เหมยเซียวเหรินชักม้าเดินตามเสียงเข้าไปในป่า เห็นกลุ่มคนสวมหน้ากากห้อมล้อมเตะต่อยกระสอบใบใหญ่สองใบ เตะต่อยอย่างดุเดือด
นางเข้าไปมองอย่างละเอียดใกล้ๆ ก็พบว่า ที่พวกเขาเตะต่อยใช่กระสอบสองใบที่ไหนกัน เป็คนมีชีวิตสองคนที่ถูกจับใส่กระสอบชัดๆ!
“คุณชาย…” มีเสียงร้องแหบแห้งออกมาจากกระสอบใบหนึ่ง
“ตีให้ตายไปซะ!” คนสวมหน้ากากยิ่งตีก็ยิ่งแรงขึ้น
คนที่อยู่ในกระสอบอีกใบเจ็บเสียจนส่งเสียงร้องฮือๆ แม้กระทั่งเวลาร้องขอชีวิตยังไม่มี
เหมยเซียวเหรินฟังอยู่ก็รู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งร่าง
แต่อิงจากเสียงนางก็รู้ว่าคนในกระสอบนั้นคือใคร
เื่ราวใดๆ ในโลกล้วนแปรผันไม่แน่นอน ์มีตาพระโพธิสัตว์คุ้มครองแล้ว…
เจียงรุ่ยก็มีวันนี้ได้เช่นกัน…
เหมยเซียวเหรินกำลังแปลกใจว่ากลุ่มชาวยุทธ์จากที่ใดกำลังผดุงคุณธรรมในนามของ์ กำจัดมารร้ายนี้ให้นาง แต่คิดดูอีกทีก็รู้สึกไม่ถูกต้อง
นางตีเจียงรุ่ยไม่ได้ คนอื่นก็ยิ่งตีไม่ได้
นี่เป็ท้องที่ของนาง ไม่ว่าใครจะเป็คนตี หากวันหนึ่งเจียงรุ่ยเกิดเป็อะไรขึ้นมา บัญชีนี้ก็คงไม่พ้นจะหล่นใส่หัวนาง
ต้องเข้าไปช่วยเช่นนั้นรึ แต่นางก็ไม่อยากปล่อยเจียงรุ่ยไปง่ายๆ เช่นนี้…
ดังนั้นแม้เหมยเซียวเหรินจะมีความคิดจะช่วยคน แต่ฝีเท้ากลับรั้งรอดูความครื้นเครง รออยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าไปใกล้คนสวมหน้ากากกลุ่มนั้น ร้องะโว่า “อย่าตีกัน”
ใครจะไปรู้ว่าจะมีเพียงคนสวมหน้ากากหนึ่งคนที่หยุดมือลง แต่หยุดมาตะคอกใส่นาง “ไอ้ลูกหมา อย่ามาแส่เื่ชาวบ้าน!”
เหมยเซียวเหรินเคาะพัดลงบนฝ่ามือ “ที่ข้ายุ่งไม่ใช่เื่ของชาวบ้าน” นางใช้พัดชี้ไปที่ถุงกระสอบที่อยู่ด้านหน้า “ข้ารู้จักคนผู้นี้ สั่งสอนสักหน่อยก็พอแล้ว ปล่อยเขาได้แล้ว”
“ที่แท้ก็เป็พวกเดียวกัน” คนสวมหน้ากากหัวเราะเยือกเย็น กวักมือ “มานี่มา มาให้ข้าตีไปเสียด้วยกัน”
ทันใดนั้นคนสวมหน้ากากก็แยกออกเป็สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งตบตีสั่งสอนเจียงรุ่ยต่อไป อีกฝั่งเข้ามาห้อมล้อมนางไว้
ศัตรูมาเป็ฝูงกำลังของข้ามีน้อยนิด เหมยเซียวเหรินใเสียจนหน้าเปลี่ยนสี นางคิดไม่ถึงว่า ‘ชาวยุทธ์’ กลุ่มนี้จะไม่แยกแยะดีชั่วและไม่ถามหาเหตุผล
เดิมคิดว่าการช่วยเจียงรุ่ยนั้นง่ายและไม่ต้องออกแรง แต่กลับนำตนติดร่างแหไปด้วย….
“ไอ้หนู ใครใช้ให้เ้ายุ่งเื่ชาวบ้าน!” คนสวมหน้ากากหวดท่อนไม้ในมือใส่นาง
เหมยเซียวเหรินถอยสองสามก้าว ในหัวคิดแผนการอย่างรวดเร็ว
วิ่งหนีไป
นางก็กลัวว่าเจียงรุ่ยจะตายอยู่ที่นี่
ไม่วิ่งหนี
พวกเขาอาจจะตายด้วยกันอยู่ที่นี่…
เหมยเซียวเหรินถอยไปเกลี้ยกล่อมไป “พี่ชาย มีเื่บาดหมางอะไรถึงต้องลงไม้ลงมือกัน มีเื่อะไรก็พูดกันดีๆ”
“พูดกันดีๆ มารดาเ้าเถอะ ตีเลย!”
คนสวมหน้ากากตะคอกอย่างโกรธเกรี้ยว สหายคนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันเข้าล้อมเหมยเซียวเหรินอย่างรวดเร็ว ชูท่อนไม้ในมือขึ้นสูง
เหมยเซียวเหรินมองแล้วไม่มีหนทางจะวิ่งหนีไปได้ รีบกุมศีรษะเตรียมรับการรับไม้บนหัว กลับได้ยินเสียง ‘ฟับ ฟับ’ ลอยอยู่บนหัว จากนั้นข้างหูก็มีแต่เสียง ‘เคร้ง’
นางเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าท่อนไม้เ่าั้ล้วนกระเด็นอยู่รอบตัวนาง ไม่โดนแม้แต่ปลายผมของนาง เมื่อเห็นมีดบินปักอยู่บนต้นไม้ด้านข้าง…นางก็เหมือนจะเข้าใจ
ดูท่าเมื่อครู่คงมีมีดบินจำนวนหนึ่งเฉียดเข้าที่ข้อมือของคนสวมหน้ากาก แม้จะไม่ได้ทำพวกเขาาเ็ แต่กลับทำให้พวกเขาใจนปล่อยท่อนไม้ในมือ
ทันใดนั้น เงาร่างสี่ร่างก็หมุนตัวลงมา หมุนตัวเตะอย่างงดงามดั่งลมแรงที่พัดใบไม้ปลิดปลิว ชั่วเวลาสั้นๆ ก็ทำให้ชายสวมหน้ากากที่ห้อมล้อมนางอยู่ล่าถอยไปหลายก้าวแล้วล้มลงด้วยความงุนงง
“กลุ่มคนที่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านอีกแล้วรึ” ชายสวมหน้ากากลุกขึ้นมาด้วยความโมโหพูดว่า “ตี!”
เหมยเซียวเหรินรีบฉวยจังหวะนี้วิ่งหนีไปอีกด้าน จึงได้เห็นผู้มาใหม่ชัดๆ เป็ชายหนุ่มถือกระบี่ยาวสี่คน สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน
วรยุทธ์ของพวกเขาล้ำเลิศ ไม่สนใจจะกล่าววาจาไร้สาระใดๆ กับคนสวมหน้ากาก พวกเขาจัดการกลุ่มคนสวมหน้ากากได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้กระบี่ในมือด้วยซ้ำ
เหล่าคนสวมหน้ากากเห็นว่าสู้ไม่ไหว ก็แยกย้ายกันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
ป่าเงียบสงบลง คนสี่คนนั้นยืนเรียงเป็แถวหนึ่ง ยืนด้วยท่วงท่าผ่อนคลายเช่นเดียวกัน แววตาไร้อารมณ์ แม้กระทั่งท่าทางและตำแหน่งการจับกระบี่ก็เหมือนกันทุกประการ แสดงให้เห็นว่าได้รับการฝึกฝนที่เข้มงวดมา
“ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือ” เหมยเซียวเหรินกุมมือคำนับ
พวกเขายังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึก ไม่มองนางเลยสักนิด เหมือนกับหุ่นกระบอกหน้าแข็งแถวหนึ่ง ไม่มีใครอยู่ในสายตา
เหมยเซียวเหรินบังเกิดความอึดอัด แววตามองไปที่พื้น เห็นว่าเจียงรุ่ยนอนแผ่อยู่บนพื้นไม่ไหวติง บนหัวยังสวมกระสอบอยู่ มองไม่ชัดว่าเป็หรือตาย นางกำลังคิดจะเดินไปดู เหล่า ‘หุ่นกระบอก’ ตรงหน้ากลับพากันกุมมือคำนับขึ้นมาอย่างกะทันหัน ไม่ส่งเสียงใดเฉกเช่นเดิม
เหมยเซียวเหรินคิดว่าคงไม่ได้กำลังทำความเคารพนางอยู่หรอก
นางหันหลังกลับไป เป็ดั่งที่คิดไว้ ด้านหลังนางมีคนมายืนอยู่นานแล้ว
การปรากฏตัวของเขามักจะบังเอิญเสมอ ทำให้คนตื่นใ
“สหายฉู่อวี้…พวกเขาเป็คนของเ้าหรอกหรือ” เหมยเซียวเหรินสับสนเล็กน้อย
สีหน้าของฉู่อวี้ยังสงบเช่นเดิม “ใต้เท้าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่”
“ข้ารึ” เหมยเซียวเหรินคิดเหตุผลหนึ่งขึ้นมา พูดว่า “ข้าได้รับคำสั่งจากใต้เท้าผู้ว่าการจังหวัดให้มารับตำแหน่งนายอำเภออวิ๋นชั่วคราว เพิ่งจะไปอำเภออวิ๋นมา กำลังเตรียมกลับไป”
“เป็เช่นนี้นี่เอง”
เหมยเซียวเหรินกุมมือคำนับอีกครั้ง “ขอบคุณสหายฉู่อวี้ที่ให้ความช่วยเหลือ”
“เกรงใจแล้ว”
ฉู่อวี้เดินไปยังข้างกายของสองคนที่กำลังนอนอยู่บนพื้น สั่งการให้คนติดตามปลดกระสอบบนศีรษะของทั้งสองคนออก
เหมยเซียวเหรินเดินไปด้านหน้าเพื่อตรวจสอบ เห็นว่าหน้าอกของนายบ่าวทั้งสองยังหายใจอยู่ นางก็วางใจแล้ว
คนไม่ตายก็ดีแล้ว
แต่ก็ไม่ได้ดีมากนัก
ใบหน้าของอาชิ่ง บ่าวคนนั้นบวมเป่งเหมือนหัวหมู เห็นได้ชัดว่าถูกตีจนสลบไป แต่เจียงรุ่ยนั้น…ถึงแม้จะมีจมูกเขียวใบหน้าบวม ยังมีเืกำเดาไหล แต่เห็นชัดว่าตอนที่ถูกตีเขากันหัวเอาไว้ ใบหน้าาเ็ไม่หนักนัก ไม่เหมือนกับถูกตีจนสลบไป แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงยังสลบไม่ตื่น
เหมยเซียวเหรินค้นพบอย่างไม่ตั้งใจว่าสายตาที่ฉู่อวี้มองเจียงรุ่ยไม่ปกตินัก เพราะนางรู้สึกว่าฉู่อวี้คนนี้ซ่อนตัวได้ล้ำลึก แม้ต่อหน้าผู้คนจะแสดงออกว่าเป็กันเอง แต่ก็ยังคงทำให้คนรู้สึกว่ายากจะใกล้ชิดเช่นกัน แต่เขาที่ให้ความสำคัญกับมารยาทและมีความเกรงใจอยู่ตลอด เวลานี้กลับกำลังจ้องเจียงรุ่ย
นางลองอ่านอารมณ์ที่อยู่ในแววตาของฉู่อวี้ คาดเดาว่านั่นคือความดูแคลนและไม่ได้ดั่งใจ
“สหายฉู่อวี้รู้จักคนผู้นี้หรือ” นางถามด้วยความอยากรู้
ฉู่อวี้ตอบเรียบๆ “ไม่รู้จัก”
“เช่นนั้นเหตุใดสหายฉู่อวี้จึงเหมือนจะดูแคลนเขาล่ะ”
“แค่ได้รับาเ็เล็กน้อยจากอันธพาลก็มีสภาพเช่นนี้ บอบบางเช่นนี้นับว่าหาได้ยาก”
เหมยเซียวเหรินอดไม่ได้ที่จะนับถือ เขาปฏิบัติต่อผู้คนด้วยมารยาท ไม่เยาะเย้ยถากถางผู้อื่น แต่เมื่อได้ถากถางก็เสียบเสียลึกสามเฟิน
วิกฤตได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เจียงรุ่ยกับบ่าวของเขายังคงสลบไม่ตื่น
ทำเช่นไรดีล่ะ
เหมยเซียวเหรินครุ่นคิดอยู่ในใจ ถ้าหากทิ้งพวกเขาไว้ในป่าเขา เกิดตอนกลางคืนถูกหมาป่าคาบไป เช่นนั้นที่นางเสี่ยงวันนี้ก็สูญเปล่า
คนหายไปในท้องที่ของนาง ใต้เท้าหลี่ก็คงต้องมาถามหากับนาง
ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุด ช่วยส่งพระต้องส่งให้ถึงชมพูทวีป[1] อีกอย่างนางยังคิดจะคืนเงินให้กับฉู่อวี้ จึงมีความจำเป็ต้องใช้โอกาสนี้ดึงให้ฉู่อวี้เดินทางไปอำเภอชิวสุ่ย
“ข้าคนเดียวยกพวกเขาไม่ไหว รบกวนสหายฉู่อวี้ช่วยพาพวกเขากลับไปที่ว่าการกับข้าได้หรือไม่”
ฉู่อวี้ตกลง ให้คนติดตามขี่ม้านำสองนายบ่าวที่สลบไสลตามเหมยเซียวเหรินไป แต่ตัวเขากลับไม่คิดจะตามไปด้วย พูดว่ายังมีธุระที่ยังจัดการไม่เสร็จ
เหมยเซียวเหรินเชื้อเชิญให้ฉู่อวี้ไปนั่งยังที่ว่าการ แต่ฉู่อวี้กลับพูดว่าพวกเขาอีกไม่กี่วันก็จะได้เจอกันอีก ถึงเวลานั้นจะไปเยี่ยมดื่มชาพูดคุยด้วย
ในเมื่อยังจะได้เจอกันอีก เื่คืนเงินนั้นก็ยังไม่ต้องรีบร้อน เหมยเซียวเหรินจึงวางใจบอกลากับฉู่อวี้ ขี่ม้าฟาดแส้พาคนรีบเร่งเดินทางกลับไป กลัวว่าชีวิตของเ้าหนูหากเป็อะไรไปในมือนาง นางคงรับผิดชอบไม่ไหว…
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/5d7b9cb0fc55049fdb4dfc1e85909306
[1] อุปมาว่า จะช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด เช่นเดียวกับการช่วยส่งพระไปยังเมืองตะวันตก (ชมพูทวีป) ดินแดนพระพุทธศาสนาที่พระถังซัมจั๋งไปเดินทางไปนำพระไตรปิฎกกลับมาเผยแพร่ในประเทศจีน