมิงเหอจูงเยี่ยนเจาเจาขึ้นรถม้าพร้อมกันในเทศกาลเช่นนี้พี่ชายมักพาน้องสาวไป หรือไม่เหล่าพี่หญิงน้องหญิงก็จะไปด้วยกันไม่สามารถพาบ่าวและหญิงรับใช้ติดตัว ดังนั้นหลานเล่อและหงซิ่วจึงไม่ได้ติดตามมาด้วย
คนขับรถม้าดูเป็นเด็กรับใช้ฉลาดไหวพริบดีส่งยิ้มให้เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอทันทีที่มาถึงก่อนเอ่ยถามเจ้านายน้อยทั้งสองว่าอยากไปที่ใด
เขามอบตัวเลือกให้เยี่ยนเจาเจาสองข้อ
ข้อแรกคือเลียบไปตามแม่น้ำซูโจวรวมตัวกับพี่หญิงน้องหญิงของตน ส่วนอีกข้อคือตรงไปทางงานโคมไฟ ชมการทายปริศนาโคมไฟและดูว่ายอดโคมจะตกเป็นของใครในวันนี้
“คุณหนูเจ็ด บ่าวได้ยินมาว่ายอดโคมไฟนั้นเป็นรูปทรงกระต่ายตัวเล็กขนปุกปุยเพียงขยับใบหูจะส่ายไปมาตาม บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อน อยากเห็นนักว่าหน้าตาจะเป็นเช่นไร!”
ให้ไปหาเหล่าพี่หญิงคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาพี่หญิงมีคู่พี่น้องคนที่ตนเกลียดชังหรือไปเล่นกับพี่ชายรองของตัวเอง เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าตัวเลือกมันชัดเจนเกินไป
หลอกล่อกันเกินควรจนเยี่ยนเจาเจาหมดความสนใจแทน
กลวิธีวางหมากเช่นนี้ นางเคยเล่นมามากมายในอดีตแล้วนายหญิงใหญ่ยังกล้าอวดลูกไม้พวกนี้กับนางอีกหรือ?
น่าเสียดายที่เยี่ยนเจาเจาต้องทำเป็นสนใจยอดโคมไฟสุดๆกล้ำกลืนนั่งรถม้าไปงานเทศกาลต่อ
หนานหมิงเหอหลุดหัวเราะกับบทละครตรงหน้าโน้มตัวไปใกล้ข้างหูของเยี่ยนเจาเจาก่อนกระซิบ
“หากเจ้าเบื่อไม่อยากไป ก็ไม่จำเป็นต้องไปจะทำให้ตนลำบากใจทำไม”
หนานหมิงเหอไม่แยแสกับเรื่องพวกนี้เลย
หากปล่อยให้เขาจัดการเรื่องนี้ ก็แค่เดินตามพุ่มไม้ไปตีงูที่เจ็ดชุ่น[1] ฆ่านายหญิงใหญ่ให้ตายคาที่ตรงๆแต่ดูเหมือนแม่นางน้อยจะชื่นชอบการลอบทำร้ายทรมานศัตรูช้าๆเขาจึงทำได้เพียงอยู่เคียงข้างและให้ความร่วมมือกับนาง
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปดังกึกกักๆแต่เกิดเหตุบางอย่างบนถนน
ไม่แน่ใจว่ามีลูกหลานจากตระกูลผู้ดีไปชมโคมไฟมากเกินไปหรืออะไรรถม้าของเยี่ยนเจาเจา กับรถม้าข้างๆ ที่มีตราประจำตระกูลแซ่ “เจียง” ติดอยู่จึงได้เฉี่ยวกัน
แต่เจ้าของรถม้าสกุลเจียงช่างใจกว้างเขาให้น้องสาวของตนเปิดม่านหน้าต่างรถและกล่าวขอโทษกับหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาด้วยตนเอง
ประจวบเหมาะกับที่คนขับรถเลิกม่านหน้าต่างข้างหลังตนก่อนถามเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอว่าพวกเขาบาดเจ็บหรือไม่ สายตาของทั้งสี่จึงประสานกันพอดี
แสงไฟริบหรี่จากโคมไฟสองข้างทางผสานเข้ากับแสงจันทร์สุกสกาวสะท้อนลงบนดวงหน้าของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอขับรูปโฉมพวกเขาให้เปล่งประกายโดดเด่นขึ้น
พี่ชายน้องสาวอีกฟากก็โดดเด่นไม่แพ้กันทั้งสองหน้าตาคล้ายคลึง ทว่าพี่ชายค่อนข้างอ่อนโยนบอบบางน้องสาวกลับแลดูกล้าหาญผ่าเผย ซึ่งรูปงามหาใครเทียบทั้งคู่
แต่อารมณ์ดังกล่าวก็แวบผ่านนัยน์ตาเพียงชั่วครู่เท่านั้นคุณหนูและคุณชายจากสกุลเจียงถามคนขับรถม้าว่าใครอยู่ข้างใน วันนี้รถชนกันโดยประมาทอีกสองวันข้างหน้าจะไปขอโทษที่จวน ก่อนสองฝ่ายจะรีบแยกย้ายกันไป
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้สนใจนักแต่หนานหมิงเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้สึกไม่ค่อยดีกับพี่น้องสองคนนี้นักผู้ชายคนนั้นยังเก็บสีหน้าอยู่บ้าง แต่สายตาที่ปรายมองเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดส่วนคนน้องมองตนไม่คิดปิดบังประกายในดวงตาที่ลุกวาวเลยสักนิด
หนานหมิงเหอครุ่นคิดเนิ่นนาน จึงได้หาคำอธิบายที่เหมาะสมมาบรรยายความรู้สึกในตอนนั้นได้เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นปลาสดๆ ที่ถูกโยนขึ้นเขียงแล้วโดนลูกค้าตะกละจ้องอย่างละโมบจนน้ำลายแทบหยดลงบนตัว
เสมือนศัตรูรุกรานตามตอแย ช่างน่าขยะแขยง
แต่หนานหมิงเหอไม่เคยเป็นเนื้อบนเขียงหากเขาอยู่ในตลาดปลาจริง เขาคงเป็นคนขายที่ถือมีดชี้เป็นชี้ตายในมือ
รถม้าส่งเสียงกึกกัก ในที่สุดก็มาถึงหน้าทางเข้าถนนยาวเหยียด
ซ้ายขวาประดับด้วยโคมไฟมากมาย เมื่อลมพัดก็มองเห็นทะเลโคมนับพันปลิวไสวตามสายลมสุดลูกหูลูกตา ราวกับแสงดาวระยิบระยับกระทบบนเกลียวคลื่นช่างเป็นฉากที่งดงามและหาดูได้ยาก
คนขับรถประคองหนานหมิงเหอลงจากรถขณะที่เขากำลังจะช่วยเยี่ยนเจาเจาก็เห็นหนานหมิงเหอหันไปอุ้มเยี่ยนเจาเจาเข้าสู่อ้อนแขนตนเอง โดยไม่ให้เขาโดนตัวนางสักนิด
คนขับรถได้แต่ยิ้มเข้าสู้อย่างถ่อมตนเมื่อหนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจาหันกลับมาคนขับรถม้าก็ได้ยินเยี่ยนเจาเจาเอ่ยเย้ยหยันเบาๆ “คนข้างหลังท่านโง่จังเลย”
สีหน้าคนขับรถม้าแตกตื่น ในใจพลันคิดว่าคำพูดเช่นนี้ออกมาจากเด็กสาวได้อย่างไรจึงหันขวับกลับไปมอง และพบว่าด้านหลังตนมีชายร่างอ้วนพยายามทำหน้าตาตลกขู่เด็กรอบข้างท่าทางไร้แก่นสาร ดูโง่เง่าจริงๆ
ทุกคนในจวนสกุลหยวนต่างรู้ว่าคุณหนูเจ็ดหยิ่งยโสฝีปากจัดจ้าน ไม่น่าแปลกใจที่นางจะกล่าวเช่นนี้
ในใจคนขับรถเกิดความหวาดระแวงสงสัยแต่หลังจากนึกถึงเงินสองตำลึงในถุงเงินของตนเองแล้วเขาก็คิดว่าวันนี้ไม่มีอะไรไม่ดี
ได้ชมโคมไฟ พบหน้าหญิงงาม และยังมีเงินเข้ากระเป๋าด้วย
เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอไม่สนใจเขาอีกต่อไปคนเช่นนี้ก็แค่เบี้ยเล็กๆ ตัวหนึ่ง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหมากกระดานนี้เท่านั้นไม่มีประโยชน์อื่นใด นอกจากทำหน้าที่ส่งพวกเขาเข้าสู่กระดาน
หนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจาด้วยแขนข้างเดียวอีกข้างไพล่ไว้ด้านหลัง แล้วขยับปลายนิ้วเรื่อยเปื่อย
ถนนทอดตัวยาว
บนถนนยาวเหยียดคึกคักจอแจอาจเพราะเป็นหนึ่งประเพณีท้องถิ่นของเมืองซูโจวเหล่าคุณชายและคุณหนูบนถนนมากกว่าครึ่งจึงสวมหน้ากากหยาบๆ บนใบหน้าซึ่งเป็นของเล่นที่พ่อค้าแผงลอยวางขายอยู่ริมถนนเท่านั้น
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหนานหมิงเหอหยิบเงินอีแปะ [2] ออกมาจากแขนเสื้อ แล้วสุ่มซื้อหน้ากากมาสองอันเพิ่งจะมารู้ตอนใส่ว่าของเยี่ยนเจาเจาเป็นหน้ากากกระต่ายหูยาวขณะที่ของตนเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์น้ำลายยืดจอมกะล่อน
เยี่ยนเจาเจากระหยิ่มยิ้มย่องนางอดยืดนิ้วมือเล็กๆ สะกิดมือพี่ชายรองที่กำลังจับกุมกับนางไม่ได้พร้อมเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ของพี่ชายเป็นจิ้งจอกจอมละโมบ จะกินข้าหรือเปล่าเนี่ย?”
หนานหมิงเหอไม่รู้ว่าช่วงนี้ตนป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่แค่คำพูดธรรมดาก็สามารถคิดไปไกลได้ จนดวงตาเขาแทบจะมืดครึ้มลงจากคำกล่าวของเยี่ยนเจาเจาโดยไม่รู้ตัว
โชคดีที่รอบข้างมืดมิด มีเพียงโคมไฟสลัว จึงเห็นความดำมืดในแววตาของเขาไม่ชัดเยี่ยนเจาเจาเองก็ไม่ได้สังเกต
นางดึงหนานหมิงเหอและเดินไปข้างหน้าช้าๆ แต่จู่ๆกลุ่มคนพลันกรูกันเข้ามา พยายามแยกนางกับหนานหมิงเหอออกจากกัน
ในหัวเยี่ยนเจาเจาแล่นพล่าน และเป็นฝ่ายปล่อยมือให้คนพัดพาไปกับฝูงชน
คนจำนวนมากไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ได้ยินเสียงของหนานหมิงเหอแล้ว แต่กลับพบใครคนหนึ่งแทน
ไม่แน่ใจว่าคนคนนี้คือคนที่เยี่ยนเจาเจากำลังรออยู่หรือไม่
“ขอถามคุณหนูว่ามาจากสกุลใดหยกงามน่ารักถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงอยู่ที่นี่คนเดียว?”
เสียงนี้อบอุ่น น่าฟัง เป็นเสียงทุ้มของชายวัยฉกรรจ์ที่แตกหนุ่มแล้วพึงมี
ไพเราะทีเดียว
การจดจำผู้คนของเยี่ยนเจาเจาไม่แย่หลังคิดชั่วครู่ก็จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของชายหนุ่มที่อยู่บนรถม้าสกุลเจียงก่อนหน้านี้
คุณชายผู้นี้ดูอายุมากกว่าหนานหมิงเหอเล็กน้อยและตอนนี้น่าจะสวมกวาน [3] แล้ว ท่วงท่าสุขุมแลดูเป็นผู้ใหญ่แบบที่หนานหมิงเหอยังไปไม่ถึง
เขายืนอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนเจาเจาอย่างสุภาพกล่าวกึ่งยั่วเย้ากึ่งอ่อนโยน
หากนี่คือคนที่นายหญิงใหญ่อยากส่งมาหานางเยี่ยนเจาเจาก็อยากจะลองเผชิญหน้าดู เขาไม่ใช่คนอ่อนหัดที่มองออกได้ตั้งแต่แรกพบจึงกระตุ้นความกระหายต่อสู้ของนางขึ้นมา
เยี่ยนเจาเจามองเขาอย่างเคลือบแคลงแสร้งทำเป็นไม่รู้ ก่อนเอ่ยว่า “ท่านคือใครกัน ข้าไม่รู้จักท่านเหตุใดจึงพูดกับข้าเช่นนี้ หรือท่านเป็นคนบ้าตัณหาจากที่ไหน?”
นางกล่าวอย่างน่ารักไร้เดียงสาดวงตาล้อแสงที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากครึ่งหนึ่ง แฝงความสดใสบริสุทธิ์ที่มีเพียงเด็กเท่านั้นที่จะมีกอปรกับเจตนาร้ายที่เด่นชัด
ทำเอาเจียงเหยียนหรี่ตาลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
แมวน้อยแยกเขี้ยวกางกรงเล็บราวกับคิดว่าตัวเองเป็นสิงโต เหยียดอุ้งเท้านุ่มนิ่มตั้งท่าตะปบใส่ผู้คนแต่กลับไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการกระทำที่น่ารักที่สุด มันน่ารักจนหัวใจคันยุบยิบก่อให้เกิดความปรารถนาที่มิอาจอธิบายได้
“เป็นข้าเองเมื่อครู่รถม้าสกุลข้าไม่ระวังชนคุณหนูเจ็ดเข้า เจียงเหยียนต้องขออภัยด้วย”
ท่ามกลางผู้คนเขาประสานมือให้เยี่ยนเจาเจาอยู่ห่างๆ อีกครั้ง
“อื้อ”
เยี่ยนเจาเจาพูดคุยกับเขาสองสามคำอย่างเหม่อลอยหยั่งเชิงไม่พบลึกตื้นหนาบาง ดวงตาก็เริ่มมองหาหนานหมิงเหออย่างเปิดเผยชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะสวมหน้ากากไว้ทั้งตัว ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจนัก
ยังเป็นพี่รองของข้าที่ดีที่สุด
“เจ้ากำลังตามหาใครอยู่หรือ? หาพี่ชายหรือ?”
เจียงเหยียนก้าวเข้าหาเยี่ยนเจาเจาอย่างเยือกเย็นดวงตาของเขาตกลงบนเส้นผมดำขลับของนาง และจดจ้องดอกไม้ประดับติดมวยผมเขม็งพลางคิดว่าเด็กสาวอรชรอ้อนแอ้นตรงหน้าสวยไปเสียทั้งตัวเลย
“พี่ชายเจ้าอยู่ไหน ข้าพาเจ้าไปหาเขาดีหรือไม่?”
เจียงเหยียนยกนิ้วชี้ไกลออกไปที่เด็กหนุ่มร่างผอมชะลูดยืนตระหง่านอยู่ข้างถนนทายปริศนาโคมไฟในงานเทศกาล รูปร่างของเขาคล้ายคลึงกับหนานหมิงเหอคงเพราะกำลังมองปริศนาโคมไฟเบื้องหน้าด้วยดวงตาจดจ่อ ใบหน้าด้านข้างภายใต้แสงโคมไฟของหนานหมิงเหอจึงเคร่งขรึมเหนือปุถุชนแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
เยี่ยนเจาเจากะพริบตา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยภายใต้หน้ากากแต่สิ่งที่นางกล่าวกลับดูไร้เดียงสา “ก็ได้”
เจียงเหยียนทำท่าจะจับมือเยี่ยนเจาเจาคาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะชักมือหลบก่อนกล่าว “หมัวมัวบอกข้าว่าเมืองซูโจวไม่เหมือนบ้านเกิดของข้าชายหญิงไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน แม้ข้าจะเป็นเด็ก แต่ก็มิอาจเอาเปรียบข้าเช่นนี้”
คำพูดนี้กึ่งไร้เดียงสากึ่งมีเหตุผล ทำเอาเจียงเหยียนหัวเราะ“ข้าน้อยหยาบคายแล้ว”
ทั้งสองเดินไปทางที่หนานหมิงเหออยู่เจียงเหยียนช่างพูดมาก ถามเยี่ยนเจาเจาว่าปกตินางทำอะไรที่เรือนและชอบสิ่งใดบ้าง จากนั้นก็ซื้อถังหูลู่[4] จากผู้เฒ่าขายน้ำตาลปั้นที่เดินเร่ขายบนถนนให้เยี่ยนเจาเจาทาน
เยี่ยนเจาเจาไม่ชอบการเอาอกเอาใจเช่นนี้จึงหมดความสนใจไป ขณะที่กำลังจะถึงตัวหนานหมิงเหอ ร่างของเขากลับหันหลังและหายไปในฝูงชนอีกครั้ง
“พี่ชาย!”
เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้ว ไม่รอให้เจียงเหยียนเอ่ยคำใดก็ยกกระโปรงไล่ตามเขาไปทันที
เจียงเหยียนเดินตามนางสองสามก้าวเห็นท่าทางนางเร่งรีบ ดวงตาเรียวพลันปรากฏความสนใจอันชวนพิศวงขึ้นมาเลือนราง
----------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตีงูที่เจ็ดชุ่น หมายถึงตีงูต้องตีให้แม่นในตำแหน่งที่หลังหัวเจ็ดชุ่น งูถึงจะสยบทันทีในบริบทนี้คือลอบตีงูให้ตายในทีเดียว
[2] เงินอีแปะ หมายถึง เงินเหรียญทองแดง หนึ่งร้อยอีแปะจะเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน
[3] สวมกวาน หมายถึง พิธีบรรลุนิติภาวะเริ่มขึ้นในกลุ่มชนชั้นสูงสมัยราชวงศ์โจว จะจัดเมื่อเด็กชายมีอายุครบยี่สิบปีเต็มและจะมีการสวม “กวาน” หรือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเพื่อเป็นเครื่องบอกระดับยศและสถานะ
[4] ถังหูลู่ หมายถึง ผลไม้เคลือบน้ำตาลเสียบไม้เป็นขนมกินเล่นจากประเทศจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน