หลี่ว์เฉิงแสยะยิ้มร้ายกาจเขาโยนเหยื่อออกไปแล้ว ดูว่าหมิงเป่าจูจะติดเบ็ดหรือไม่
“ได้ ข้าไม่มีอำนาจเช่นนั้นข้าจะไปตามคนมีอำนาจมาจัดการก็แล้วกัน ในเมื่อเถ้าแก่เหอต้องการให้เรื่องถึงโรงถึงศาลให้ได้ข้าก็ยินดีสนองให้เอง!”
หมิงเป่าจูโกรธจนตัวสั่นไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะปากแข็งถึงเพียงนี้ ตนเองขายยาให้เถ้าแก่หวังแค่ไม่กี่ครั้ง เหตุใดจึงต้องเล่นงานนางถึงเพียงนี้
ในเมื่อสามัญชนเช่นนางไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบนางก็จะไปแจ้งความ ขอให้เจ้าหน้าที่มาจัดการ!
เห็นหมิงเป่าจูติดกับดักหลี่ว์เฉิงก็นึกดูแคลนในใจ ท้ายที่สุดนางก็เป็นเพียงแม่นางน้อยที่ยังไม่โตเต็มที่ ยังคิดจะต่อกรกับเขา!
ทว่ายังไม่ทันกระหยิ่มใจได้นานนักหมิงเป่าจูก็หยุดฝีเท้า หันกลับมามองตาขวาง
“เจ้าจงใจยั่วโมโหข้าต้องการฉวยโอกาสระหว่างที่ข้าไม่อยู่ขนย้ายสมุนไพรออกไป” หมิงเป่าจูเอ่ยด้วยความมั่นใจ
แผนล่อเสือออกจากถ้ำชัดๆรอให้นางไปแล้ว เขาต้องส่งคนมาขนย้ายสมุนไพรออกไปเป็นแน่
พอนางพาคนของทางการมาถึงถึงแม้จะมีสิทธิ์เปิดลังตรวจสอบ สุดท้ายก็คงคว้าน้ำเหลว ซ้ำร้ายนางยังอาจถูกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นตำหนิอีกต่างหาก
หมิงเป่าจูลอบด่าเขาว่าเจ้าเล่ห์และก่นด่าตนเองในใจที่คิดการไม่รอบคอบ
ไยนางถึงคิดไม่ได้ว่าควรแจ้งเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการไว้ก่อนมิเช่นนั้นคงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
ไปก็ไม่ได้ อยู่ก็เอาหลักฐานมาไม่ได้ลำบากทั้งขึ้นทั้งล่อง!
ขณะที่ทั้งสองคุมเชิงกันอยู่ทันใดนั้นก็มีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา ทุกคนพกดาบที่เอว ใบหน้าเคร่งขรึมเย็นชา
“มีคนไปแจ้งความว่าพวกเจ้าทำการค้าไม่สุจริตจงใจสับเปลี่ยนยาสมุนไพร แล้วยังปลอมแปลงบัญชีอีกด้วย พวกเรามาเพื่อตรวจสอบโดยเฉพาะ!”
ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างไม่คาดฝัน
หมิงเป่าจูดีใจจนเนื้อเต้นก่อนมองหลี่ว์เฉิงปราดหนึ่งด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ทำการค้ามาได้ถึงขั้นนี้ไม่นึกว่ายังมีคนต้องการแจ้งความนอกจากนาง ดูท่าที่ผ่านมาเขาคงจะล่วงเกินคนไว้ไม่น้อย
ไม่เพียงหมิงเป่าจูเท่านั้นที่แปลกใจหลี่ว์เฉิงเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจริงๆ
หรือว่าเด็กสาวผู้นี้จะแสร้งห่มหนังสุกรหลอกกินเนื้อพยัคฆ์[1]ไปแจ้งความและเชิญเจ้าหน้าที่ไว้ก่อนแล้ว?แต่เมื่อพิจารณาจากสีหน้าของอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงเหมือนกัน
หลี่ว์เฉิงลอบแค้นใจแท้จริงแล้วเป็นฝีมือผู้ใดกันแน่ อย่าให้เขารู้เชียว มิเช่นนั้นจะต้องถลกหนังมันออกมาให้จงได้!
“ใต้เท้าทั้งหลายข้าน้อยคือผู้เสียหายในครานี้ สมุนไพรที่ถูกสับเปลี่ยนอยู่ในลังใบใหญ่นั่น ขอความกรุณาทุกท่านช่วยตรวจสอบด้วย!”
ในเมื่อมีคนมาช่วยแล้วนางก็ต้องรีบรายงานสถานการณ์ให้แจ้งชัด จะปล่อยให้โอกาสอันดีเช่นนี้หลุดลอยไปได้อย่างไร
“ค้น!”
หัวหน้ามือปราบที่ยืนอยู่ด้านหน้าออกคำสั่งบุรุษองอาจห้าวหาญสี่คนซึ่งตามอยู่ด้านหลังก็เดินตรงไปยังรถม้า เดิมทีมีคนจำนวนหนึ่งยืนล้อมรถม้าเพื่อขัดขวางหมิงเป่าจูแต่บัดนี้กลับไม่มีใครกล้าขัดขวาง ต่างก้มหน้าหลบทางให้เป็นแถว
ถึงแม้พวกเขาจะกร่างแค่ไหนก็ไม่กล้าไปหาเรื่องเจ้าหน้าที่เหล่านี้ หากทำให้ใครสักคนไม่พอใจ ก็อาจถูกจับโยนเข้าคุกโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุเป็นแรมเดือนก็ได้
เหล่าเจ้าหน้าที่เปิดลังออกดูข้างในเป็นสมุนไพรทั้งหมด แต่พวกเขาแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นอันไหน จึงเรียกหมิงเป่าจูให้เข้ามาตรวจสอบ
หมิงเป่าจูมั่นใจอยู่แล้วแต่ก็ยังตรวจสอบอย่างละเอียด “ไม่ผิดเจ้าค่ะ ใต้เท้าทุกท่าน สมุนไพรเหล่านี้เป็นของข้าที่หายไปไม่ขาดแม้แต่ชิ้นเดียว”
“ใครคือลูกพี่ของพวกเจ้าที่นี่?” หัวหน้ามือปราบซักถาม
“ข้าเองขอรับ”หลี่ว์เฉิงทำตัวอ่อนน้อมขึ้นมาทันที
“เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?” เจ้าหน้าที่เค้นถามเสียงเข้ม
“ใต้เท้า ข้าถูกปรักปรำ!บนรถม้านี่เป็นสินค้าที่ข้าเพิ่งซื้อเข้ามาใหม่ทั้งหมด ของชุดก่อนหน้านี้ข้าส่งมอบให้นางครบถ้วนแล้วนางจงใจใส่ร้ายข้า ใต้เท้าโปรดตรวจสอบด้วย!” หลี่ว์เฉิงยังกัดฟันไม่ยอมรับ
“เจ้า!”
จำนวนของในลังตรงกับสมุนไพรที่นางซื้อทุกประการมีพ่อค้าสมุนไพรที่ไหนซื้อของเข้ามาแค่ไม่กี่อย่างเช่นนี้?
หมิงเป่าจูฉุนจนพูดไม่ออกไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นตายก็ไม่ยอมรับ นางจนปัญญาแล้วจริงๆ
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงหัวเราะเยาะดังมาจากบนหลังคาทางด้านขวา
“ขนสินค้าตลอดทั้งคืนน่ะหรือ?ขนาดใช้อาชาชั้นเลิศแปดร้อยลี้[2]ยังทำไม่ได้ นับประสาอะไรกับการขนสมุนไพรทั้งคันรถ!”
ทุกคนตกใจเงยหน้าขึ้นมองหัวใจของหมิงเป่าจูเต้นระรัว น้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้...
หลี่ไหวฺอวี้พูดจบก็โรยตัวลงมาจากหลังคาอาภรณ์พลิ้วไสว ประกอบกับใบหน้าที่หล่อเหลาดุจเทพเซียน สะกดสายตาของหมิงเป่าจูไว้ชั่วขณะ
ในมือเขายังหิ้วคนผู้หนึ่งมาด้วยเมื่อมองดูชัดๆ ก็พบว่านั่นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมฉงหมิงนั่นเอง!
เสี่ยวเอ้อร์ถูกพาร่อนลงมาจากที่สูงก็ขวัญหนีดีฝ่อร้องเสียงหลง
พอลงถึงพื้นก็เข่าอ่อนยิ่งเห็นเจ้าหน้าที่ทางการกลุ่มใหญ่วิญญาณก็แทบหลุดลอยทรุดตัวคุกเข่าลงทันที
“ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิต!ข้าน้อยยอมสารภาพแล้ว ข้าจะสารภาพความจริงทุกอย่าง!”
เสี่ยวเอ้อร์เอาแต่โขกศีรษะไม่หยุด ก่อนชี้ไปที่หลี่ว์เฉิงพลางซัดทอด “เป็นเขาเขาให้เงินข้ามาหนึ่งตำลึง แล้วสั่งให้รอเปิดประตูด้านหลังให้เขายามวิกาล หลังเปิดประตูแล้วเขาก็พาชายฉกรรจ์หลายคนไปห้องเก็บสินค้าของแม่นางผู้นี้ ข้าน้อยเฝ้าอยู่หน้าประตู ไม่กล้าแอบดูพอพวกเขาออกมา ก็ข่มขู่ไม่ให้ข้าน้อยปริปาก มิเช่นนั้นจะเอาชีวิต ขอใต้เท้าโปรดเมตตาไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเถิด!”
เสี่ยวเอ้อร์ลนลานหวาดกลัวไม่รอให้เจ้าหน้าที่ซักถามก็สารภาพเรื่องที่ตนเองถูกหลี่ว์เฉิงซื้อตัวและกระบวนการสับเปลี่ยนสมุนไพรออกมาทั้งหมด
“เจ้าพูดเหลวไหล!”หลี่ว์เฉิงถลึงตาพลางตวาดเสี่ยวเอ้อร์ด้วยสีหน้าดุดัน
“ทุกคำพูดของข้าน้อยเป็นความจริงทุกคำเงินที่เขามอบให้ ข้าน้อยยังมิได้แตะต้อง ทั้งหมดวางไว้อยู่ในโรงเตี๊ยม แล้วยังมีถุงเงินอีกด้วยหากใต้เท้าต้องการ ข้าน้อยจะรีบไปหยิบมาให้เดี๋ยวนี้ขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์พูดพลางสั่นไปทั้งตัว
หลี่ว์เฉิงได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก
เป็นเพราะความสะเพร่าชั่วขณะถึงกับมอบถุงเงินให้เขาไปด้วย บนถุงเงินนั้นปักสัญลักษณ์การค้าสมุนไพรของพวกเขาไว้อย่างชัดเจน!
“ใต้เท้าได้โปรดไว้ชีวิต!ข้าน้อยถูกความโลภบังตา เกิดหลงผิดไปชั่วขณะ ขอท่านโปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วยเถอะ!” ในที่สุดหลี่ว์เฉิงก็ยอมรับสารภาพ
“ยังกล้าเล่นละครตบตาพวกเราเด็กๆ จับตัวกลับไปศาลาว่าการ รอการลงทัณฑ์!”
เนื่องจากก่อนหน้านี้หลี่ว์เฉิงพยายามยึกยักโยกโย้ยั่วโมโหเหล่าเจ้าหน้าที่ดังนั้นจึงไม่มีความอดทนแม้แต่น้อย
มีคนสองคนเข้ามาจับแขนเขาไว้เตะเข้าที่ลำตัวหนึ่งทีแล้วลากตัวออกไป
“ใต้เท้า แล้วสมุนไพรสองลังนี้ข้าสามารถนำกลับไปได้หรือไม่?” หมิงเป่าจูเอ่ยถาม
นางจะเสียแรงไปเปล่าไม่ได้ต้องได้ของกลับไปด้วย
“ย่อมได้อยู่แล้ว!”
หัวหน้ามือปราบเอ่ยจากนั้นก็ตะโกนไปที่กลุ่มลูกน้องของหลี่ว์เฉิงที่ยังอยู่ในลาน “พวกเจ้ายังไม่รีบขนสมุนไพรไปส่งให้แม่นางผู้นี้อีกรึ!”
“ขอรับๆ!”พวกเขาไม่กล้าขัดขืน!
“คนผู้นี้ก่อคดีไว้มากมายแต่พวกเรายังหาหลักฐานเอาผิดไม่ได้ ครั้งนี้ต้องขอบคุณพี่ชายที่ให้ความช่วยเหลือ พวกเราจะพาคนกลับไปก่อนขออำลา”
หัวหน้ามือปราบประกบหมัดให้หลี่ไหวฺอวี้แสดงการขอบคุณจากนั้นก็พาลูกน้องออกไป
หมิงเป่าจูเอียงศีรษะมองหลี่ไหวฺอวี้โดยไม่พูดอะไรหลี่ไหวฺอวี้พูดกลั้วยิ้ม “ไปกันเถอะ”
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะแก่การพูดคุยหมิงเป่าจูมีคำถามมากมายที่อยากถามหลี่ไหวฺอวี้ จึงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ก้าวขาเดินออกไป
ทั้งสองเดินออกจากโรงเก็บสินค้าไปขึ้นรถม้านั่งหันหน้าเข้าหากัน
หลี่ไหวฺอวี้เอนตัวพิงผนังข้างรถอย่างเกียจคร้านเหยียดขาทั้งสองขึ้นพาดบนที่นั่งที่หมิงเป่าจูนั่งอยู่ นางจึงต้องขยับไปนั่งด้านข้างอย่างช่วยไม่ได้
เห็นเขาหลับตาลงหมิงเป่าจูทั้งฉิวทั้งขัน จึงเตะขาเขาไปทีหนึ่ง
หลี่ไหวฺอวี้ลืมตาขึ้นร้อง “โอ๊ย” ออกมาเบาๆ แต่ก็ยังไม่ยอมหดขากลับ ครอบครองที่นั่งของหมิงเป่าจูอย่างเอาแต่ใจ
หมิงเป่าจูเห็นว่าเขามีสีหน้าเจ็บปวดอย่างชัดเจนก็รีบหยัดกายตรงขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก
[1] ห่มหนังสุกรหลอกกินเนื้อพยัคฆ์(扮猪吃老虎) หมายถึงแสร้งทำเป็นคนอ่อนแอไร้น้ำยาเพื่อหลอกลวงให้ศัตรูตายใจ
[2] อาชาชั้นเลิศแปดร้อยลี้(八百里的宝马良驹) มีที่มาจากการส่งสารด่วนเพื่อแจ้งข่าวทางการทหารในสมัยโบราณหรือเหตุการณ์สำคัญระดับแว่นแคว้น ปกติผู้ส่งสารทั่วไปสามารถขี่ม้าได้ 500-600 ลี้ต่อวันแต่คนที่เร็วที่สุดสามารถวิ่งได้ถึง 800 ลี้ต่อวัน ดังนั้นผู้ส่งสารจึงต้องเร่งรีบเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืนในสมัยโบราณจะมีการสร้างจุดพักม้า ซึ่งมีกำหนดระยะห่างระหว่างจุดพักม้าอาจแตกต่างกันตามแต่ละยุคสมัยแต่อยู่ที่ประมาณ 10-20 ลี้ เพื่อให้คนและม้าได้มีที่สำหรับพักเหนื่อย และสามารถเปลี่ยนม้าที่จุดพักม้าได้