เสียงฝนโปรยลงบนผ้าใบเต็นท์บาง ๆ
คัมภีร์รู้สึกตัวอีกครั้งหลังจากหมดสติไปนาน...ลืมตาช้า ๆเห็นใบหน้าของใครบางคนอยู่ใกล้แค่คืบ
“พี่คัมภีร์! พี่คัมภีร์!ได้ยินไหม?”
เสียงของมธุรสดังขึ้น
“เฮ้ย!มันฟื้นแล้ว ๆ” เสียงอีกคนดังขึ้น — เป็นักศึกษาฝึกงานที่มาด้วย
“คัมภีร์นายเข้าไปในป่าทำไม นายหายไปครึ่งคืนแล้วรู้ไหม!”
คัมภีร์ยังไม่ตอบสายตาเขาจ้องมธุรสด้วยแววที่แปลกไปจากเดิมเล็กน้อย
ราวกับว่า...อะไรบางอย่างในตัวเขา“ตื่นขึ้นมาแล้ว”
“มธุรส...?”
หญิงสาวหันมามองดวงตาแดงก่ำเล็กน้อยจากความกังวล
มือเธอถือผ้าชุบน้ำ วางลงบนหน้าผากเขาอย่างอ่อนโยน
“ตื่นสักที...พี่ทำให้ทุกคนใหมดเลยรู้ไหม”
คัมภีร์กะพริบตา พึมพำเสียงแ่
“พี่...หลงเข้าไปในป่า...แล้วก็เหมือนจะมี...ใครซักคนช่วยพี่ไว้...”
เธอพยักหน้าเบา ๆ
“ไม่ต้องเล่าตอนนี้หรอก...พี่ยังไม่แข็งแรงพอ”
มือของคัมภีร์ยกขึ้นคว้ามือเธอไว้
อุณหภูมิจากปลายนิ้วทำให้มธุรสชะงักไปเล็กน้อย
“ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้พี่...หายไป…”
เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“อย่าพูดเหมือนจะตายแบบนั้นอีกนะคะ…น้องไม่อนุญาตให้ใครหายไปง่ายๆ หรอก”
แล้วเธอก็ยังไม่ยอมดึงมือกลับ…
รุ่งเช้าดร.ชำนาญได้รับรายงานว่าคัมภีร์หมดสติกลางป่า
เขาเดินมาเยี่ยมด้วยสีหน้าหนักใจ
“เป็ยังไงบ้างคัมภีร์เมื่อคืนไปไหนมา”
“เมื่อคืนผมไม่รู้สึกตัวเลยหลังจากเดินกลับเต็นท์ ก็เจอต้องตากลางทาง แล้วทุกอย่างก็วูบไป หลังจากนั้น...
ผมฟื้นขึ้นอีกทีกลางดินชื้นมือเปื้อนโคลน”
ต้องตาหายไป
เสียงหวีดร้องของสางหญิงสาวดังลอยอยู่ลิบ ๆ ในพงหญ้า...
พื้นดินเหนียวเย็นเฉียบบีบรัดแขนขาเขาไว้แน่น คัมภีร์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นสายตายังพร่ามัว...ใบไม้สีคล้ำไหวเรี่ยใบหน้าความเงียบงันในป่าด้านเหนือของแคมป์นั้นผิดแผก ไม่ได้เงียบสงบ แต่เงียบแบบ“มีอะไรแอบฟังอยู่”
เขาพยายามยันตัวลุกขึ้นแต่หัวหนักอึ้ง ราวกับโดนพันธนาการด้วยบางสิ่งที่มองไม่เห็น
แล้วจู่ ๆเสียงกระซิบบางเบาก็แว่วมา...
“เ้า...ผู้ถือจิตบริสุทธิ์...ฟังข้า...”
คัมภีร์สะดุ้งเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้ามีเพียงม่านหมอกสีขาวบางๆ ลอยต่ำเหนือพื้นหญ้า
เขาแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ตรงนั้น— แต่หัวใจกลับเต้นแรงเกินควบคุม
“ใคร...ใครอยู่ที่นั่น!”
เสียงเขาแหบพร่า
“เ้าจะรู้...ว่าเืต้องจ่ายให้เื...”
“คำสัตย์จะถูกปลุก...และคนทรยศจักชดใช้ด้วยิญญา...”
น้ำเสียงนั้นไม่โกรธไม่เศร้า
แต่มันเยือกเย็นราวกับไอศพที่แช่ลึกในห้องโบราณพันปี
คัมภีร์เล่าจบดร.ชำนาญก็ถาม
“นายแน่ใจนะว่าไม่ได้ฝันไป?”
คัมภีร์พยักหน้า“แน่ใจครับ มันชัดเจนเกินกว่าจะเป็แค่ฝัน”
“และผมได้ยินชื่อหนึ่ง...อัญญาวดี...เธอบอกว่าเธอถูกฝังทั้งเป็...”
มธุรสขมวดคิ้วทันที“นั่นมันตรงกับจารึกที่เราพบเมื่อวันก่อน...”
คัมภีร์เบิกตากว้าง“ใช่...และเธอบอกว่า ‘พวกมัน’ จะเลือกแทนผม ถ้าผมไม่เลือกทาง...ผมไม่เข้าใจเลยว่าหมายถึงอะไร...”
เขาหันไปบอกดร.ชำนาญ
“อาจารย์ครับ...เมื่อคืนผมเห็นอะไรบางอย่าง”
“มันเหมือนวิหารหิน...กับเ้าหญิงคนหนึ่ง...เธอบอกว่าเธอเคยถูกฝังทั้งเป็...”
ดร.ชำนาญหน้าชาไปชั่วครู่
แล้วเขาก็พูดเบาๆ
“คัมภีร์...มีบางเื่ที่พวกเราไม่อยากพูด...เพราะกลัวจะทำให้พวกเธอหวาดกลัว”
“หมายความว่ายังไงกันแน่คะ?” มธุรสถามแทรก
ดร.ชำนาญถอนหายใจ
“พื้นที่ตรงนั้น...เคยมีชาวบ้านตายโดยไม่มีสาเหตุหลายครั้ง”
“บ้างก็ว่าถูกผีหลอกบ้างก็ว่าโดนของ...แต่อาจารย์ไม่เคยเชื่อ”
“จนกระทั่ง...เจอจารึกที่พูดถึงเ้าหญิงผู้ถูกฝังทั้งเป็...”
มธุรสกุมมือคัมภีร์ สีหน้าห่วงใย “พี่ก็นอนพักก่อน ถ้าอาการดีขึ้นค่อยลุกมาทำงานใหม่นะ”
คัมภีร์พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบางๆ
สายวันนั้น
เสี่ยโตเดินเข้ามาหาดร.ชำนาญพร้อมแผนที่เล็ก ๆในมือ
“อาจารย์ครับผมขออนุญาตทีมงานขุดตรงนี้เพิ่มเติมนะครับ...ดูจากแม่เหล็กแล้วตรงนี้น่าจะมีวัตถุโลหะฝังอยู่ใต้ดิน”
ดร.ชำนาญเงยหน้ามอง
“ตรงนั้นเป็แนวเขตต้องห้ามที่เรากำหนดไว้จากแผนภาพโบราณคดีดั้งเดิม”
“แต่ถ้าเราเจอสมบัติล่ะครับอาจารย์?” เสี่ยโตยิ้ม “แบ่งกันแบบแฟร์ ๆยังไงผมก็ไม่ลืมบุญคุณ”
“ผมขอคิดดูก่อน”
ดร.ชำนาญตอบเสียงเรียบก่อนเดินเลี่ยงไป
แต่เสี่ยโตหันไปทางลูกน้องคนสนิท“คืนนี้...ลุยเลยก็แล้วกัน พี่จัดคนขุดเงียบ ๆ ได้ใช่ไหม”
“ได้เลยครับนาย”
หลังจากเยี่ยมดูคัมภีร์แล้วมธุรสก็กลับมายังเต็นท์ของตนเอง
มือเธอคว้าแหวนวงเงินเก่าแก่ที่ใส่มาแต่ต้นโดยไม่รู้ที่มา
แหวนวงนี้...แม้เธอจะพยายามถอดออกหลายครั้งแต่ก็เหมือนมัน “ยึดติด” กับนิ้วเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ
เธอนั่งจ้องมันอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วค่อย ๆ ดึง...
“อึ่ก...!”
เธอขมวดคิ้วมันไม่ขยับแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น —ขณะที่มือเธอกำลังจะยกขึ้นอีกครั้ง
ไหหินขนาดใหญ่ตรงข้ามเต็นท์ที่เธอมองลอดผ้าใบออกไป
...ส่องประกายแสงขาววาบขึ้นมาแวบหนึ่ง!
เธอสะดุ้ง —แหวนร้อนวูบขึ้นทันทีที่เธอเข้าใกล้หน้าต่าง
เธอวางมือทาบที่อก
หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล...
"นี่มันอะไรกันแน่...ทำไมแหวนถึง...ร้อนแบบนี้..."
คืนนั้นทีมงานขุดลับหลังจากทุกคนเข้านอน
เสียงพลั่วกระทบโลหะดังตึงๆ สะท้อนในความเงียบของป่า
ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที
หนึ่งในคนงานชื่อ"มด" ร้องเสียงหลง
“โอ๊ย!ใครดึงขากู!”
เพื่อนคนอื่นหันมา— แต่ทันทีที่พวกเขาฉายไฟไปยังจุดเกิดเหตุ
ร่างของมดก็ถูกกระชากหายเข้าไปในเงามืดใต้ต้นไม้!
เสียงข่วนดินและเสียงกรีดร้องขาดห้วง
เืสาดกระเซ็นบนต้นไทรพันปี
เมื่อพวกเขาตามไปดูอีกที
ร่างของมดนอนนิ่งดวงตาเบิกโพลง
ตัวแห้งกรังเหมือนถูกดูดเืจนหมด...
เสียงกรีดร้องทำให้ทุกคนในแคมป์ตื่นขึ้น
รวมถึงต้องตาที่วิ่งหน้าซีดมายังศพ
เธอเอามือปิดปากแล้วหันขวับไปทางมธุรสที่เพิ่งเดินมาถึง
“เธอ!เธอมาั้แ่แรกใช่ไหม!”
“มันเริ่มจากที่เธอเข้ามา...เธอเอาผีที่ไหนมาด้วย!”
มธุรสเบิกตากว้าง“อะไรนะ!? คุณพูดอะไรออกมา!”
“ก็แหวนวงนั้นไง!ฉันเคยได้ยินจากยายฉัน...ว่าคนที่ใส่แหวนโบราณต้องคำสาปจะปลุกิญญาเฝ้าสุสานให้ตื่น!”
ฮุนเจียพ่อของต้องตาเดินเข้ามาห้าม“ต้องตา...อย่าเพ้อเจ้อ!”
แต่สายตาของลูกสาวเฮียร้านรับซื้อของเก่ายังคงจับจ้องมธุรส
เหมือนกำลัง"หวาดกลัว" และ "เกลียดชัง" ไปพร้อมกัน...
ต่อมาในเต็นท์บัญชาการ
ดร.ชำนาญกำลังคุยกับลูกสาวเสียงเครียด
“เราต้องหยุดการขุดตรงจุดนั้นก่อนจะมีนักข่าวมาวุ่นวายอีกไม่ได้”
“พ่อ...หนูไม่รู้ว่าคนตายนั่นเพราะอะไรแต่แหวนนี้ก็ไม่ใช่ของหนูอยู่ดี...”
มธุรสยื่นนิ้วให้พ่อดู
“แล้วมันก็ถอดไม่ได้...ทุกครั้งที่เข้าใกล้ไหหินมันจะร้อนจนแสบผิว”
ดร.ชำนาญชะงัก
“ลูกว่าอะไรนะ...?”
“แหวนวงนี้มัน...เหมือนจะมีชีวิตของมันเอง”
หลังจากเหตุการณ์คนงานตายลงอย่างสยดสยอง
ทุกคนแยกย้ายกลับเต็นท์ท่ามกลางความเงียบ และหวาดผวา
มธุรสยืนอยู่เงียบ ๆหน้ากองไฟใกล้แคมป์ เหม่อมองแสงไฟไหววูบ
คัมภีร์เดินมาหยุดข้าง ๆ ถือเสื้อคลุมในมือ
“หนาวไหม?”
เธอส่ายหน้าเบา ๆแต่ร่างกายกลับสั่นจนเขาสังเกตได้
โดยไม่รอคำอนุญาตเขาสวมเสื้อคลุมให้อย่างเบามือ
กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มจาง ๆ จากเสื้อของเขาทำให้มธุรสเผลอยิ้มเล็กน้อย
“รู้ไหมคะ หนูไม่คิดว่าตัวเองจะกลัวอะไรแบบนี้...”
คัมภีร์มองเธอ
“รสไม่ต้องแกร่งตลอดเวลาก็ได้นะ”
เธอหันมามองตาเขา พลางพูดเบา ๆ
“บางที...การมีใครสักคนคอยยืนข้างๆ แบบนี้...ก็ทำให้ไม่ต้องฝืนแล้วล่ะ”
เขายิ้ม พลางยกมือแตะไหล่เธอเบา ๆ
“พี่อยู่ตรงนี้แล้วครับ”
มธุรสยิ้มอย่างเขินอาย
เสียงลมหวีดผ่านแนวไผ่ด้านหลัง
แต่ตรงนี้...มีความเงียบที่อุ่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ฝันย้อนอดีต
คืนนั้น คัมภีร์เข้านอนในเต๊นท์
และเมื่อเปลือกตาปิดลง— ภาพหนึ่งก็ปรากฏชัด
เขายืนอยู่ในวิหารหินโบราณท่ามกลางบัลลังก์ประดับลวดลายสลักแบบขอมโบราณ
หญิงสาวในชุดสีขาวนวลนั่งบนบัลลังก์ดวงหน้าอ่อนช้อย ราชินีในนิทานหรือเทพธิดาในตำนาน?
เธอเอ่ยเบา ๆโดยไม่ขยับปาก
“ข้า...อัญญาวดีผู้ถูกทรยศ...ผู้ถูกฝังทั้งเป็พร้อมคำสาป...”
คัมภีร์พนมมือแน่นเหงื่อซึมเต็มหลัง
แต่หญิงสาวเพียงยื่นมือมาชี้ไปทางแสงสีแดงที่ส่องลอดหน้าต่างหิน
“จงจำไว้...เืแห่งเ้าคือกุญแจไขประตู์ หรือขุมนรก”
“หากเ้าไม่เลือกทาง...พวกมันจะเลือกให้เ้าเอง”
คัมภีร์สะดุ้งตื่นเขาลุกขึ้นมาเดินใกล้ลำธารด้านข้างแคมป์
เสียงสายลมพัดผ่านอย่างแ่เบา
แล้วคำกระซิบเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง...
“เืเ้า...จะเปลี่ยนชะตา...อย่าให้พวกมันลบอดีตอีก...”
“จงตื่น...ก่อนจะสายเกินไป...”
คัมภีร์หลับตาลงช้าๆ
เขารู้แล้วว่า...นี่ไม่ใช่แค่การขุดค้นทางประวัติศาสตร์ธรรมดาอีกต่อไป
คืนวันเดียวกันมธุรสฝันว่าเธออยู่กลางทุ่งไหหิน
มองเห็นเงาผู้หญิงผมยาวลากชายชุดยาวสีขาวเดินห่างออกไป
เธอพยายามวิ่งตามแต่เสียงหนึ่งกระซิบขึ้นข้างหู
“ผู้ที่สวมแหวน...จะเป็กุญแจเปิดโลงหิน...”
“ถ้าเืเ้าบริสุทธิ์...เ้าจะได้เห็นความจริงทั้งหมด...”
มธุรสสะดุ้งตื่น
หน้าผากชุ่มเหงื่อ
แหวนวงนั้น...เรืองแสงสีแดงจางๆ ใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ้าใบเต็นท์ลงมา
จบตอนที่ 4
( 9 ส.ค. 68 )
โปรดติดตามตอนที่5: ความจริงของแหวนอาถรรพ์