หลิงเทียน : การกลับมาของเทพสงครามไร้พ่าย

    บทที่ 35 การประลองโอสถเปิดฉาก คู่ควรเพียงแหงนมอง?

            "เจ้าตำหนักขอรับ ข่าวเพิ่งแจ้งมาว่าหลิงเทียนผู้นี้บุกสังหารตีฝ่าขึ้นมาจากบันไดไต่สวรรค์ ศิษย์ฝ่ายนอกสิบคนที่เฝ้าบันไดตายไปหนึ่ง ส่วนอีกเก้าคนบาดเจ็บสาหัสขอรับ!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งก้าวขึ้นมา เอ่ยกระซิบข้างหูของเฟิงอู๋จี้ด้วยน้ำเสียงเบา

     

            "ขยะแท้ ๆ ขยะทั้งนั้น!"

     

            เฟิงอู๋จี้โกรธจนแทบอกแตกตายแล้ว!

     

            ยามนี้เขาไม่มีเวลามานั่งคิดแล้วว่าหลิงเทียนหลุดพ้นจากบันไดไต่สวรรค์มาได้อย่างไร เพราะในเวลานี้หลิงเทียนได้ย่ำรอยเท้าเลือดสีแดงเข้มก้าวทีละก้าวเข้ามาจนถึงลานกว้างแล้ว

     

            "เฟิงรั่วเฉินใช่หรือไม่? อย่างเจ้าน่ะหรือ คิดจะหมายปองเยว่เอ๋อร์? เจ้าคู่ควรแล้วหรือ?"

     

            บนเส้นทางก่อนเข้าสู่ประตูสำนัก หลิงเทียนได้ยินคำกล่าวของเฟิงอู๋จี้บนแท่นสูงแล้ว

     

            เฟิงรั่วเฉินผู้นี้วางแผนได้แยบคายยิ่งนัก หากคว้าอันดับหนึ่งในการประลองของสำนักเฉียนหยวนได้สองรายการ ย่อมสามารถขึ้นเป็นศิษย์สืบทอด ถึงยามนั้นชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย แล้วค่อยแต่งอันฉือเยว่เข้ามา

     

            ในเมื่อวันนี้เขามาถึงแล้ว เช่นนั้นเขาจะทำให้เฟิงรั่วเฉินผู้นี้ไม่ได้อะไรกลับไปเลยสักอย่างเดียว ผู้ใดบังอาจหมายปองอันฉือเยว่ ต้องตายสถานเดียว!

     

            "เจ้าว่าอย่างไรนะ?"

     

            เฟิงรั่วเฉินทั้งตกใจทั้งแค้นเคือง ใบหน้าอันหล่อเหลากระตุกเกร็ง เดิมทีเขาเป็นถึงอัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักเฉียนหยวน ทว่ายามนี้กลับถูกขยะรับใช้ผู้นี้เหยียดหยามถึงสองครั้งสองครา

     

            ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งนี้ยังเป็นการเหยียดหยามต่อหน้าผู้ฝึกตนแห่งแดนใต้มากมาย ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความโกรธ แทบหักห้ามใจไม่อยู่ชักกระบี่ออกมาฟันหลิงเทียนให้ตายคามือ เพื่อระบายความแค้นในใจ!

     

            "เด็ก ๆ นำตัวศิษย์รับใช้สามหาวผู้นี้ไปสังหารเสีย ก่อกวนงานชุมนุมใหญ่ของสำนัก โทษประหารชีวิต!"

     

            หลิวจื่อเหยาแห่งตำหนักโอสถแผดเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราด ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานหลายคนทำท่าจะก้าวออกมาจับกุมตัวหลิงเทียนทันที

     

            วันนี้เป็นวันสำคัญของสำนักเฉียนหยวน การที่เขยแต่งเข้าขยะคนหนึ่งมายืนอยู่กลางสนามประลอง ถือเป็นการขายหน้าสร้างความอับอายให้แก่สำนักเฉียนหยวนทั้งสำนัก!

     

            "ช้าก่อน!"

     

            ทว่าในยามนั้นเอง ตงฟางจิ้ง คุณหนูใหญ่แห่งจวนเจ้าเมืองผู้ประทับอยู่บนตำแหน่งประธานบนแท่นสูง กลับยืนขึ้นเอ่ยปาก "เจ้าตำหนักเฟิง หากฟังไม่ผิด เมื่อครู่ท่านเพิ่งกล่าวว่าศิษย์สำนักเฉียนหยวนคนใดก็สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมใหญ่ของสำนักได้มิใช่หรือ? หรือว่าศิษย์รับใช้ ไม่นับว่าเป็นศิษย์กันเล่า?"

     

            เมื่อสิ้นเสียงของตงฟางจิ้ง ทั่วทั้งสนามประลองของสำนักเฉียนหยวนก็พลันเงียบสงบลงในทันใด เพราะนี่คือคำกล่าวของคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจ้าเมือง วาจาของนางย่อมเป็นตัวแทนของจวนเจ้าเมือง

     

            ทว่าตงฟางจิ้งมีฐานะสูงส่งเพียงใด และหลิงเทียนมีฐานะอย่างไร คนสองคนที่แตกต่างกันดั่งฟ้ากับดิน ตงฟางจิ้งกลับเอ่ยปากออกรับแทนศิษย์รับใช้คนหนึ่งหรือ?

     

            "นี่..."

     

            ชั่วขณะนั้น แม้แต่เฟิงอู๋จี้ก็ถึงกับชะงักตะลึงไป อย่างไรวาจาของตงฟางจิ้ง เขาก็ไม่อาจทำเป็นหูหนวกตาบอดได้

     

            "ถูกต้อง ในเมื่อกฎระเบียบเป็นเช่นนี้ คนผู้นี้ย่อมมีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองโอสถ ปล่อยให้เขาลองดูสักนิดจะเป็นไรไป แม้จะเป็นเพียงศิษย์รับใช้ แต่ก็สามารถแสดงถึงความใจกว้างของสำนักเฉียนหยวนได้มิใช่หรือ?" ผู้อาวุโสฉานซินแห่งหุบเขาเฟินเซียงก็เอ่ยปากขึ้นเช่นกัน

     

            แม้ฟังดูคล้ายช่วยไกล่เกลี่ย แต่ทว่าทุกถ้อยคำกลับแทงใจดำ ต้อนเฟิงอู๋จี้จนมุมเข้าชนฝาโดยตรง

     

            "ฮ่า ๆ ถูกต้องแล้ว เจ้าตำหนักเฟิง ท่านจะรังแกคนเพียงเพราะเขาเป็นเขยแต่งเข้าและเป็นศิษย์รับใช้ไม่ได้กระมัง? อีกอย่าง ถือโอกาสนี้ให้พวกเราได้ชมหน่อยเป็นไร ว่าเขยแต่งเข้าอันดับหนึ่งแห่งสำนักเฉียนหยวนของท่าน มีความสามารถล้ำเลิศเพียงใดกันแน่!"

     

            ชุยกว๋อ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักหวงจี๋ที่อยู่ข้าง ๆ ก็แค่นหัวเราะเอ่ยขึ้นเช่นกัน เขาหาได้เอ่ยปากช่วยหลิงเทียนไม่ เพียงแต่ต้องการเห็นสำนักเฉียนหยวนต้องขายหน้าเท่านั้นเอง!

     

            "เขยแต่งเข้าอันดับหนึ่ง!?"

     

            ชั่วขณะนั้น เหล่าผู้ฝึกตนแห่งสำนักเฉียนหยวนต่างก็เดือดดาลด้วยความอับอาย เพราะคำคำนี้ นับเป็นการลบหลู่เหยียดหยามสำนักเฉียนหยวนอย่างใหญ่หลวงจากสำนักหวงจี๋

     

            นึกภาพออกเลยว่า หลังจากผ่านพ้นวันนี้ไป ทั่วทั้งแดนใต้ สำนักเฉียนหยวนจะตกเป็นที่หัวเราะเยาะ และถูกตีตราว่าเป็นสำนักเขยแต่งเข้าอย่างแน่นอน!

     

            ทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนที่ยืนอาบเลือดอยู่กลางสนามประลองผู้นั้น... หลิงเทียน!

     

            "เอาล่ะ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตำหนักผู้นี้ก็จะอนุญาตให้เจ้าเข้าร่วมการประลองโอสถ! แต่หากเจ้าเจตนามาก่อกวนงานชุมนุมใหญ่ของสำนักเฉียนหยวน ข้า เฟิงอู๋จี้ จะไม่ละเว้นเจ้าเป็นอันขาด!"

     

            เฟิงอู๋จี้ข่มขู่เสียงแข็ง แม้จะถูกบีบบังคับจากหลายฝ่ายจนต้องจำใจยินยอม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยให้หลิงเทียนกำเริบเสิบสานต่อไป เขามีวิธีนับร้อยนับพันที่จะทำให้หลิงเทียนผู้นี้ อยู่มิสู้ตาย นึกอยากตายก็ตายไม่ได้!

     

            "ช่างเป็นคนที่น่ารังเกียจเสียจริง!"

     

            ทางด้านตำหนักโอสถ หลิวจื่อเหยาก็แค่นเสียงอย่างเย็นชา ก่อนหน้านี้ที่หุบเขาศิษย์รับใช้ หลิงเทียนก็เคยทำให้นางต้องอับอายขายหน้ามาแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่ามาวันนี้ หลิงเทียนยังจะโผล่หัวออกมาทำให้ผู้คนต้องขยะแขยงอีก

     

            "สามี..."

     

            บนแท่นสูง อันฉือเยว่ซึ่งใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาบ้างแล้ว ยืนมองหลิงเทียนที่อยู่เบื้องล่างจากระยะไกล เปลวไฟแห่งชีวิตในดวงใจของนางพลันลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

     

            "รอข้า..."

     

            หลิงเทียนขยับปากส่งสัญญาณไปทางอันฉือเยว่ที่ยืนอยู่สูงขึ้นไป เพื่อบอกให้นางมิต้องกังวล เพราะอีกไม่นานเขาก็จะสามารถขึ้นไปยืนเคียงข้างนางได้แล้ว

     

            "หึ ๆ ดูท่าพี่จิ้งคงจะรู้แล้วกระมังว่ายอดฝีมือปริศนาผู้นั้นคือใคร?"

     

            เมื่อเห็นตงฟางจิ้งนั่งลง ซ่งเสินอันก็หัวเราะเอ่ยขึ้น ในฐานะคุณหนูใหญ่แห่งจวนเจ้าเมือง ตงฟางจิ้งไม่มีทางยื่นมือช่วยศิษย์รับใช้ที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นอย่างไร้สาเหตุแน่

     

            "เจ้าเองก็รู้แล้วมิใช่หรือ?" ตงฟางจิ้งย้อนถาม

     

            "อืม" ซ่งเสินอันยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "แม้ยามนั้นคนผู้นี้จะซ่อนเร้นรูปร่างรวมถึงกลิ่นอายเอาไว้ แต่สัญชาตญาณของสตรีไม่เคยพลาด ยอดฝีมือปริศนาผู้นั้นก็คือเขาไม่ผิดแน่ ดูจากรูปร่างและกลิ่นอายแล้ว"

     

            "จิ๊ ๆ นึกไม่ถึงเลยว่า เจ้าคนที่เคยทำให้พวกเราต้องตื่นตะลึงถึงเพียงนั้น ที่แท้กลับเป็นเขยแต่งเข้าของอันฉือเยว่ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!"

     

            "เขา... คือคนที่พวกเจ้าบอกว่าครอบครองเพลิงเหมันต์ ทั้งยังเชี่ยวชาญวิถีโอสถและวิถีศาตราผู้นั้นหรือ?" ยามนี้ซ่งกวนอินที่อยู่ข้าง ๆ พลันเอ่ยถามขึ้นมา

     

            "ถูกต้อง คือเขาเอง!" ซ่งเสินอันพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แปลกจริงพี่หญิง เมื่อครู่ท่านก็ทำหน้าตื่นตระหนกตกใจ หรือว่าท่านรู้จักเขามาก่อนแล้ว?"

     

            "อ้อ เปล่าเสียหน่อย!" ใบหน้าของซ่งกวนอินฉายแววเลิกลั่กตื่นตระหนกผ่านไปวูบหนึ่ง "ก่อนหน้านี้ตอนพวกเราไปที่สันเขาโว่หลง เคยพบกับหลิงเทียนผู้นี้อยู่ครั้งหนึ่ง เขาประหลาดพิกลจริง ๆ คิดไม่ถึงว่าจะรอดชีวิตออกมาได้จริง ๆ "

     

            ในยามนี้จิตใจของซ่งกวนอินสับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว สาเหตุที่นางตื่นตระหนกตกใจ เป็นเพราะหลิงเทียนผู้นี้ อาจเป็นคนที่ช่วยชีวิตนางไว้ ณ ส่วนลึกของถ้ำในหุบเขา

     

            ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเคยเปิดเผยรูปโฉมให้คนผู้นั้นเห็นอีกด้วย ทว่ายามนี้คนผู้นี้กลับมีภรรยาอยู่แล้ว ซ้ำภรรยาของเขายังเป็นอันฉือเยว่อีก...

     

            "อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ งั้นท่านก็รอชมเถิด วันนี้ต้องมีงิ้วฉากใหญ่ให้ดูแน่!" ซ่งเสินอันถูมือไปมา เผยสีหน้าตื่นเต้นจนแทบอดใจรอไม่ไหวแล้ว

     

            "การประลองวิถีโอสถ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้มีอัจฉริยภาพคนใดที่มีเพลิงวิเศษ สามารถก้าวออกมาทดสอบก่อนได้!"

     

            ในเวลานี้ บนสนามประลอง เจ้าตำหนักโอสถตวาดก้องขานชื่อ พร้อมกันนั้น เสาเพลิงวิเศษก็ถูกยกขึ้นมา ซึ่งก็มิได้แตกต่างจากการทดสอบงานชุมนุมโอสถโดยทั่วไปแต่อย่างใด

     

            ทว่าในยามปกติ ผู้ใดในตำหนักโอสถของสำนักเฉียนหยวนที่ครอบครองเพลิงวิเศษ และเป็นเพลิงวิเศษระดับใด ย่อมมีบันทึกไว้อย่างชัดเจนในทำเนียบโอสถอยู่แล้ว เหล่าอัจฉริยะวิถีโอสถของทั้งสามสำนักต่างก็รู้แจ้งแก่ใจดี

     

            ทว่ายามนี้สำนักเฉียนหยวนกลับจงใจเพิ่มขั้นตอนเช่นนี้เข้ามา ย่อมมีเจตนาแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด เป็นไปได้สูงยิ่งว่า ทำไปเพื่อเฟิงรั่วเฉินผู้นั้น!

     

            ในสายตาของผู้คนต่างก็จับจ้องไปที่ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักกระบี่ผู้นี้โดยพร้อมเพรียง แม้จะผ่านพ้นคลื่นลมความวุ่นวายของเขยแต่งเข้าผู้เป็นศิษย์รับใช้ไปแล้ว ทว่างานชุมนุมใหญ่สำนักเฉียนหยวนในวันนี้ ก็ยังคงต้องรอดูผลงานของเขาอยู่ดี

     

            ดังนั้น หลังจากอัจฉริยะผู้ครอบครองเพลิงวิเศษสามคนของตำหนักโอสถก้าวออกไปทดสอบตามขั้นตอนแล้ว ท่ามกลางสายตาของฝูงชนนับหมื่น เฟิงรั่วเฉินก็ก้าวออกไปด้วยท่าทีทระนงเย่อหยิ่ง

     

            ขณะยืนอยู่ข้างเสาเพลิงวิเศษ สายตาของเฟิงรั่วเฉินก็กวาดมองไปยังหลิงเทียนที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน

     

            หากคนผู้นี้ไม่ปรากฏตัวขึ้นมาเสียก่อน รัศมีโดดเด่นทั้งหมดในวันนี้ ย่อมต้องเป็นของเขา เฟิงรั่วเฉิน!

     

            ทว่าถึงแม้หลิงเทียนจะรอดชีวิตกลับมาได้ก็นับว่าดียิ่ง เพราะเขาจะทำให้หลิงเทียนได้เห็นกับตาตนเอง ว่าศิษย์รับใช้กับตัวเขานั้น แตกต่างกันราวฟ้ากับดินเพียงใด!

     

            หลิงเทียนทำได้เพียงจมอยู่ในกองฝุ่นโคลน แล้วแหงนมองเขาไปตลอดกาลเท่านั้น!