หญิงสาวผู้กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ขยับขาแว่นที่เริ่มหลวมเล็กน้อยขณะเพ่งสายตาไปยังคอมเม้นต์ของนักอ่านที่พิมพ์ไว้ใต้นิยายตอนล่าสุดที่เธอเพิ่งจะลงให้อ่านไปเมื่อวานนี้
แน่นอนว่าต้นหลิวไม่เคยจะมองข้ามคอมเม้นต์ของพวกเขาเ่าั้คิดเสมอว่ามันคือกำลังใจและแรงผลักดันทำให้ตนมีไฟปั่นงานต่อได้ในทุกวัน
อันที่จริงการคิดพล็อตเื่สำหรับเธอนั้นไม่นับว่ายากเท่าใดนักมันมักจะไหลมาได้เสมอในทุกๆ ลมหายใจเข้าออกไม่ว่าจะ กิน เดิน นั่ง นอนไม่เว้นแม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำ แต่สิ่งที่ยากจริงๆและถือว่าหินสุดนั้นคือการจะลงมือพิมพ์ต่างหากโดยเฉพาะการวางโครงเื่ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์เพื่อไม่ให้เนื้อหามันน่าเบื่อซ้ำซากจนเกินไปดังนั้นจึงมีบ่อยครั้งที่สมองตันจนคิดตอนต่อไปไม่ออกเอาเสียดื้อๆ
หล่อนภูมิใจมากที่มาถึงวันนี้ได้…
ใครเลยจะคิดว่านักเขียนต๊อกต๋อยที่เพียงแต่เขียนนิยายเป็งานอดิเรกเคยทำงานประจำมีรายได้เดือนหนึ่งไม่เกินหมื่นสองหลังจากตัดสินใจลาออกจากงานอันน่าเบื่อไม่คุ้มค่าแรงแล้วผันตัวมาทำอาชีพนักเขียนออนไลน์ที่รักอย่างเต็มตัวจะใช้เวลาเพียงสองปีเศษดันตัวเองจนมีผู้ติดตามและแฟนคลับอย่างล้นหลามเหมือนอย่างทุกวันนี้
[รีบมาต่อนะคะไรท์หนูรอตอนต่อไปใจจะขาดแล้ว]
[ตอนจบพี่เมฆจะมีลูกกับพุดซ้อนหรือเปล่าคะขอให้มีเถอะนะเอ็นดู]
[อย่าปล่อยคนอ่านรอนานนะคะ เลิฟๆ]
[ทำไมคนแต่งใจร้ายจังกว่าพระนางจะได้อยู่ด้วยกันก็เกือบท้ายเื่]
ระหว่างที่กำลังอมยิ้มมีความสุขพร้อมกับลากสายตาอ่านฟีดแบ็กจากแฟนนิยายด้วยหัวใจอันพองโตอยู่นั้นก็ต้องมาสะดุดเข้ากับคอมเม้นต์หนึ่งซึ่งเป็ประโยคเชิงตัดพ้อที่ว่า
‘คนแต่งใจร้ายกับตัวละครมาก’
คนแต่งใจร้าย…ยกยิ้มมุมปากนิดๆพลางหัวเราะและรำพึงกับตัวเองในใจว่า
เด็กน้อยเอ๊ยไม่รู้หรือไงว่าสิ่งที่จะทำให้รู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ มันก็อยู่ที่ตรงนี้นี่แหละวิธีที่จะทำให้ผู้อ่านต้องเห็นใจและเอาใจช่วยตัวละครก็คือการบีบคั้นให้ตัวละครที่พวกเขาตกหลุมรักจนหมดใจนั้นต้องจนมุมประสบพบเจอกับเื่เลวร้ายในรูปแบบต่างๆเรียกว่ายิ่งโหดร้ายยิ่งบีบหัวใจเท่าไหร่ยิ่งดี
นี่แหละคือสไตล์การเขียนของเธอซึ่งต้นหลิวค้นพบว่ามันสามารถดึงดูดให้คนเข้ามาอ่านได้ลุ้นและเอาใจช่วยไปกับตัวละครในนิยาย
เธอตั้งชื่อให้แผนนี้ว่า‘ยุทธการทารุณผล’
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขณะที่ต้นหลิวกำลังตั้งอกตั้งใจ เคาะแป้นพิมพ์รัวๆ เพราะต้องรีบปั่นงานให้เสร็จทันตอนจบในวันนี้และคนที่เดินเข้ามาก็ไม่รอรีให้เ้าของห้องเอ่ยอนุญาตแต่อย่างใดหล่อนก้าวเข้ามาพร้อมกับจานข้าวที่พูนจนเกือบล้นโปะหน้าด้วยไข่ทอดก่อนวางมันลงบนโต๊ะ แล้วบอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ระคนเบื่อหน่ายว่า
“กินซะ…ข้าวปลาไม่ยอมออกไปกินนี่แกจะนั่งหน้าคอมแบบนี้อีกกี่ชั่วโมงกัน”
“อีกนิด อีกนิดเดียวก็จะจบแล้ว”
ต้นหลิวเงยหน้าจากจอคอมเล็กน้อยเพื่อตอบกลับขณะที่นิ้วมือยังคงเคาะแป้นพิมพ์รัวๆไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด พูดเสร็จก็ก้มหน้าก้มตาลงพิมพ์ต่อ
“แกอยู่แบบนี้สามวันแล้วนะแกได้นอนบ้างหรือยังเนี่ย” หล่อนยังคงเซ้าซี้ด้วยท่าทางเป็ห่วงมองร่างบางของน้องสาวที่อายุห่างกันเกือบห้าปีซึ่งบัดนี้เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับจอคอมไม่ยอมออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันจะเข้าวันที่สามได้แล้ว
“ยังไม่ได้นอนเลย…แต่เดี๋ยวอีกนิดก็จะเสร็จแล้วตอนนี้หัวกำลังแล่นเลย พี่อย่าเพิ่งกวนฉันตอนนี้นะ ออกไปก่อนเดี๋ยวถ้าทำเสร็จจะกินเอง…ขอบคุณค่ะ”
นักเขียนสาวผู้ไม่นอนมาสามคืนตัดบทด้วยการไล่พี่สาวตนออกไปจากห้องไม่งั้นคงไม่มีสมาธิเพราะหลอนต้องเอาแต่บ่นไม่หยุดเหมือนแม่คนที่สองแบบนี้ต่อไปเป็แน่
คนโดนผลักไสยืนรีรออยู่อึดใจหนึ่งก่อนระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วจึงค่อยเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูให้เสร็จสรรพ
“เย้”
เวลาผ่านไปไม่นานนักหลังจากเกลาภาษาเป็ที่เรียบร้อยในที่สุดก็ทำเสร็จสักทีตอนนี้ก็เหลือแค่กดเปิดให้นักอ่านที่รักของเธอได้อ่านแล้วสินะ
ต้นหลิวยิ้มกว้างด้วยความปลื้มปีติอีกแค่สามตอนเท่านั้นนิยายที่ตนสรรค์สร้างมาเป็เวลาเกือบหกเดือนเต็มด้วยมันสมองอันน้อยนิดก็จะจบบริบูรณ์เสียที
ทว่า…
ระหว่างกำลังยิ้มกริ่มด้วยความภาคภูมิใจปนโล่งอกและเลื่อนเมาส์เพื่อที่จะคลิกปุ่มอัปอยู่นั้นจู่ๆ จอคอมตรงหน้าก็ปรากฏแสงสว่างวาบออกมาหญิงสาวััได้ถึงบรรยากาศแปลกประหลาดรอบตัวคล้ายว่าในห้องถูกอัดแน่นด้วยแรงกดอากาศบางอย่างมือที่จับเมาส์ไว้เริ่มสั่นเทาในช่องท้องแปรปรวนจนเธอรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียนออกมา ลมหายใจติดขัดขึ้นทุกขณะหัวใจก็พลันเต้นรัวเร็วขึ้น จนกระทั่งรู้สึกว่ามีบางอย่างมาจุกตรงลิ้นปี่บ้านหมุนราวกับเกิดแผ่นดินไหว ทุกอย่างพลันพร่าเลือนลงไป
‘พะ’
เ้าของร่างบางพยายามที่จะอ้าปากเพื่อร้องประโยคสักประโยคออกมาแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงแค่อ้าปากพะงาบๆ คล้ายกับปลาที่กำลังจะขาดน้ำตาย
….สติสุดท้ายพลันหลุดลอยหายไป
ภาพตรงหน้าค่อยๆ มืดดับ