ตอนที่ 15
ผีหัวกะโหลก
หยางอี้เห็นหลินรั่วซีถูกจับ แม้ไร้ฝีมือแต่จิตใจห้าวหาญเกินตัว คิดเสี่ยงตายเข้าไปช่วยเหลือ หยางเฉิงแม้าเ็ แต่ยังมีฝีมือและสติแจ่มใส จำใจต้องใช้ออกหนึ่งกระบวนท่าลงมือต่อบุตรชาย ฟาดสันมือเข้าบริเวณท้ายทอยของหยางอี้ เด็กน้อยล้มพับหลับใหลลงอ้อมแขนก่อนผู้เป็บิดาจะลงมือ แบกร่างนั้นขึ้นบ่า อาศัยจังหวะชุลมุน บวกกับวิชาตัวเบา ทะยานหลบหนีผ่านช่องเขาด้วยความหวัง เร่งรุดไปให้ถึงจุดนัดหมายกับภรรยาของตน โดยมิสน ความเป็ตายของผู้คนรอบข้างเพราะหากเสียสมาธิแม้สักเสี้ยว ตนเองและบุตรชาย คงมีชะตากรรมมิแตกต่างจากคนอื่น ๆ
การล่าสังหาร ดำเนินว่องไว ด้วยผู้หลบหนี มิได้รวมกลุ่มต้านทานเช่นคราแรกอีกทั้งครั้งนี้เป็คำสั่งสังหาร มิใช่สกัดถ่วง ทำให้เวลาผ่าน ผู้รอดชีวิตยิ่งลดต่ำเกวียนสินค้าหลายสิบคัน ถูกเปลวเพลิงลุกโหมไปพร้อมกับซากศพ เผาผลาญทำลายสิ้นจนยากจำแนก เวลาสองเค่อผ่านพ้น ทุกเส้นทางผู้ล่า ล้วนปรากฏเพียงความตายก่อนที่เหลาร้ายจะทะยานกลับคืน มารวมกันที่จุดเดิม...เหลือเพียงแค่ ช่องเขาแคบเส้นทางซึ่งหยางเฉิงแบกบุตรชายหลบหนี เท่านั้น
สมุนมารหลังแคระค่อม แต่กลับโดดเด่นพละกำลัง ถนัดแต่ทำลายล้างแยกภูผามิถนัดวิชาตัวเบา คือคนร้ายที่ไล่ตามหลัง หยางเฉิงที่กำลัง แบกร่างของหยางอี้อยู่บนบ่าอย่างไม่ลดละ หยางเฉิง แม้กว่าหนึ่งเค่อที่ไล่ตาม คนร้ายทำได้เพียงแยกเขี้ยวยิงฟันคับแค้น ที่ไม่อาจไล่ตามหยางเฉิงทันเสียที แต่ด้วยอาการาเ็และระดับลมปราณที่แตกต่างยิ่งมา ระยะห่างของผู้ล่าและเหยื่อ ยิ่งกระชั้นแคบ หยางเฉิงรู้ดี ว่าคู่ต่อสู้ที่แบกขวานเหล็กซึ่งอาบชโลมไปด้วยโลหิตผู้นี้ ฝีมือเหนือล้ำกว่าตนหลายขั้น แต่ที่ยังคงหลบหนีได้เป็เพราะตนเองใช้จุดเด่น เอาชัยจุดด้อยของศัตรู แต่สถานการณ์ได้เปรียบอาจจะคงอยู่ได้อีกไม่นาน เมื่อาแเดิม ยังมิทันหายสนิท กลับต้องฝืน ออกแรงจนเกินกำลังยิ่งเนิ่นนานยิ่งหน้ามืดตามัว สิ่งเดียว ที่ทำให้ฝืนยืนยัดอยู่ได้ คือภาระร่างของร่างของบุตรชายซึ่งวางพาดอยู่บนบ่า
เมื่อสิ่งที่ปกป้องคือชีวิตของลูก หยางเฉิงก็มิคิดพ่ายแพ้ สองเท้าก้าวทะยานไปข้างหน้าอย่างสุดกำลังโชคดีที่เป็ยามมืดค่ำ วิชาตัวเบาหลบหนีของตน จึงพลอยได้ปรียบเพิ่มขึ้นอีกส่วน แต่การหนีเพียงอย่างเดียวมิใช่จุดมุ่งหมายสุดท้าย แม้จะเหลือความหวังเพียงริบหรี่ ด้วยหนทางรอดสายเดียวนั้นขึ้นอยู่กับโชค ที่ไม่รู้ว่าจะมาทันเวลาไหม แต่เมื่อทางเลือกมีเพียงเป็หรือตายคงแต่เสี่ยงเอาว่า หากชะตายังไม่ถึงฆาต ตนเองจะได้พบเจอผู้คนของตระกูลหลิวที่นัดหมายกันไว้ ก่อนที่คนร้ายจะตามทัน
ความหวัง เป็อีกหนึ่งแรงค้ำยัน ที่ช่วยมิให้หยางเฉิงล้มลงแต่โชคชะตากลับกลั้นแกล้งผู้คน ท่าเท้าที่ทะยานไว มิผ่อนยั้งเกือบครึ่งชั่วยามในที่สุดก็เกิดข้อผิดพลาด พื้นดินที่แห้งแข็งมาตลอดทาง จู่ ๆ ปรากฏบ่อโคลนนิ่มยวบขวางหน้า ทันทีที่ท่าเท้ากระแทกเหยียบ ท่อนขาของหยางเฉิง พลันตกวูบลงไปในโคลนเหลวหากเป็ยามปกติ หยางเฉิงอาจจะแก้ไขได้ทัน แต่เวลานี้ ร่างของหยางเฉิงนั้นตึงจนเกินไปเมื่อเกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อย เชือกที่ตึงเกินพอดี ย่อมกลายเป็ขาดสะบั้นเรี่ยวแรงสูญสิ้น ขาแข็ง กลายเป็อ่อนยวบไม่อาจขยับ ใบหน้าคะมำทิ่มลงพื้นดินร่างของหยางอี้บนบ่า ก็ล้มไปด้วยกัน แต่ไม่ทันจะกระเด็นไถล มือขวาของหยางเฉิงพลันยืดออกคว้าจับขาของบุตรชายเอาไว้ ด้วยตั้งใจ จะเร่งลุก หลบหนีอีกครั้ง
เมื่อเหยื่อพลาดพลั้ง ผู้ล่ายอมมิปล่อยโอกาสให้หลุดลอยสมุนมารที่ตามติด แสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม สองมือกระชับขวานใหญ่แน่น ศาสตราคู่กายง้างชูขึ้นเหนือหัวพละกำลังทั่ว ร่างรวมรั้งเป็จุดเดียว ผสานเสริมด้วยอำนาจของศาสตราสังหาร ก่อเกิดลมปราณดุดันกดทับที่ด้านหน้าทั้งที่ยังมิเริ่มลงมือ เมื่อสภาวะจู่โจมค่อย ๆ ขยายไกล สองเท้าที่ก้าวประชิด พลันหยุดนิ่งกระแทกเหยียบลงพื้นแข็ง ร่างมหึมาดีดสะท้อนกระโจนสูง ชั่วเสี้ยวหายใจ ก็เคลื่อนมาอยู่เหนือร่างสองพ่อลูกตระกูลหยาง
หยางเฉิงที่ใกล้สิ้นสติ แม้ไม่อาจต่อต้านใด ๆ แต่มือข้างเดียวที่เหลือพอดีกำขาของบุตรชายเอาไว้แน่น จึงหวังออกแรงเหวี่ยงร่างของหยางอี้ ให้ลอยออก พ้นรัศมีสังหารแต่สุดท้าย กระทำได้เพียงในความคิด
ตูม !!!
ขวานั์กระแทกลงปะทะพื้นดิน รอบข้างแตกกระเพื่อมเป็วงกว้างลมปราณทำลายล้าง มิธรรมดาโยกกระเพื่อมผิวดินแข็ง จนสั่นไหวขึ้นลง ราวกับคลื่นน้ำที่แ่งรอบออกไปทุกทิศทางเศษอิฐหินลอยฟุ้ง คมขวานฝังลึกลงไปใต้ผิวดินกว่าครึ่ง แต่สุดท้าย กลับไร้ร่องรอยของเป้าหมาย...สองพ่อลูกตระกูลหยางกลับผลุบหายลงไปใต้พื้นดินต่อหน้าต่อตาของของมันอย่างไม่น่าเชื่อ ยามนั้นสมุนมารบังเกิดความเกรี้ยวโกรธ คิดพลิกพื้นดินกลับด้านขึ้นมาค้นหา แต่เสียงขลุ่ยิญญาโศก ดังแว่วไกล ส่งสัญญาณ...ถอนทัพทันทีพอดีดังขึ้นขัดจังหวะ สมุนมารผู้นี้ จึงไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่หันหลังทะยานวิ่งกลับคืน ตามคำสั่งผู้เป็หัวหน้าของมัน
.
.
ราตรีกาลค่อย ๆเคลื่อนผ่าน ช่องเขาแคบ ที่สองพ่อลูกตระกูลหยางผลุบหาย ยามนี้ ปรากฏกองกำลังสวมชุดเกราะสีเขียวแปดคนเคลื่อนผ่าน การสะสางสมรภูมิ ซึ่งถูกเพลิงผลาญทำลายหลักฐาน ยากที่จะหาเบาะแสติดตามคนร้ายแถมเื่ราวโหดร้าย ไม่พบผู้รอดชีวิต แม้แต่คนเดียว ทำให้กองกำลังชุดเกราะสีเขียวใช้เวลาไม่นานนัก ก็เร่งควบม้ากลับคืนช่องเขา
กลางดึกผ่านพ้น กองกำลังชุดเขียวสวมหน้ากาก ปกปิดใบหน้าทั้งแปดจากไปแล้วแต่ความเงียบมิคงอยู่นาน เมื่อปรากฏเสียงฝีเท้าม้าศึก ย่ำสะท้อนไปทั่วช่องเขาลมหายใจของหนึ่งชายหนึ่งหญิง ซึ่งนั่งบนหลังม้าเร่งร้อนเป็กังวล บุรุษนั้นนาม...หลิวเหวินหงส่วนสตรีเป็บุตรีของมันนาม...หลิวซีอิ๋ง ม้าศึกเคลื่อนไว พาทั้งสองผ่านช่องเขาแคบอย่างร้อนรนจนสุดท้าย ทั้งสองก็มาถึงที่หมาย ซึ่งสอบถามสถานที่มาจากกลุ่มกองกำลังชุดเขียวซึ่งเคลื่อนผ่านสวนทางกัน เมื่อตอนที่ทั้งสอง กำลังจะเข้าสู่ช่องเขาจากอีกด้านภาพชีวิตนับร้อยตกตายมอดไหม้ สภาพศพไม่อาจจำแนกสุมกอง แต่หญิงสาวมิยอมแพ้ ใช้สองมือคุ้ยหาแต่สุดท้าย ก็มิอาจรู้ว่าผู้ใดเป็บุตรชายและสามีของตน...เสียงโหยไห้ปริ่มจะขาดใจ ดังสะท้อนน้ำตาไหลชโลมอาบสองแก้มขาวซีด อย่างมิอาจควบคุม สุดท้าย เสียใจจนไม่อาจประคองสติสืบต่อการค้นหาจึงได้ยุติลง
.
.
ท้องฟ้าเริ่มสว่างแต่จันทร์เสี้ยวเบื้ยงบน ยังคงจับจ้องลงมายังพื้นพิภพ มิจากไปเสียงโหยไห้เงียบสงัด ไปได้พักใหญ่แล้ว เื่ราววุ่นวายเหนือพื้นดิน สงบนิ่งตามกันแต่เหตุการณ์ใต้ผิวดิน ลึกเข้าภายในช่องเขา กลับเพิ่งจะเปิดฉากขึ้น เคลื่อนจากผิวดินเฉอะแฉะลึกลงราวห้าจั้ง ปรากฏช่องโพรงคดเคี้ยวขนาดใหญ่ ถัดเฉียงเข้าไป จากผิวเดอนแฉะไม่ห่างนัก ความสงบเงียบด้านล่าง กำลังถูกเสียงโหวกเหวกของเด็กน้อยผู้หนึ่งทำลาย