เมื่อได้ยินลูกสาวของตัวเองชมเชยแม่ของไป๋ฉีทั้งสามคนไม่ขาดปากทั้งหมิงเย่และกู่เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะสนใจ ต้องบอกก่อนว่าแม้แต่แม่บ้านที่คอยดูแลหมิงหรงมาตั้งแต่เด็กยังไม่เคยได้รับคำชมจากตัวของหมิงหรงเองขนาดนี้เลย หญิงสาวทั้งสามคนนั้นจะต้องพิเศษมากแน่ๆ
"หรงหรง หยุดชื่นชมแม่ของอาจารย์แล้วกินก่อนเถอะ อาหารจะเย็นหมดแล้ว"ไป๋ฉีกล่าวตักเตือนออกมา ทำให้หมิงหรงสะดุ้งเฮือกแล้วกลับมากินข้าวต่อในทันที ภาพหมิงหรงที่จดจ่อกับการกินข้าวเช่นนี้ทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารพากันขบขันไปตามๆกัน
"ทำให้เจ้าเด็กคนนี้ชื่มชมไม่ขาดปากได้ พ่อแม่ของเทพสงครามไป๋ฉีนี่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว"หมิงเย่กล่าวออกมา
ไป๋ฉีส่ายหน้า "พ่อแม่ของผมก็แค่หมอธรรมดาๆ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจอย่างที่คุณพูดหรอกครับ แค่พวกท่านใจดีมากก็เท่านั้น"
เมื่อได้ฟังไป๋ฉีกล่าว ทั้งกู่เย่เฉินและหมิงเย่ต่างมองไปยังไป๋ฉีด้วยแววตาที่หลากหลายในทันที พ่อแม่ของเทพสงครามไป๋ฉีเนี้ยนะจะเป็นคนธรรมดา แน่นอนว่าพวกเขาไม่เชื่อโดยเด็ดขาด คนธรรมดาที่ไหนกันที่จะทำให้ลูกเกิดมาเป็นอัจฉริยะขนาดนี้ได้
ถึงแม้ว่าบนโลกจะคำว่าปฏิหาริย์อยู่ก็ตาม แต่พรสวรรค์ที่ไป๋ฉีแสดงออกมาทั้งการเป็นนักวิจัยและการเป็นนักสู้มันก็มากเกินกว่าที่ปาฏิหาริย์จะให้ได้ไปแล้ว ในความคิดของพวกเขาอย่างน้อยไป๋ฉีก็น่าจะได้รับพรสวรรค์มาจากพันธุกรรมของพ่อกับแม่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่เป็นอัจฉิยะขนาดนี้
"เอาเป็นว่า ว่างๆฉันจะไปลองทำความรู้จักกับพ่อและแม่ของคุณบ้าง คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม"หมิงเย่กล่าวถาม ไป๋ฉีเองก็พยักหน้าตอบรับโดยไม่ขัดข้องอะไร ยังไงซะหมิงเย่ก็คือแม่ของลูกศิษย์ของเขา ไม่ช้าก็เร็วเธอก็ต้องได้พบกับพ่อแม่ของเขาอยู่ดี
หลังจากที่ทานอาหารกันจนเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งสองคนก็ไม่ได้รั้งอยู่นานนักและพากันกลับเครื่องบินรบของตัวเองไป ส่วนทางด้านไป๋ฉี ภรรยาของเขา และหมิงหรงเองก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเช่นเดียวกัน เพราะพรุ่งนี้พวกเขายังต้องบุกเบิกเพื่อเปิดเเผนที่ประเทศใหม่กันต่อไป
เช้าวันต่อมาแน่นอนทั้งเจ็ดคนต่างแยกย้ายกันออกไปตามเดิม ไป๋ฉีและหมิงหรงยังคงบุกเบิกเป็นสิ้นทางตรง ทว่าหลังจากที่บุกเบิกไปสักพักไป๋ฉีก็ต้องหยุดชะงักลงพร้อมกับถอยมาอยู่ข้างๆหมิงหรงสายตากวาดไปทั่วบริเวณใบหน้าดูจริงจังยิ่ง
"หรงหรง ตั้งแต่เช้าพวกเราฆ่าอบิสระดับเทพสงครามไปกี่ตัวแล้ว"ไป๋ฉีกล่าวถาม
"เอ๋! ยี่สิบตัวค่ะ เป็นสถิติใหม่เลยก็ว่าได้ เพราะปกติหนึ่งวันพวกเราจะฆ่าอบิสระดับเทพสงครามได้ประมาณห้าถึงแปดตัวเท่านั้น"หมิงหรงตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"อืม อบิสระดับเทพสงครามมันเยอะขึ้นมากจริงๆ ดูเหมือนว่าแถวนี้จะมีอะไรพิเศษ"ไป๋ฉีบ่นพึมพำ
'เสี่ยวไป๋ ช่วยตรวจสอบให้หน่อยได้หรือเปล่า'ไป๋ฉีถามในใจ เด็กน้อยครึ่งมังกรที่ได้ยินก็ตอบรับจากนั้นก็เชื่อมต่อตัวของเธอเข้ากับหอคอยจักรวาลแผ่รัศมีตรวจสอบออกไป
ภายในระยะเวลาไม่นานเสี่ยวไป๋ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับความตื่นเต้นในแววตา "แถวนี้มีจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติเจ้าค่ะนายท่าน แถมยังเป็นจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติที่สะสมพลังมานานมากเพราะแค่ไอพลังเท่านั้นก็ถึงกับสร้างสัตว์อสูรระดับเทพสงครามได้มากถึงขนาดนี้"
แววตาของไป๋ฉีเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นในทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น 'ระบุได้หรือเปล่าว่ามันอยู่บริเวณไหน?'
"ตรงไปข้าหน้าอีกสิบกิโลเมตรน่าจะเจอนะเจ้าคะ แต่เสี่ยวไป๋อยากให้ท่านระมัดระวังให้มาก ไม่แน่เจ้าถิ่นแถวนั้นอาจจะเป็นอบิสระดับครึ่งก้าวนักรบแห่งดวงดาวเหมือนเจ้าต้นไม้ยักษ์ที่เราเห็นกลางทะเลต้นนั้น"
ไป๋ฉีพยักหน้า จากนั้นเรียกเครื่องบินรบของตนเองในทันที และหันไปกล่าวกับหมิงหรงว่า "หรงหรงกลับไปรอที่เครื่องบินก่อน ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก ไม่แน่ข้างหน้าอาจจะมีอบิสระดับจ้าวพิภพ เธอต้องนั่งดูห่างๆอยู่บนเครื่องบินเพื่อความปลอดภัยเข้าใจไหม"
หมิงหรงพยักหน้า "อาจารย์ระวังตัวด้วยนะคะ"
กล่าวจบเธอก็ใช้ความสามารถของชุดเกราะบินกลับไปยังเครื่องบินในทันทีและคอยติดตามเฝ้าดูอาจารย์อยู่ห่างๆ ส่วนไป๋ฉีเมื่อหมิงหรงไปแล้ว เขาก็มุ่งตรงไปหาจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติโดยไม่รอช้า
แน่นอนระหว่างทางเขาก็สังหารอบิสระดับเทพสงครามที่ขวางหน้าไปมากมาย จนในที่สุดเขาก็ได้พบเข้ากับบึงน้ำกลางป่า ที่ใจกลางบึงนั้นมีดอกบัวสีขาวขนาดใหญ่กำลังผลิบาน
ไป๋ฉีสังเกตุรายละเอียดของมันปรากฏว่าตรงกลางของดอกบัวมีสิ่งที่คล้ายกับลูกแก้วสีน้ำเงินเข้มอยู่ด้านใน ซึ่งตัวลูกเเก้วสีน้ำเงินนี้เองที่แผ่ไอพลังออกมาให้เหล่าอบิสทั้งหลายบริเวณนี้ได้ดูดซับจนกลายเป็นระดับเทพสงครามกันได้ง่ายๆ
"ดูเหมือนจะเป็นธาตุน้ำนะเจ้าคะ น่าเสียดายจริงๆที่นายท่านไม่มีธาตุน้ำ ธาตุน้ำแข็ง หรือไม่ก็ธาตุไม้ ไม่อย่างนั้นมันจะมีประโยชน์กับนายท่านอย่างไม่ต้องสงสัย"
"อ้าว มันไร้ประโยชน์สำหรับฉันงั้นหรือ?"ไป๋ฉีกล่าวถาม
เสี่ยวไป๋ส่ายหน้า "ไม่ถึงขนาดไม่มีประโยชน์หรอกนะเจ้าคะ มันก็แค่ไม่คุ้มที่นายท่านจะดูดซับมันเท่านั้น เสี่ยวไป๋จึงอยากจะแนะนำให้นายท่านเก็บเอาไว้ให้คนอื่นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมดูดซับมันจะดีกว่า"
"ถ้าอย่างนั้นก็ให้โรสกับโนอาดูดซับด้วยกันเลยดีไหม เพราะทั้งสองมีธาตุน้ำแข็ง"ไป๋ฉีเริ่มพิจารณา
เสี่ยวไป๋กล่าว "ไม่ได้เจ้าค่ะ ทั้งสองคนนั้นแม้จะมีธาตุน้ำแข็ง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าทั้งสองนั้นหนึ่งคนเปลวเพลิงฟินิกซ์อีกหนึ่งคนมีเพลิงสุริยันที่ได้รับการสืบทอดจากนายท่าน แม้มันจะไม่ร้อนแรงเท่าแต่ก็ถือเป็นเปลวเพลิงชั้นสูง การที่มันอยู่กับธาตุน้ำแข็งธรรมดาๆของพวกเธอได้นั้นก็ถือว่าปฏิหาริย์เต็มที"
"หากนายท่านให้พวกเธอดูดซับจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติเข้าไป ธาตุน้ำของมันไม่ถูกระเหยด้วยไฟ ก็อาจจะไปส่งเสริมธาตุน้ำเเข็งจนสมดุลแห่งพลังของพวกเธอพังทลาย ผลของมันก็อย่างเบาสุดก็น่าจะพิการและกลายคนคนธรรมดา ส่วนร้ายแรงที่สุดก็คือความตาย"
ไป๋ฉีได้ยินก็ถึงกับหน้าซีด เขาไม่คิดว่าการใช้จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติจะต้องคำนึกถึงอะไรมากมายขนาดนี้ "ตงลง งั้นไปเก็บมันมาก่อนแล้วก็กัน ค่อยว่ากันทีหลังว่าจะให้ใคร"
กล่าวจบไป๋ฉีก็พุ่งทะยานไปยังใจกลางสระใหญ่ มือของเขาอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นก็จะคว้าจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติได้ ทว่าด้วยสัญชาติญาณชายหนุ่มชักมือกลับแล้วถอยหร่นออกไปจากบริเวณนั้นในทันที ด้านล่างของบึงน้ำเขาพบเห็นดวงตาสีน้ำเงินขนาดมหึมาปรากฏขึ้น
ไป๋ฉีคิ้วขมวดชุดเกราะทไวไลท์ดราก้อนปกคลุมร่างกายเต็มรูปแบบพร้อมกับดาบและมีดบินสีดำที่ปรากฏออกมา จากนั้นตั้งท่าพร้อมสู้รบในทันที
ต่อมาเจ้าของดวงตาคู่มหึมานั้นก็โผล่พ้นน้ำ ไป๋ฉีที่ได้เห็นถึงกับเงยหน้าขึ้นมองไปที่มันอย่างไม่วางตา เพราะภาพเบื้องหน้าคืออสรพิษขนาดใหญ่ แต่หากจะให้พูดมันคล้ายกับน้ำที่ก่อตัวขึ้นเป็นอสรพิษเสียมากกว่า
"โชคดีกว่าที่คิดนะเจ้าคะ อุโรโบรอส ระดับจ้าวพิภพขั้นปลาย หากใช้ชุดเกราะดาร์ก เอ็มเพอร์เรอร์และมีไหวพริบในการต่อสู้ก็น่าจะชนะได้"
ไป๋ฉีได้ยินเสียงของเสี่ยวไป๋ก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ทว่าเขายังไม่คิดจะใช้ชุดเกราะดาร์กเอ็มเพอร์เรอร์ในตอนนี้ เนื่องจากว่าชายหนุ่มต้องการทดสอบพลังของชุดเกราะทไวไลท์ดราก้อนที่พึ่งปรับปรุงมาใหม่ แถมยังอยากจะรู้ด้วยว่าฝีมือของตนเองนั้นเพียงพอที่จะปะทะกับอบิสระดับจ้าวพิภพขั้นปลายแล้วหรือยัง