มหาหัตถ์สยบมาร!
ชื่อวิชายุทธ์เพียงไม่กี่คำที่ราบเรียบแต่กลับเคยช่วยให้ตระกูลเฉาได้ตั้งตนเผชิญหน้ากับลมฝนบนพื้นที่ราบแห่งนี้ได้อย่างมั่นคง น่าเสียดายที่ในเวลาต่อมาได้เกิดปัญหาขึ้นกับศิลาสยบมารจึงทำให้พลังของมหาหัตถ์สยบมารนั้นไม่ได้รับการสืบทอด
แต่ในวันนี้มันกลับปรากฏขึ้นมาในห้องโถงของวิหารใหญ่แห่งตระกูลเฉาแล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความตกตะลึง เพราะวิชายุทธ์ที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดนี้เป็นถึงวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวง!
หง ฮวง ตี้ เทียน!
สี่ระดับพลังใหญ่ ทุกระดับล้วนแต่เป็นวิชายุทธ์อันยิ่งใหญ่ประหนึ่งว่าสามารถพลิกผืนฟ้าทำลายพิภพ ซึ่งวิชายุทธ์ที่อยู่ในระดับอักษรฮวงนั้น หากฝึกฝนมันจนไปถึงขั้นสูงก็จะสามารถพลิกผืนฟ้าทำลายพิภพได้ด้วยฝ่ามือเดียว !
และมหาหัตถ์สยบมารก็เป็นวิชายุทธ์ที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของตระกูลเฉา ต่อให้ฝึกฝนได้เพียงระดับต้นก็ยังหาผู้ที่จะมาเทียบเทียมได้ยากยิ่งแล้ว
ภายใต้กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงนั้น เมิ่งฝานควบคุมพลังมหาหัตถ์สยบมารผ่านอากาศโดยให้มันดิ่งลงมาปะทะกับกระบี่เหมันต์ทมิฬอย่างดุดัน
“ถอย ปิดผนึกห้องโถงเอาไว้!”
เสียงของเฉาติ่งดังกังวานไปทั่วห้องโถง แล้วบรรดาคนของตระกูลเฉาต่างก็ผสานพลังปราณเพื่อสร้างผนึกโลกาแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งดั่งกำแพงเมืองขึ้นโดยรอบ
ตู้ม!
เสียงที่คล้ายดั่งสายฟ้าฟาดดังก้องไปทั้วทั้งบริเวณ ระลอกคลื่นที่เกิดจากใจกลางการประลองของทั้งสองคนแผ่ซ่านออกมาทั่วบริเวณด้วยอานุภาพที่คล้ายดั่งสามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปาน แม้แต่ผู้คนที่อยู่โดยรอบก็ยังรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ
แม้ว่าคนของตระกูลเฉาหลายคนจะผสานพลังกันแต่ก็ยังกระอักเลือดออกมา ทั้งยังถูกแรงปะทะทำให้ต้องล่าถอยไปหลายก้าว แรงระเบิดที่เกิดขึ้นในการต่อสู้มีอานาภาพอันน่าสะพรึงจนทำให้ผนึกโลกาที่สร้างขึ้นมาโดยรอบแตกกระจายออกไป
ใจกลางการต่อสู้นั้นเต็มไปด้วยซากปรักหักพังซ้ำยังมีร่องลึกและค่อนข้างยาวปรากฏขึ้นมา ในจุดสุดท้ายของร่องลึกนั้น...คือเมิ่งเฟยเอ๋อร์ เส้นผมของนางลอยสะบัดและกระอักเลือดออกมา
เสื้อผ้าบนร่างฉีกขาดจนเผยให้เห็นผิวเนียนน่าหลงใหล ทว่าเวลานี้กลับไม่มีผู้ใดสังเกตถึงเรื่องนั้น เพราะพวกเขาทั้งหลายต่างก็...กำลังตกตะลึง!
นึกไม่ถึงว่าเมื่ออยู่ภายใต้การปะทะที่ดุดันเช่นนี้แล้วผู้ที่พ่ายแพ้จะกลายเป็นเมิ่งเฟยเอ๋อร์ซึ่งล้มอยู่บนพื้นไร้ซึ่งกำลังจะสู้ต่อ ส่วนเงาร่างของอีกฝ่ายที่อยู่ท่ามกลางเศษฝุ่นควันกลับไม่ได้ขยับไปที่ใด และผู้ที่แม้จะมีเลือดสีแดงสดไหลออกมาแต่ก็ยังไม่ล้มลงก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง
ในชั่วพริบตาต่อมาความเงียบงันพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าครานี้ตระกูลเมิ่งจะพ่ายแพ้ในการกุมอำนาจพื้นที่ราบจงยาง!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
เมิ่งเฟยเอ๋อร์กัดฟันแน่นอยากที่จะลุกขึ้นยืน แต่เมื่ออยู่ภายใต้พลังมหาหัตถ์สยบมารร่างกายของนางก็ไร้ซึ่งพลังปราณอีกต่อไป นางกระอักเลือดออกมาอีกครั้งและทำได้เพียงมองอีกฝ่ายคว้าชัยชนะไปครอง
อาศัยพลังของตนเองในการเอาชนะชนรุ่นหลังของตระกูลเมิ่งไปสามคน แม้แต่ศิษย์ของพรรคเหมันต์สวรรค์ที่ศึกษาอยู่ในพรรคหนึ่งปีก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเมิ่งฝาน อีกฝ่ายเป็นผู้ใดกัน หรืออาจารย์ของเขาจะเป็นยอดฝีมือลึกลับแห่งอาณาจักรต้าก้าน!
เมิ่งเฟยเอ๋อร์กัดฟันแน่นพยายามจะลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทว่าร่างของนางกลับสั่นเทาแล้วล้มลงไปอีกครั้ง
“ข้าแนะนำว่าตอนนี้เจ้าไม่ขยับจะดีที่สุด เส้นแขนงปราณบนกายเจ้าถูกข้าทำลายไปกว่าครึ่ง หากไม่พักรักษาตัวให้ดีก็อาจจะส่งผลกระทบในภายหน้าได้!” เมิ่งฝานที่ยังคงยืนอยู่กับที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น แม้ว่าเขาจะไม่ชอบเมิ่งเฟยเอ๋อร์แต่อีกฝ่ายก็เป็นจอมยุทธ์ชนรุ่นหลังที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ตนเองได้พบเจอ จึงไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องเสียอนาคต
เมิ่งฝานรู้ดีว่าหากตนเองไม่ได้ใช้พลังมหาหัตถ์สยบมารในตอนท้าย เขาคงจะพ่ายแพ้ไปอย่างไม่ต้องสงสัย!
ดูเหมือนว่าคงต้องขอบคุณบุรุษชราของตระกูลเฉาผู้นั้นที่คุ้มครองแล้วล่ะ!
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบา ก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเจ้าแพ้แล้ว ตอนนี้...ไสหัวไปได้แล้ว!”
มันเป็นน้ำเสียงที่เยือกเย็นและทำให้สีหน้าเหล่าคนของตระกูลเมิ่งคล้ายดั่งกำลังเผชิญกับความตายก็ไม่ปาน ยามนี้แม้แต่เมิ่งหุนก็ยังทำตัวไม่ถูกเพราะนึกไม่ถึงว่าจุดจบจะเป็นเช่นนี้
สายตาของพวกเขาต่างก็จับจ้องไปยังเมิ่งเฟยเอ๋อร์ ส่วนเมิ่งเฟยเอ๋อร์ที่มองเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็นถูกเมิ่งเยี่ยนเอ๋อร์พยุงให้ลุกขึ้นมา ก่อนที่เมิ่งเฟยเอ๋อร์จะเอ่ยขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เมิ่งฝาน เจ้าแข็งแกร่งอย่างมาก แต่เรื่องราวในวันนี้ตระกูลเมิ่งจะไม่ยอมให้จบลงโดยง่ายเป็นแน่ พื้นที่ราบจงยางยกให้แก่ตระกูลเฉา แต่สำหรับเจ้า...ตระกูลเมิ่งของข้าจะต้องไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่นอน ชีวิตของเมิ่งซีและหมัดเงี้ยวโลกันตร์ของเจ้านั้นตระกูลเมิ่งจะต้องไม่ยอมให้มันจบลงโดยง่าย ต่อให้อาณาจักรต้าก้านจะใหญ่เพียงใดก็จะต้องไม่มีที่ให้เจ้ายืน!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ แต่หาได้มีความเย่อหยิ่งหรืออวดดีปรากฏขึ้นมาไม่ ซึ่งนั่นก็ทำให้เมิ่งเฟยเอ๋อร์กระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “เมิ่งฝาน ข้ายอมรับว่าเจ้าแข็งแกร่งอย่างมาก แต่สำหรับตระกูลเมิ่งซึ่งมีรากฐานที่ยิ่งใหญ่ เจ้าหาได้น่ายำเกรงไม่ แล้วสักวันหนึ่งหากเจ้าได้พบศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นสายเลือดของตระกูลเมิ่งอย่างพี่ใหญ่เมิ่งอวี่หุน เจ้าก็จะรู้เองว่าสิ่งใดคือยอดฝีมือที่แท้จริง!”
เมิ่งอวี่หุน!
เมื่อได้ยินดังนั้นหัวใจของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้าน หากบอกว่าเป็นผู้สืบสายเลือดของตระกูลเมิ่งย่อมต้องเป็นบุตรชายของเมิ่งเทียนเซิงเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าแม้แต่ผู้ที่มีพลังอันแข็งแกร่งอย่างเมิ่งเฟยเอ๋อร์ก็ยังเอ่ยถึงเมิ่งอวี่หุนด้วยนัยน์ตาที่แฝงไปด้วยความเคารพยำเกรงแล้วนั้น เมิ่งฝานจึงรู้ว่าบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงจะต้องอยู่ในขั้นพลังที่น่าสะพรึงเป็นแน่
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นจดจำชื่อนั้นเอาไว้ในใจ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ส่ง!”
เมิ่งเฟยเอ๋อร์กระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยว่า “กลับ!”
เมื่อนางพูดจบคนของตระกูลเมิ่งก็พากันเดินออกไป ผู้ที่เดินตามเมิ่งเฟยเอ๋อร์ล้วนแต่มีสีหน้าหม่นหมองใจแต่ก็จนปัญญา ทำได้เพียงเดินออกจากบ้านตระกูลเฉาเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเมิ่งเฟยเอ๋อร์และพวกจากไปแล้ว พลันมีเสียงดีใจดังขึ้นมาทั่วห้องโถงใหญ่
แทบจะในชั่วพริบตาต่อมาคนของตระกูลเฉาและตระกูลหวังต่างก็เข้ามายืนล้อมรอบเมิ่งฝาน แล้วพากันคุกเข่าข้างเดียวลงไปบนพื้นโดยมีเฉาติ่งเป็นผู้นำ แม้แต่ผู้อาวุโสของตระกูลและเฉาหลันก็ไม่เว้น
เมิ่งฝานมองไปรอบกายด้วยความชะงักงัน ก่อนจะรีบเอ่ยถาม “ทุกท่าน นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน!”
เฉาติ่งประสานมือแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ขอบคุณสหายน้อยเมิ่งฝานที่ช่วยเหลือ ข้าตระกูลเฉาและตระกูลหวังไม่มีสิ่งใดตอบแทน วันนี้นอกจากสหายน้อยจะช่วยเหลือพวกข้าแล้วก็ยังทำให้ตนเองต้องประสบกับปัญหาใหญ่อีกด้วย ฉะนั้นแล้วนับจากวันนี้ไปสหายน้อยเมิ่งฝานจะถือว่าเป็นผู้มีพระคุณต่อตระกูลเฉาและตระกูลหวัง เป็นเจ้าของพื้นที่ราบจงยาง หากผู้ใดล่วงเกินสหายน้อยข้าเฉาติ่งจะจัดการกับคนพวกนั้นอย่างไม่คิดชีวิต!”
เป็นน้ำเสียงที่เด่นชัดและทรงพลังทุกถ้อยคำ เดิมเฉาติ่งก็เป็นบุรุษที่ตรงไปตรงมาอยู่แล้ว และยามนี้เขาก็กำลังตื่นเต้นจนเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก แต่มันก็เต็มไปด้วยความจริงใจอย่างที่สุด ส่วนคนของตระกูลหวังเหล่านั้นก็พากันก้มหน้ารับ ไม่เพียงเพราะซาบซึ้งในบุญคุณของเมิ่งฝานแต่ก็ยังตกตะลึงในฝีมือของอีกฝ่ายด้วย หากผู้ที่เป็นดั่งดาวมฤตยูผู้นี้กลายเป็นศัตรูจะต้องน่าสะพรึงอย่างยิ่งเป็นแน่
เมิ่งฝานส่ายหน้า จากนั้นจึงรีบก้มลงไปพยุงเฉาติ่งขึ้นมา แล้วพูดว่า “ท่านเกรงใจเกินไปแล้วขอรับ ความจริงแล้ววันนี้หาได้มีเพียงเรื่องของพวกท่านไม่ ข้ากับตระกูลเมิ่งก็มีความแค้นต่อกันด้วยขอรับ ไม่ว่าอย่างไรข้าย่อมต้องลงมืออยู่แล้ว!”
“แต่หากไม่มีสหายน้อยพวกข้าก็คงต้องกลายเป็นทาสของพวกนั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นละก็...” เฉาติ่งตวัดฝ่ามือใหญ่ตบลงไปบนไหล่ของเมิ่งฝาน ทว่าร่างของเมิ่งฝานกลับโอนเอนไปจนเฉาติ่งตกใจ
“ขออภัยด้วยขอรับ ข้าสูญเสียพลังไปมากและต้องการพักผ่อนเสียหน่อย!” เมิ่งฝานส่ายหน้าเอ่ยขึ้นพลางยิ้มเจื่อน
เฉาติ่งพลันเข้าใจได้ในทันใดก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กำลังตำหนิตนเอง “เป็นเพราะข้าไม่ทันระวังเอง รีบพาสหายน้อยไปพักผ่อน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับ ขณะเดียวกันก็เอ่ยว่า “อีกอย่างขอรับ ข้าได้ศึกษาวิชามหาหัตถ์สยบมารของตระกูลท่านจนเข้าใจแล้ว ซึ่งความต้องการของบรรพบุรุษตระกูลท่านก็คือให้ข้าถ่ายทอดมันให้กับพวกท่าน หลังจากที่ข้าพักผ่อนจนหายดีก็ให้คนของตระกูลเฉามาศึกษาจากข้าได้เลยขอรับ แต่ทางที่ดีควรจะมาเพียงผู้เดียวเท่านั้น เพราะพลังของข้ามีจำกัด ที่เหลือก็คงจะต้องเป็นหน้าที่ของพวกท่านต่อไปแล้วล่ะขอรับ”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นคนของตระกูลเฉาต่างก็ดีใจจนแสดงออกบนใบหน้า
พวกเขานึกไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะถ่ายทอดวิชามหาหัตถ์สยบมารให้แก่คนของตระกูลเฉา และแน่นอนว่าพวกเขามิได้รู้ถึงเรื่องราวภายในศิลาสยบมาร
บุญคุณครั้งนี้นับว่ายิ่งใหญ่นัก คาดการณ์ได้เลยว่าหากภายหน้าตระกูลเฉามีวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวงไว้สืบทอด และมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งเกิดขึ้นมาสักคนก็จะสามารถหยั่งรากลึกและทรงพลังขึ้นมาในพื้นที่ราบจงยางได้อย่างไม่ยากนัก ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับตระกูลเมิ่งก็ยังพอมีศักยภาพที่จะต่อกรได้บ้าง!
เมื่อเรื่องราวการประลองภายในวิหารใหญ่แห่งนี้แพร่ออกไปก็ทำให้พื้นที่ราบจงยางตกอยู่ในความตกตะลึง ขณะเดียวกันชื่อเสียงของเมิ่งฝานก็กระฉ่อนไปทั่วทั้งบริเวณเช่นกัน โลกภายนอกเต็มไปด้วยเสียงคำเล่าลือครึกครื้น แต่เมิ่งฝานกลับนั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังปราณในร่างกายอย่างเงียบงันอยู่ที่ใดสักแห่งในสวนของตระกูลเฉา
เวลาผ่านไปหนึ่งวันเต็มๆ บาดแผลของเมิ่งฝานก็เกือบจะหายดีแล้ว เมื่อกวาดตามองไปรอบกายก็พบว่ามันเป็นภาพทิวทัศน์ที่ไม่เลวเลยก็ว่าได้ ยามนี้เขาอยู่ในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติของตระกูลเฉา สวนกว่าครึ่งของตระกูลจึงกลายเป็นสถานที่พักฟื้นของเขาและห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามารบกวน
เขาจิบน้ำชาให้ชุ่มคอแล้วพบว่ามันให้ความรู้สึกที่ไม่เลว หากเทียบกับการบำเพ็ญตนที่ยากลำบากสภาพแวดล้อมในเวลานี้ก็ทำให้เขาสบายใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องกลับเข้าสู่การบำเพ็ญตนที่ยากเข็ญดังเดิม...
นัยน์ตาอินทรีมองไปยังฟากฟ้าไกล มีเพียงการเติบใหญ่ท่ามกลางโลหิต
เมิ่งฝานส่ายหน้าแล้วเสพสุขกับสภาพแวดล้อมอันงดงามรอบกาย หลังจากที่ได้ต่อสู้กับเมิ่งเฟยเอ๋อร์เขาก็ได้รับความรู้มาไม่น้อย ขณะเดียวกันพลังปราณในร่างกายของเขาก็กำลังเดือนพล่านคล้ายดั่งกำลังจะบรรลุขั้นพลังก็ไม่ปาน
“ดูท่าคงต้องหาโอกาสที่เหมาะสมแล้วสินะ!”
เมิ่งฝานพึมพำออกมาเพียงลำพัง เขารู้ว่าถึงแม้ตนเองจะอยู่ในขั้นที่สามารถบรรลุได้แล้ว แต่หากต้องการก้าวขึ้นไปยังระดับเซียนก็ยังต้องใช้โอกาสด้วย ขณะที่เมิ่งฝานกำลังครุ่นคิดพลันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก
เมื่อหันกลับไปเมิ่งฝานจึงรู้ว่าเจ้าของกลิ่นนั้นเป็นร่างบางอรชร
นางสวมชุดสีขาว รูปร่างผอมบางและเกล้าผมขึ้นเก็บเอาไว้ เมื่อมาถึงข้างกายของเมิ่งฝานก็เปลี่ยนเหยือกชาให้เขาด้วยท่าทีที่คล้ายเด็กที่เชื่อฟังอย่างยิ่ง นางก็คือเฉาหลันแห่งตระกูลเฉานั่นเอง
เมื่อรู้ว่าเมิ่งฝานกำลังมองตนเองอยู่เฉาหลันก็คลี่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “รบกวนแล้ว อีกประเดี๋ยวข้าก็จะจัดเสื้อผ้าสำหรับอาบน้ำให้ท่านด้วย เมิ่งฝาน หากท่านต้องการสิ่งใดก็สามารถสั่งได้เลย ข้ายินดีที่จะทำตามทุกอย่าง”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของนางก็มองไปยังเมิ่งฝาน และคล้ายดั่งว่ามีระลอกคลื่นของสายน้ำเกิดขึ้นภายใน
นางในยามนี้คล้ายดั่งว่ากำลังยอมให้ผู้เป็นสามีสั่งการได้ตามอำเภอใจก็ไม่ปาน ไร้ซึ่งท่าทีอันหยิ่งทะนงเช่นก่อนหน้านี้ และนั่นก็ทำให้เมิ่งฝานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบา แต่เขาก็ยอมรับเลยว่าเฉาหลันที่น่ารักน่าเอ็นดูนั้นเป็นที่น่าเข้าไปสานสัมพันธ์ยิ่งกว่า ซ้ำยัง...มีเสน่ห์กว่าเดิมด้วย