ฝ่ารถติดเป็แพจนเข้าเขตมหาวิทยาลัยมาได้ น้ำใสรู้สึกหายใจโล่งจนเมื่อนำรถมาจอดในบริเวณที่จอดรถของสถาบัน ฯ เรียบร้อย น้ำใสจึงลงจากรถโดยไม่ลืมตรวจดูความเรียบร้อยว่าล๊อครถดีหรือไม่ ก่อนจะเดินลัดเลาะตามถนนในมหาวิทยาลัยเพื่อมายังสวนสาธารณะของมหาวิทยาลัยด้วยความเคยชิน
น้ำใสกวาดตามอง สีเขียวที่เห็นทำให้รู้สึกสดชื่นสถานที่แห่งนี้เป็ลานกว้าง ปลูกต้นไม้ทั้งเล็กทั้งใหญ่จนทั่วดูร่มรื่นมีโต๊ะหินสำหรับนั่งเล่นตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหลายจุดซึ่งส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ ตรงกลางสวนคือสระน้ำขนาดใหญ่ กลางสระคือน้ำพุพุ่งสูง เป็ละอองฟุ้งกระจายสระน้ำนี้ หลายครั้งมันกลายสภาพเป็สนามประลองของหนุ่มสาวหลายคนโดยการเหวี่ยงหินไปบนผิวน้ำแล้วพากันหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นมันแฉลบไปบนผิวน้ำเป็่ๆที่นี่เป็ที่ซึ่งนักศึกษาทั้งชายและหญิงใช้เป็สถานที่พบปะพูดคุยทำกิจกรรมหลายๆอย่าง บ้างก็นั่งดูหนังสือ ร้องเพลง ซ้อมกีฬา กินขนม และบางคู่ก็จู๋จี๋กันนั่นคือภาพชินตาที่น้ำใสเห็นอยู่ทุกครั้ง
น้ำใสเดินไปถึงใต้ต้นไม้ต้นใหญ่ใบรกครึ้มซึ่งทอดเงาบดบังความร้อนแรงของแสงแดด่สาย ๆโต๊ะหินที่ใต้ต้นไม้นั้นก็มีสุดาทิพย์กับภคกรเพื่อนสนิทของน้ำใสนั่งอยู่ทั้งสามคนสนิทสนมกันมาั้แ่เรียนชั้นปีหนึ่ง จนตอนนี้ทุกคนเป็รุ่นพี่ปีสามแล้วบนโต๊ะหินมีถุงขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมกระป๋อง
น้ำใสหย่อนก้นลงนั่งตรงข้ามคนทั้งคู่ระบายยิ้มทั่วทั้งหน้าพร้อมทักทายว่า
“รอนานมั๊ย” สุดาทิพย์มองร่างบางระหงผมตรงดำขลับยาวสลวยที่นั่งลงบนม้านั่งหินขัดเงาสีขาวขุ่นตรงข้ามนั้นอย่างสะท้อนใจ อายุก็ไร่เรี่ยกันว่ากันที่หน้าตา สุดาทิพย์เองก็ไม่ด้อยไปกว่าน้ำใสมากนักแต่ทำไมความสุขความสบายมันไม่เคยย่างกรายเข้ามาในชีวิตของหล่อนเลย ตลอดเวลาที่รู้จักกัน แม้ว่าน้ำใสจะนิสัยดี ไม่ถือตัวหรือเอาแต่ใจตัวเหมือนลูกคนรวยทั่วไปสุดาทิพย์ก็ยังอดรู้สึกถึงความแตกต่างของตัวเองกับน้ำใสอยู่ดี จะเรียน จะเล่นจะกิน จะเที่ยว ดูเหมือนน้ำใสจะพรั่งพร้อมไปเสียทุกอย่าง ลึก ๆแล้วสุดาทิพย์อยากเป็เหมือนน้ำใส อยากมีเหมือนน้ำใส แต่ชาตินี้คงเป็ไปไม่ได้หรือไม่ มันก็คงเป็ไปได้ยาก ยากเหลือเกิน
“ไม่หรอก เรากับทิพย์ก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน” ภคกรเป็คนตอบแล้วหันหน้าไปทางสุดาทิพย์ที่ยิ้มรับ
“เมื่อคืนนี้เป็ไงบ้าง อ่านหนังสือกันได้เยอะมั๊ย น้ำอ่านถึงตีสองกว่าเลยหล่ะกว่าจะได้นอน แถมอ่านแบบลวก ๆ พอให้จบก่อน ยังไม่ได้เน้นในรายละเอียดและสิ่งที่ควรจำหรือเมนหลัก ๆ เลย หนำซ้ำเกือบตื่นสายแน่ะ ดีนะที่คุณแม่ปลุกซะก่อน ไม่งั้นแย่แน่ ๆ” น้ำใสวางสัมภาระบนโต๊ะหินไปพลางพูดไปพลาง
“เราเองก็อ่านไปได้นิดหน่อย พอดีมันเผลอหลับซะก่อน” ภคกรบอกเสียงอ่อย
“เราอ่านจบหมดแล้วหล่ะ กำลังคิดว่าจะทบทวนอยู่พอดี”สุดาทิพย์ตาวาว รอยยิ้มผุดพรายขึ้นแทบจะทันทีเื่เดียวที่หล่อนไม่ด้อยกว่าใคร ก็คงจะเป็เื่เรียนนี่แหละเื่เดียวที่ทำให้สุดาทิพย์คิดเสมอว่าตนเองมีดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน
“ดีเลย งั้นทิพย์ก็ทบทวนไปด้วย แล้วติวให้น้ำกับกรไปด้วย ดีมั๊ย ได้ประโยชน์สองทางในเวลาเดียวกัน เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไง” น้ำใสเสนอหันหน้าไปทางภคกรหวังขอเสียงสนับสนุนซึ่งก็ไม่น่ามีปัญหา
“เออ เออ ใช่ ใช่” ภคกรยิ้มแป้นพยักหน้ารับเมื่อฟังน้ำใสเสนอ
“ได้จ๊ะ” สุดาทิพย์ตอบรับยิ้มน้อยๆ ตรงมุมปากให้เพื่อน ลูกคนรวยทั้งสองคนนี่นิสัยคล้ายกันเลยไม่ค่อยจะใส่ใจหรือรู้สึกทุกข์ร้อนอะไรบ้าง ใช่สิ ต่อให้เรียนไม่จบหรือจบแล้วไม่มีงานทำ ก็มีกินมีใช้อยู่ดี จะไปรู้สึกรู้สาอะไร ไม่เหมือนหล่อนลำพังค่าหน่วยกิตยังหาลำบาก ไม่ต้องคิดเื่กินเื่เที่ยวเลยถ้ามหาวิทยาลัยไม่บังคับ สุดาทิพย์ก็จะไม่ไปไหนให้เปลืองเงิน ฉะนั้นสุดาทิพย์จะสอบตกไม่ได้ เพราะหล่อนไม่อยากเสียเงินมาลงทะเบียนเรียนใหม่
ภคกรมองสองสาวตรงหน้า สองสาวสองสไตล์ที่มีดีไปคนละแบบสุดาทิพย์เหมือนเป็คนสองบุคลิก บางครั้งก็เฮฮาตามประสาวัยรุ่น แต่บางครั้งก็จะเงียบ ๆ นิ่ง ๆนั่นอาจจะเป็เพราะสุดาทิพย์คงมีปัญหาทางบ้าน เขาเองก็รู้บ้างคร่าว ๆแต่ที่ไม่ถามเพราะไม่อยากให้เพื่อนคิดมาก หรือกลัวว่าเขาจะรังเกียจแบ่งชั้นวรรณะใบหน้าที่คมเข้มของสุดาทิพย์ มันช่างเข้ากันได้ดีกับสีผิวที่ออกโทนสีแทนคือผิวเหลืองที่ไม่ถึงกับขาว แต่ก็ไม่ดำ ซึ่งถึงแม้จะคล้ำแต่ก็คล้ำแบบเนื้อเนียนเหมือนนางแบบทั้งหลายส่วนเื่เรียนสุดาทิพย์ตั้งใจเป็ที่หนึ่ง ไม่เคยเกเรเหมือนสาว ๆในมหาวิทยาลัยหลาย ๆ คนที่เขารู้จัก
สำหรับน้ำใส น้ำใสคือคนพิเศษสำหรับภคกรเสมอน้ำใสเป็สาวที่สดใสสมชื่อ น้ำใสเหมือนนางเอกในนิยายหรือนางเอกในละครทีวีซึ่งภคกรไม่เคยคิดว่าจะมีคนแบบนี้อยู่จริงภคกรรู้สึกสะดุดตากับน้ำใสั้แ่ครั้งแรกที่เจอกันตอนปฐมนิเทศเมื่อครั้งอยู่ปีหนึ่งแล้วตอนนั้น ขณะที่ตัวเขาและบรรดานักศึกษาใหม่ กำลังฟังอาจารย์บรรยายอบรมอยู่บนเวทีในหอประชุมของมหาวิทยาลัยจู่ ๆ น้ำใสก็ลุกขึ้นยืนพรวดพราด หันหลังขวับพร้อมกับะโเสียงดังลั่นว่า ‘ไอ้บ้ากาม’ จากนั้นก็ชกเปรี้ยงไปที่นักศึกษาชายคนที่นั่งอยู่ด้านหลังของเ้าหล่อนวีรกรรมอันนั้นของน้ำใส กลายเป็ทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปพักใหญ่ทีเดียวภคกรคิดว่าเขาโชคดีที่ได้เรียนอยู่คณะเดียวกันกับน้ำใส ยิ่งรู้จัก ยิ่งพบว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไร ๆ ในตัวหลายอย่างน่าสนใจ
สุดาทิพย์หยิบหนังสือและสมุดจดเล่มเล็ก ๆออกมาวางบนโต๊ะ แล้วบอกกับเพื่อนทั้งสองคนว่า
“เนี่ย ทิพย์ว่า พวกเรามาทบทวนแล้วก็จดสิ่งที่น่าสนใจหรือควรจำไว้ด้วยดีกว่าจะได้จำได้แม่น ๆ”
“ดีจ๊ะ” น้ำใสสนับสนุน
สมาธิของน้ำใสและสุดาทิพย์อยู่ที่ตัวหนังสือในตำราสองสาวหัวแทบจะชนกัน เอียงหน้าอ่านหนังสือ แล้วหันไปจดตัวอักษรลงสมุดเล่มเล็กของสุดาทิพย์ที่เตรียมมารอยยิ้มของสองสาวที่มีให้กัน ที่ภคกรเห็นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาโชคดีที่มีเพื่อนแบบสองคนนี่ ภคกรเห็นสองสาวคร่ำเคร่งกับตำราเรียน ชายหนุ่มจึงเบาใจ เอาไว้ค่อยขออ่านตอนสองคนนั่นทำเสร็จก็ได้ภคกรจึงเพลิดเพลินลอยหน้าลอยตากินขนมและน้ำอัดลมชายหนุ่มกางตำราแต่มือควานหาขนมในถุงหยิบเข้าปาก
น้ำใสได้ยินเสียงขยุกขยิกใกล้ ๆพอเงยหน้ามองเพื่อนหนุ่ม หญิงสาวจึงมองด้วยแววตาตำหนิการกระทำ
“กร นายไม่อ่านมั่งเหรอนั่นนะ”น้ำใสส่งสายตามองเลยชายหนุ่มไปที่หนังสือของเขาที่กางอยู่
“ก็เราอ่านมาบ้างแล้ว” ภคกรตอบคำเตือนของเพื่อนสาวแบบขอไปที
น้ำใสมองเพื่อนหนุ่มโยนเม็ดถั่วขึ้นฟ้าเงยหน้าอ้าปากรอรับเม็ดถั่วที่ร่วงหล่นลงมาพอดิบพอดีเข้าไปในปากแล้วส่ายหน้าก่อนจะหันไปอ่านหนังสือต่อ
“น้ำ อย่าไปยุ่งกับเขาเลย ถือว่าพ่อรวยก็งี้แหละ” สุดาทิพย์เหน็บเข้าให้แล้วก้มหน้าอ่านต่อทำทีไม่สนใจ
“นี่แน่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า” ภคกรแกล้งปาเม็ดถั่วไปโดนหัวสุดาทิพย์
“อุ๊ย อีตาบ้า” หญิงสาวร้องลั่นเหวี่ยงฝ่ามือไปเฉียดแขนเพื่อนหนุ่มซึ่งเอียงตัวหลบทันแล้วหันมาทำหน้าทะเล้นใส่
“น้ำ ดูนายกรซิ เอาถั่วมาขว้างใส่เรา”สุดาทิพย์ฟ้องน้ำใสหาพวก
“ก็ ทิพย์มาว่าเราก่อนทำไม” ชายหนุ่มโต้กลับไม่ลดละ
“ก็มันจริงนี่นา” อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้
น้ำใสกัดริมฝีปากขมวดคิ้ว แล้วหยิบหนังสือตบเบา ๆไปที่หัวไหล่ของเพื่อนชาย ส่งเสียงเข้มใส่ไปว่า
“เลิกเล่นได้แล้ว”
“ก็ทิพย์อยากมาว่าเราก่อนทำไม” ภคกรเหมือนยังไม่อยากเลิกรา
"แล้วทีนายล่ะ"สุดาทิพย์เองก็ใช่ว่าจะยอมง่าย ๆ เมื่อเห็นคนทั้งสองยังคงโต้เถียงกันไปมาไม่มีทีท่าว่าจะยุติน้ำใสจึงหยุดห้ามปรามเพราะนึกได้ว่า พูดไปก็เท่านั้นสู้ใส่ใจกับตัวอักษรในตำราดีกว่า น้ำใจจึงก้มหน้าลงไม่พูดอะไรอีก
ภคกรมองหน้าสองสาวโดยเฉพาะน้ำใสแล้วกลัวว่าสาว ๆ จะโกรธ ชายหนุ่มหน้าเสีย มองเพื่อนตาละห้อย ก่อนถามเสียงอ๋อย
“น้ำ โกรธเราเหรอ"
“เปล่าน้ำเพียงแต่กลัวว่ากรจะทำข้อสอบไม่ได้” น้ำใสตอบกลับด้วยสุ่มเสียงปกติ
“เราขอโทษนะ เราไม่เล่นแล้ว นะ นะ”ภคกรสำนึกผิด หันไปพยักพเยิดกับสุดาทิพย์ซึ่งก็ได้รับการตอบสนองด้วยการพยักหน้ารับน้ำใสยิ้มพอใจ มองภคกรที มองสุดาทิพย์ที แล้วบอกเพื่อนสนิททั้งสองไปว่า
“เราแค่อยากให้นายตั้งใจอ่านหนังสือเท่านั้นเอง เวลาที่มีค่าที่นายมีโอกาสใช้ ทำไมนายปล่อยให้มันผ่านไปโดยไร้ค่าล่ะถ้าเมื่อไหร่ที่นายเสียมันไปแล้ว นายไม่สามารถเรียกมันกลับคืนมาได้อีกครั้งหรอกนะ”
ภคกรเข้าใจเจตนาดีของน้ำใส ชายหนุ่มสูดลมหายใจ ยืดอก ขึงตัวนั่งหลังตรง ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนกางหนังสืออ่านอย่างตั้งใจ
หนุ่มสาวทั้งสามคน ตั้งอกตั้งใจทั้งดูหนังสือและพูดคุยติวตำรากันอย่างขะมักเขม้นเวลาผ่านไปพอควร น้ำใสยกมือซ้ายดูนาฬิกา ปิดตำราหันมาบอกเพื่อน
“ไป ไปกันเถอะ ได้เวลาเข้าห้องสอบแล้ว”
ทั้งสามคนเก็บรวบรวมสัมภาระลุกขึ้นโดยไม่ลืมทิ้งขยะลงถัง แล้วเดินไปทางตึกใหญ่ห้าชั้นซึ่งเห็นอยู่ลิบ ๆ พร้อมกับนักศึกษาคนอื่น
+++++++++++++++