เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 เจียงเหยียน

            ภายนอกของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอก็เหมือนเด็กสกุลหยวนคนอื่นๆย่อมมีรถม้าหรูหราให้นั่ง

            สายตาเยี่ยนเจาเจาจับจ้องที่ตัวรถคันนั้นความสนใจพุ่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว

            นายหญิงใหญ่เตรียมของขวัญใหญ่อะไรให้นางกันนะถึงกับยอมเสียต้นทุนมากขนาดนี้?

            หนานหมิงเหอจูงเยี่ยนเจาเจาขึ้นรถม้าพร้อมกันในเทศกาลเช่นนี้พี่ชายมักพาน้องสาวไป หรือไม่เหล่าพี่หญิงน้องหญิงก็จะไปด้วยกันไม่สามารถพาบ่าวและหญิงรับใช้ติดตัว ดังนั้นหลานเล่อและหงซิ่วจึงไม่ได้ติดตามมาด้วย

            คนขับรถม้าดูเป็นเด็กรับใช้ฉลาดไหวพริบดีส่งยิ้มให้เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอทันทีที่มาถึงก่อนเอ่ยถามเจ้านายน้อยทั้งสองว่าอยากไปที่ใด

            เขามอบตัวเลือกให้เยี่ยนเจาเจาสองข้อ

            ข้อแรกคือเลียบไปตามแม่น้ำซูโจวรวมตัวกับพี่หญิงน้องหญิงของตน ส่วนอีกข้อคือตรงไปทางงานโคมไฟ ชมการทายปริศนาโคมไฟและดูว่ายอดโคมจะตกเป็นของใครในวันนี้

            “คุณหนูเจ็ด บ่าวได้ยินมาว่ายอดโคมไฟนั้นเป็นรูปทรงกระต่ายตัวเล็กขนปุกปุยเพียงขยับใบหูจะส่ายไปมาตาม บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อน อยากเห็นนักว่าหน้าตาจะเป็นเช่นไร!”

            ให้ไปหาเหล่าพี่หญิงคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาพี่หญิงมีคู่พี่น้องคนที่ตนเกลียดชังหรือไปเล่นกับพี่ชายรองของตัวเอง เยี่ยนเจาเจารู้สึกว่าตัวเลือกมันชัดเจนเกินไป

            หลอกล่อกันเกินควรจนเยี่ยนเจาเจาหมดความสนใจแทน

            กลวิธีวางหมากเช่นนี้ นางเคยเล่นมามากมายในอดีตแล้วนายหญิงใหญ่ยังกล้าอวดลูกไม้พวกนี้กับนางอีกหรือ?

            น่าเสียดายที่เยี่ยนเจาเจาต้องทำเป็นสนใจยอดโคมไฟสุดๆกล้ำกลืนนั่งรถม้าไปงานเทศกาลต่อ

            หนานหมิงเหอหลุดหัวเราะกับบทละครตรงหน้าโน้มตัวไปใกล้ข้างหูของเยี่ยนเจาเจาก่อนกระซิบ

            “หากเจ้าเบื่อไม่อยากไป ก็ไม่จำเป็นต้องไปจะทำให้ตนลำบากใจทำไม”

            หนานหมิงเหอไม่แยแสกับเรื่องพวกนี้เลย

            หากปล่อยให้เขาจัดการเรื่องนี้ ก็แค่เดินตามพุ่มไม้ไปตีงูที่เจ็ดชุ่น[1] ฆ่านายหญิงใหญ่ให้ตายคาที่ตรงๆแต่ดูเหมือนแม่นางน้อยจะชื่นชอบการลอบทำร้ายทรมานศัตรูช้าๆเขาจึงทำได้เพียงอยู่เคียงข้างและให้ความร่วมมือกับนาง

            รถม้าเคลื่อนตัวออกไปดังกึกกักๆแต่เกิดเหตุบางอย่างบนถนน

            ไม่แน่ใจว่ามีลูกหลานจากตระกูลผู้ดีไปชมโคมไฟมากเกินไปหรืออะไรรถม้าของเยี่ยนเจาเจา กับรถม้าข้างๆ ที่มีตราประจำตระกูลแซ่ “เจียง” ติดอยู่จึงได้เฉี่ยวกัน

            แต่เจ้าของรถม้าสกุลเจียงช่างใจกว้างเขาให้น้องสาวของตนเปิดม่านหน้าต่างรถและกล่าวขอโทษกับหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาด้วยตนเอง

            ประจวบเหมาะกับที่คนขับรถเลิกม่านหน้าต่างข้างหลังตนก่อนถามเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอว่าพวกเขาบาดเจ็บหรือไม่ สายตาของทั้งสี่จึงประสานกันพอดี

            แสงไฟริบหรี่จากโคมไฟสองข้างทางผสานเข้ากับแสงจันทร์สุกสกาวสะท้อนลงบนดวงหน้าของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอขับรูปโฉมพวกเขาให้เปล่งประกายโดดเด่นขึ้น

            พี่ชายน้องสาวอีกฟากก็โดดเด่นไม่แพ้กันทั้งสองหน้าตาคล้ายคลึง ทว่าพี่ชายค่อนข้างอ่อนโยนบอบบางน้องสาวกลับแลดูกล้าหาญผ่าเผย ซึ่งรูปงามหาใครเทียบทั้งคู่

            แต่อารมณ์ดังกล่าวก็แวบผ่านนัยน์ตาเพียงชั่วครู่เท่านั้นคุณหนูและคุณชายจากสกุลเจียงถามคนขับรถม้าว่าใครอยู่ข้างใน วันนี้รถชนกันโดยประมาทอีกสองวันข้างหน้าจะไปขอโทษที่จวน ก่อนสองฝ่ายจะรีบแยกย้ายกันไป

            เยี่ยนเจาเจาไม่ได้สนใจนักแต่หนานหมิงเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย

            เขารู้สึกไม่ค่อยดีกับพี่น้องสองคนนี้นักผู้ชายคนนั้นยังเก็บสีหน้าอยู่บ้าง แต่สายตาที่ปรายมองเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดส่วนคนน้องมองตนไม่คิดปิดบังประกายในดวงตาที่ลุกวาวเลยสักนิด

            หนานหมิงเหอครุ่นคิดเนิ่นนาน จึงได้หาคำอธิบายที่เหมาะสมมาบรรยายความรู้สึกในตอนนั้นได้เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นปลาสดๆ ที่ถูกโยนขึ้นเขียงแล้วโดนลูกค้าตะกละจ้องอย่างละโมบจนน้ำลายแทบหยดลงบนตัว

            เสมือนศัตรูรุกรานตามตอแย ช่างน่าขยะแขยง

            แต่หนานหมิงเหอไม่เคยเป็นเนื้อบนเขียงหากเขาอยู่ในตลาดปลาจริง เขาคงเป็นคนขายที่ถือมีดชี้เป็นชี้ตายในมือ

            รถม้าส่งเสียงกึกกัก ในที่สุดก็มาถึงหน้าทางเข้าถนนยาวเหยียด

            ซ้ายขวาประดับด้วยโคมไฟมากมาย เมื่อลมพัดก็มองเห็นทะเลโคมนับพันปลิวไสวตามสายลมสุดลูกหูลูกตา ราวกับแสงดาวระยิบระยับกระทบบนเกลียวคลื่นช่างเป็นฉากที่งดงามและหาดูได้ยาก

            คนขับรถประคองหนานหมิงเหอลงจากรถขณะที่เขากำลังจะช่วยเยี่ยนเจาเจาก็เห็นหนานหมิงเหอหันไปอุ้มเยี่ยนเจาเจาเข้าสู่อ้อนแขนตนเอง โดยไม่ให้เขาโดนตัวนางสักนิด

            คนขับรถได้แต่ยิ้มเข้าสู้อย่างถ่อมตนเมื่อหนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจาหันกลับมาคนขับรถม้าก็ได้ยินเยี่ยนเจาเจาเอ่ยเย้ยหยันเบาๆ “คนข้างหลังท่านโง่จังเลย”

            สีหน้าคนขับรถม้าแตกตื่น ในใจพลันคิดว่าคำพูดเช่นนี้ออกมาจากเด็กสาวได้อย่างไรจึงหันขวับกลับไปมอง และพบว่าด้านหลังตนมีชายร่างอ้วนพยายามทำหน้าตาตลกขู่เด็กรอบข้างท่าทางไร้แก่นสาร ดูโง่เง่าจริงๆ

            ทุกคนในจวนสกุลหยวนต่างรู้ว่าคุณหนูเจ็ดหยิ่งยโสฝีปากจัดจ้าน ไม่น่าแปลกใจที่นางจะกล่าวเช่นนี้

            ในใจคนขับรถเกิดความหวาดระแวงสงสัยแต่หลังจากนึกถึงเงินสองตำลึงในถุงเงินของตนเองแล้วเขาก็คิดว่าวันนี้ไม่มีอะไรไม่ดี

            ได้ชมโคมไฟ พบหน้าหญิงงาม และยังมีเงินเข้ากระเป๋าด้วย

            เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอไม่สนใจเขาอีกต่อไปคนเช่นนี้ก็แค่เบี้ยเล็กๆ ตัวหนึ่ง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของหมากกระดานนี้เท่านั้นไม่มีประโยชน์อื่นใด นอกจากทำหน้าที่ส่งพวกเขาเข้าสู่กระดาน

            หนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจาด้วยแขนข้างเดียวอีกข้างไพล่ไว้ด้านหลัง แล้วขยับปลายนิ้วเรื่อยเปื่อย

            ถนนทอดตัวยาว

            บนถนนยาวเหยียดคึกคักจอแจอาจเพราะเป็นหนึ่งประเพณีท้องถิ่นของเมืองซูโจวเหล่าคุณชายและคุณหนูบนถนนมากกว่าครึ่งจึงสวมหน้ากากหยาบๆ บนใบหน้าซึ่งเป็นของเล่นที่พ่อค้าแผงลอยวางขายอยู่ริมถนนเท่านั้น

            เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหนานหมิงเหอหยิบเงินอีแปะ [2] ออกมาจากแขนเสื้อ แล้วสุ่มซื้อหน้ากากมาสองอันเพิ่งจะมารู้ตอนใส่ว่าของเยี่ยนเจาเจาเป็นหน้ากากกระต่ายหูยาวขณะที่ของตนเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์น้ำลายยืดจอมกะล่อน

            เยี่ยนเจาเจากระหยิ่มยิ้มย่องนางอดยืดนิ้วมือเล็กๆ สะกิดมือพี่ชายรองที่กำลังจับกุมกับนางไม่ได้พร้อมเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ของพี่ชายเป็นจิ้งจอกจอมละโมบ จะกินข้าหรือเปล่าเนี่ย?”

            หนานหมิงเหอไม่รู้ว่าช่วงนี้ตนป่วยเป็นโรคร้ายแรงหรือไม่แค่คำพูดธรรมดาก็สามารถคิดไปไกลได้ จนดวงตาเขาแทบจะมืดครึ้มลงจากคำกล่าวของเยี่ยนเจาเจาโดยไม่รู้ตัว

            โชคดีที่รอบข้างมืดมิด มีเพียงโคมไฟสลัว จึงเห็นความดำมืดในแววตาของเขาไม่ชัดเยี่ยนเจาเจาเองก็ไม่ได้สังเกต

            นางดึงหนานหมิงเหอและเดินไปข้างหน้าช้าๆ แต่จู่ๆกลุ่มคนพลันกรูกันเข้ามา พยายามแยกนางกับหนานหมิงเหอออกจากกัน

            ในหัวเยี่ยนเจาเจาแล่นพล่าน และเป็นฝ่ายปล่อยมือให้คนพัดพาไปกับฝูงชน

            คนจำนวนมากไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่ได้ยินเสียงของหนานหมิงเหอแล้ว แต่กลับพบใครคนหนึ่งแทน

            ไม่แน่ใจว่าคนคนนี้คือคนที่เยี่ยนเจาเจากำลังรออยู่หรือไม่

            “ขอถามคุณหนูว่ามาจากสกุลใดหยกงามน่ารักถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงอยู่ที่นี่คนเดียว?”

            เสียงนี้อบอุ่น น่าฟัง เป็นเสียงทุ้มของชายวัยฉกรรจ์ที่แตกหนุ่มแล้วพึงมี

            ไพเราะทีเดียว

            การจดจำผู้คนของเยี่ยนเจาเจาไม่แย่หลังคิดชั่วครู่ก็จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของชายหนุ่มที่อยู่บนรถม้าสกุลเจียงก่อนหน้านี้

            คุณชายผู้นี้ดูอายุมากกว่าหนานหมิงเหอเล็กน้อยและตอนนี้น่าจะสวมกวาน [3] แล้ว ท่วงท่าสุขุมแลดูเป็นผู้ใหญ่แบบที่หนานหมิงเหอยังไปไม่ถึง

            เขายืนอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนเจาเจาอย่างสุภาพกล่าวกึ่งยั่วเย้ากึ่งอ่อนโยน

            หากนี่คือคนที่นายหญิงใหญ่อยากส่งมาหานางเยี่ยนเจาเจาก็อยากจะลองเผชิญหน้าดู เขาไม่ใช่คนอ่อนหัดที่มองออกได้ตั้งแต่แรกพบจึงกระตุ้นความกระหายต่อสู้ของนางขึ้นมา

            เยี่ยนเจาเจามองเขาอย่างเคลือบแคลงแสร้งทำเป็นไม่รู้ ก่อนเอ่ยว่า “ท่านคือใครกัน ข้าไม่รู้จักท่านเหตุใดจึงพูดกับข้าเช่นนี้ หรือท่านเป็นคนบ้าตัณหาจากที่ไหน?”

            นางกล่าวอย่างน่ารักไร้เดียงสาดวงตาล้อแสงที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากครึ่งหนึ่ง แฝงความสดใสบริสุทธิ์ที่มีเพียงเด็กเท่านั้นที่จะมีกอปรกับเจตนาร้ายที่เด่นชัด

            ทำเอาเจียงเหยียนหรี่ตาลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

            แมวน้อยแยกเขี้ยวกางกรงเล็บราวกับคิดว่าตัวเองเป็นสิงโต เหยียดอุ้งเท้านุ่มนิ่มตั้งท่าตะปบใส่ผู้คนแต่กลับไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการกระทำที่น่ารักที่สุด มันน่ารักจนหัวใจคันยุบยิบก่อให้เกิดความปรารถนาที่มิอาจอธิบายได้

            “เป็นข้าเองเมื่อครู่รถม้าสกุลข้าไม่ระวังชนคุณหนูเจ็ดเข้า เจียงเหยียนต้องขออภัยด้วย”

            ท่ามกลางผู้คนเขาประสานมือให้เยี่ยนเจาเจาอยู่ห่างๆ อีกครั้ง

            “อื้อ”

            เยี่ยนเจาเจาพูดคุยกับเขาสองสามคำอย่างเหม่อลอยหยั่งเชิงไม่พบลึกตื้นหนาบาง ดวงตาก็เริ่มมองหาหนานหมิงเหออย่างเปิดเผยชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะสวมหน้ากากไว้ทั้งตัว ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจนัก

            ยังเป็นพี่รองของข้าที่ดีที่สุด

            “เจ้ากำลังตามหาใครอยู่หรือ? หาพี่ชายหรือ?”

            เจียงเหยียนก้าวเข้าหาเยี่ยนเจาเจาอย่างเยือกเย็นดวงตาของเขาตกลงบนเส้นผมดำขลับของนาง และจดจ้องดอกไม้ประดับติดมวยผมเขม็งพลางคิดว่าเด็กสาวอรชรอ้อนแอ้นตรงหน้าสวยไปเสียทั้งตัวเลย

            “พี่ชายเจ้าอยู่ไหน ข้าพาเจ้าไปหาเขาดีหรือไม่?”

            เจียงเหยียนยกนิ้วชี้ไกลออกไปที่เด็กหนุ่มร่างผอมชะลูดยืนตระหง่านอยู่ข้างถนนทายปริศนาโคมไฟในงานเทศกาล รูปร่างของเขาคล้ายคลึงกับหนานหมิงเหอคงเพราะกำลังมองปริศนาโคมไฟเบื้องหน้าด้วยดวงตาจดจ่อ ใบหน้าด้านข้างภายใต้แสงโคมไฟของหนานหมิงเหอจึงเคร่งขรึมเหนือปุถุชนแตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

            เยี่ยนเจาเจากะพริบตา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยภายใต้หน้ากากแต่สิ่งที่นางกล่าวกลับดูไร้เดียงสา “ก็ได้”

            เจียงเหยียนทำท่าจะจับมือเยี่ยนเจาเจาคาดไม่ถึงว่าเยี่ยนเจาเจาจะชักมือหลบก่อนกล่าว “หมัวมัวบอกข้าว่าเมืองซูโจวไม่เหมือนบ้านเกิดของข้าชายหญิงไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกัน แม้ข้าจะเป็นเด็ก แต่ก็มิอาจเอาเปรียบข้าเช่นนี้”

            คำพูดนี้กึ่งไร้เดียงสากึ่งมีเหตุผล ทำเอาเจียงเหยียนหัวเราะ“ข้าน้อยหยาบคายแล้ว”

            ทั้งสองเดินไปทางที่หนานหมิงเหออยู่เจียงเหยียนช่างพูดมาก ถามเยี่ยนเจาเจาว่าปกตินางทำอะไรที่เรือนและชอบสิ่งใดบ้าง จากนั้นก็ซื้อถังหูลู่[4] จากผู้เฒ่าขายน้ำตาลปั้นที่เดินเร่ขายบนถนนให้เยี่ยนเจาเจาทาน

            เยี่ยนเจาเจาไม่ชอบการเอาอกเอาใจเช่นนี้จึงหมดความสนใจไป ขณะที่กำลังจะถึงตัวหนานหมิงเหอ ร่างของเขากลับหันหลังและหายไปในฝูงชนอีกครั้ง

            “พี่ชาย!”

            เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้ว ไม่รอให้เจียงเหยียนเอ่ยคำใดก็ยกกระโปรงไล่ตามเขาไปทันที

            เจียงเหยียนเดินตามนางสองสามก้าวเห็นท่าทางนางเร่งรีบ ดวงตาเรียวพลันปรากฏความสนใจอันชวนพิศวงขึ้นมาเลือนราง

            ----------------------------------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ตีงูที่เจ็ดชุ่น หมายถึงตีงูต้องตีให้แม่นในตำแหน่งที่หลังหัวเจ็ดชุ่น งูถึงจะสยบทันทีในบริบทนี้คือลอบตีงูให้ตายในทีเดียว

            [2] เงินอีแปะ หมายถึง เงินเหรียญทองแดง หนึ่งร้อยอีแปะจะเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน

            [3] สวมกวาน หมายถึง พิธีบรรลุนิติภาวะเริ่มขึ้นในกลุ่มชนชั้นสูงสมัยราชวงศ์โจว จะจัดเมื่อเด็กชายมีอายุครบยี่สิบปีเต็มและจะมีการสวม “กวาน” หรือสิ่งที่ชนชั้นสูงชาวจีนในสมัยโบราณใช้สวมครอบบนศีรษะเพื่อเป็นเครื่องบอกระดับยศและสถานะ

            [4] ถังหูลู่ หมายถึง ผลไม้เคลือบน้ำตาลเสียบไม้เป็นขนมกินเล่นจากประเทศจีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808