หลังจากนั้นไม่นานเธอก็พบตัวเองติดกับของสองพี่น้องสกุลคอลเทรน สุภาพสตรีวัยแปดสิบที่ยังสามารถเล่าเรื่องราวของวันเวลาในอดีตได้เป็นชั่วโมงๆ เรื่องราวที่สุภาพสตรีพี่น้องคู่นี้เล่าให้ฟังนั้น เธอได้รับฟังมาอย่างน้อยก็สองครั้งแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรที่เธอจะหมดความสนใจในเรื่องเล่านั้นลงอย่างรวดเร็วในวันนี้ดูเหมือนความสนใจทั้งมวลของเธอจะมุ่งไปที่จุดเดียวเท่านั้นคือ เซธ ทัลบอท จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม เธอใช้เวลาส่วนใหญ่จับสังเกตในทุกอิริยาบถของเขาขณะทำตัวให้ประสมประสานกับผู้คน แนะนำเองให้พวกเขาได้รู้จัก ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่า ไม่เฉพาะแต่พวกผู้หญิงเท่านั้นที่แสดงความสนใจในตัวเขาแม้แต่พวกผู้ชายเองก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั่วทั้งห้องดูจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบาทหลวงคนใหม่ที่จะมาแทนบาทหลวงอกุสตัสที่จริงงานเลี้ยงน้ำชาในวันนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งบาทหลวงผู้ชรา แต่ดูเหมือนเซธ ทัลบอท จะแย่งชิงโอกาสสำคัญนั้นไปเสียหมด หรือว่าเธอจะคิดมากไปเองการที่เธอให้ความสนใจในตัวเขาอย่างมากนั้น มันไม่ได้หมายความว่าคนอื่นๆ จะต้องพลอยเป็นเช่นนั้นไปด้วย แอ๊บบี้ถอนหายใจ ดึงความสนใจกลับมาที่ถ้วยกาแฟในมือ แล้วก็พบว่ามันเป็นเย็นเยือกหมดแล้ว“จะได้ไหมคะ” อิซาเบล คอลเทรน หันมากะพริบตาถามแอ๊บบี้“ฉัน...” แอ๊บบี้เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเธอไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องที่สตรีชราสองพี่น้องกำลังชวนคุยอยู่ด้วยเลย “ขอโทษค่ะ” เธอแสร้งทำเป็นว่าบริเวณนั้นมีคนพูดคุยกันเอะอะมากเกินไป “เอ้อ...เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะคะ”“ฉันถามว่าเธอจะช่วยพิมพ์ต้นฉบับให้ทีหลังจากที่ฉันกับเอสเธอร์ช่วยกันเขียนเสร็จแล้วได้ไหมไงล่ะ” คนที่เป็นพี่สาวทวนคำให้ฟัง “ถ้ามันเยอะนักเราจะไม่ให้เธอเสียเวลาฟรีๆ หรอก จะจ่ายเงินให้”“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันยินดีพิมพ์ให้อยู่แล้ว” แอ๊บบี้รู้สึกคลายใจลงบ้างเมื่อรู้ชัดว่าสิ่งที่ได้รับการขอร้องให้ทำนั้นคืออะไร “ฉันเอามาทำที่บ้านตอนเย็นก็ได้ค่ะ”“แหม...ฉันละดีใจจริงๆ ที่พ่อหนุ่มเสนอแนะขึ้นมาว่าเราน่าจะช่วยกันเขียนหนังสือขึ้นมาสักเล่มจริงไหมเอสเธอร์” อิซาเบล คอลเทรน หันไปถามน้องสาวทั้งสีหน้าและแววตาบอกความกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด“พ่อหนุ่มไหนกันคะ” แอ๊บบี้ถามอย่างสงสัย เพราะคิดว่าต้นฉบับที่สองพี่น้องจะให้เธอช่วยพิมพ์นั้นเขียนจนเกือบจะเสร็จแล้วเสียอีก“ใช่ ก็บาทหลวงคนใหม่ไงล่ะคะ” เอสเธอร์เองก็แสดงความตื่นเต้นไม่แพ้กัน “เขาประทับใจในเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นตำนานของที่นี่ที่เราเล่าให้ฟังจะตายไป แล้วเขาก็บอกว่าเราควรจะเขียนเป็นหนังสือขึ้นไว้สักเล่มด้วยซึ่งเราจะต้องเขียนอย่างแน่นอนที่เดียว”“แหม...แต่บาทหลวงคนนี้ทั้งหนุ่มทั้งหล่อมากทีเดียวนะเธอว่าไหม” อิซาเบลกลอกตาขึ้นมองสวรรค์มือทั้งสองเกาะกุมแนบอยู่กับทรวงอก “ฉันละอยากกลับเป็นสาวอีกครั้งจริงๆ”“นึกถึงอายุไว้บ้าง” น้องสาวเตือนด้วยเสียงตำหนิจากประสบการณ์ที่ผ่านมา แอ๊บบี้รู้ดีว่าพี่น้องคู่นี้เป็นคู่ที่ปากคอเราะราย และดูจะมีนิสัยเหมือนกันอยู่ประการหนึ่งคือชอบอิจฉาริษยา ไม่เพียงแต่ในกันและกันเท่านั้นแต่กับคนอื่นด้วย จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด“ความคิดเกี่ยวกับเรื่องเขียนหนังสือนั่นเป็นความคิดที่ดีมากทีเดียวค่ะ แล้วนี่จะลงมือกันเมื่อไหร่ล่ะคะ”“อ๋อ ทันทีเลยละ” เอสเธอร์สนองตอบทันที “เราจะเริ่มต้นด้วยการจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่ในความทรงจำลงไว้ก่อน หลังจากนั้นถึงจะค่อยตัดสินใจว่าจะเขียนตอนไหนก่อน”“ดีจังเลยค่ะ” แอ๊บบี้คล้อยตาม แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านั่นแหละคือต้นเหตุแห่งปัญหาที่จะทำให้สองพี่น้องต้องเป็นปากเสียงกันอย่างแน่นอนก็ตาม เธอคิดว่าทางที่ดีน่าจะขอตัวออกไปให้พ้นจากตรงนี้เสียก่อนจะเป็นการดีแก่ตัวเองอย่างที่สุด“ฉันเห็นจะต้องไปเติมกาแฟหน่อยแล้วละค่ะ”“อย่าดื่มกาแฟมากนักนะ มันไม่ดีกับสุขภาพ” อิซาเบลเตือนอย่างหวังดี“ขอบคุณค่ะ” แอ๊บบี้ยิ้มให้ก่อนจะผละจากมา
นาฬิกาโรมันโบราณที่ตั้งอยู่ข้างผนังห้องทำงานบอกเวลาอีกห้านาทีจะเที่ยงวัน แอ๊บบี้เปิดลิ้นชักล่างสุดของโต๊ะทำงานหยิบกระเป๋าถือขึ้นมาเปิดออกแล้วก็หยิบกระจกออกมาจากช่องด้านข้างกับแท่งลิปสติกสีชมพูบรอนซ์แม้ว่าแสงไฟจากเพดานห้องจะไม่สว่างมากพอสำหรับการแต่งเติมเครื่องสำอางบนใบหน้า แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าไฟแสงสว่างเพียงดวงเดียวในห้องน้ำ แอ๊บบี้หมุนเก้าอี้ให้ตรงกับแสงไฟขณะวาดลิปสติกลงบนเรียวปากแล้วก็พิจารณาผลงานของตนเองจากภาพสะท้อนในกระจกเงา ยกมือขึ้นแตะๆ ทรงผมให้เข้าที่แล้วก็เก็บกระจกใส่ลงไว้ในที่เดิมเธอเพิ่งจะรูดซิปกระเป๋าเสร็จตอนที่พ่อก้าวออกมาจากห้องทำงานส่วนตัว เขาไม่ได้สวมเสื้อนอกและเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่สวมอยู่ก็ถลกแขนขึ้นจนถึงข้อศอก ในมือข้างหนึ่งถือถ้วยกาแฟไว้ แอ๊บบี้รู้ว่าพ่อติดกาแฟมากตอนนี้ก็คงกำลังจะไปเติมให้ตัวเองอีกถ้วยหนึ่ง เกือบชั่วโมงมาแล้วที่พ่อนั่งอยู่กับกองตำรากฎหมาย เพราะแต่ละเรื่องที่รับว่าความนั้นจำเป็นจะต้องหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็พอๆ กับกาแฟที่ดื่มเข้าไปเขามองเห็นกระเป๋าถือที่แอ๊บบี้เอาวางไว้บนโต๊ะทำงาน จึงเหลือบตามองนาฬิกาโบราณเรือนนั้น“เที่ยงอีกแล้วหรือนี่” เขาถอนหายใจมีความรู้สึกว่าเวลาในช่วงเช้าช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกินขยับจะออกเดินต่อ แต่แล้วก็หยุดชะงักอยู่กับที่ “อย่าลืมเอาเงินเข้าธนาคารด้วยละ”“หนูเอามาด้วยแล้วละค่ะ” แอ๊บบี้หยิบซองใส่เงินที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาถือ “ตั้งใจไว้แล้วว่าจะแวะธนาคารก่อน พ่อจะออกไปทานกลางวันข้างนอกไหมคะหรือว่าจะให้หนูซื้อมาฝาก”ผู้เป็นบิดาซึ่งยืนอยู่หน้าหม้อต้มกาแฟหันหลังมามองสีหน้าเครียดขึ้น“เอ็ดจะมาตอนบ่ายโมงหรือว่าบ่ายครึ่งล่ะ”แอ๊บบี้หยิบสมุดนัดขึ้นมาเปิดดูก่อนจะตอบบิดาว่า“บ่ายโมงค่ะ”“งั้นเอาแซนด์วิชมาฝากด้วยก็แล้วกัน” เขาบอกแอ๊บบี้ลุกขึ้นยืนเอาสายกระเป๋าพาดกับไหล่หยิบซองเงินที่จะเข้าธนาคารขึ้นมาถือไว้“หนูจะออกไปสักชั่วโมงเท่านั้นละค่ะ บางทีอาจจะเร็วกว่านั้นด้วย” เธอบอกและผู้เป็นบิดาก็พยักหน้ารับรู้เนื่องจากดวงอาทิตย์สาดแสงแรงกล้าแอ๊บบี้จึงออกเดินไปตามบาทวิถีที่มีร่มเงา สายลมที่พัดมาต้องตัวเย็นชื่นช่วยให้คลายความร้อนลงได้ไม่น้อยขณะที่แอ๊บบี้เดินไปยังทิศทางที่ตั้งของธนาคารนั้นเธอสังเกตเห็นอยู่ว่าการจราจรในท้องถนนค่อนข้างคับคั่งมีความรู้สึกอยู่ว่าเวลานี้มีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในเมืองนี้มากเหลือเกิน บ่อยครั้งที่เธอต้องหยุดเดินลงเพื่อจะกวาดสายตามองหาใบหน้าของผู้คนที่เคยคุ้นบ้างตอนที่เธอยื่นมือออกไปจะเปิดประตูธนาคารนั้นเองก็มีมือของผู้ชายคนหนึ่งเอื้อมมาเปิดให้เสียก่อน เธอเอี้ยวหน้าไปมองพร้อมกับรอยยิ้ม ขอบคุณกับมารยาทที่แสดงออกถึงความเป็นสุภาพบุรุษของเขา แต่ผู้ชายคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอขณะนี้คือเซธ ทัลบอท ซึ่งเมื่อมาถึงเวลานี้เขาก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธออีกต่อไปแล้วแต่ภาพของเขาที่พบเห็นเข้าโดยบังเอิญ มันทำให้ลมหายใจสะดุดลง เพราะตลอดเวลาสามวันที่ผ่านมาเธอพยายามสกัดกั้นความคิดของตนเองไว้จากทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเขา ไม่ยอมถักทอความเพ้อฝันให้เป็นรูปร่างขึ้นด้วยเกรงว่าตนเองจะพลอยเชื่อเไปตามนั้นด้วย“สบายดีหรือครับคุณสก๊อตต์” เซธเอ่ยทักทายขึ้นก่อนพร้อมด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรีเธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะถอนสายตาจากใบหน้าและดวงตาสีฟ้าคู่นั้น แต่แอ๊บบี้ก็ทำได้สำาเร็จในเวลาอันรวดเร็ว“สบายดีมาก ขอบคุณค่ะหลวงพ่อ” เธอรู้สึกตัวเองมีสติปัญญาจะตอบเขาได้เพียงแค่นั้น “แล้วคุณล่ะคะ”มีแววขบขันฉายแสงอยู่ในดวงตาของเขาอย่างเห็นได้ชัด“สบายดีมากทีเดียวครับ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้บอกว่าจะล้อเลียนหรือเยาะหยันเธอเลยแม้แต่น้อยก่อนที่เขาจะเดินตามเธอเข้าไปในธนาคาร