ได้ยินเพียงเสียงหานเฟิงะโก้องหนึ่งคำ “ดัชนีทะลวงทวาร!!”
หลังจากวางแผนมากมาย หานเฟิงก็ะเิพลังและลงมือโจมตีจริงในที่สุด
ศึกครั้งนี้ หานเฟิงะเิพลังเพียงสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อกู่ปาลงมือโจมตีก่อน หานเฟิงตั้งรับแล้วผลักกู่ปาออกไป
หานเฟิงเชื่อว่ากู่ปาถูกโจมตีเช่นนี้ จะต้องตกตะลึงและโกรธมากเป็แน่ หลังจากฝึกฝนมาสามปี เขากลับถูกผู้ที่เพิ่งฝึกฝนกำลังภายในมาได้หนึ่งวันโจมตีจนยับเยิน ผลการต่อสู้นี้เพียงพอที่จะทำให้กู่ปากลายเป็ตัวตลกท่ามกลางกลุ่มเด็กหนุ่มตระกูลหาน
หลังจากนั้น หานเฟิงยังคงเอาแต่หลบหลีก แม้เขาจะอับอาย แต่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่โต เื่นี้ต้องทำให้ความโกรธในใจของกู่ปาปะทุขึ้นมาอีกครั้งเป็แน่ พลอยทำให้การโจมตียุ่งเหยิง แต่ละหมัดสิ้นเปลืองกำลังภายในมากมาย เช่นนี้แล้ว ไม่เพียงทำให้หานเฟิงหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย ยังง่ายต่อการอำพรางการโจมตีที่แท้จริงอีกด้วย
ด้วยการะเิพลังเพิ่มความเร็วเป็ครั้งที่สอง กู่ปาผู้ที่มีความโกรธอัดแน่นคับอกย่อมไม่มีทางนึกถึงสิ่งอื่นใด ในใจเขาเต็มไปด้วยความ้าที่จะซัดหานเฟิงให้กระเด็น
ด้วยเหตุนี้ หานเฟิงจึงเคลื่อนไปข้างหลังกู่ปาด้วยความเร็วสูงอย่างง่ายดาย
แน่นอนว่านี่เป็ผลจากการที่กู่ปาสิ้นเปลืองกำลังกายและกำลังภายในไปไม่น้อย ไม่เช่นนั้นการที่หานเฟิงคิดจะพึ่งความเร็วเพียงอย่างเดียวอ้อมไปด้านหลังกู่ปาย่อมไม่ใช่เื่ง่าย
ในขณะเดียวกัน กู่ปายังเด็กเกินไป ขาดไหวพริบในการต่อสู้ที่เพียงพอ วิธีการของหานเฟิงยังพอใช้กับกู่ปาได้ แต่หากใช้กับครูฝึกหลินผู้ฝึกยุทธ์ที่ต่อสู้อย่างมีระเบียบแบบแผนแล้ว อาจไม่เกิดผลใด ๆ กระทั่งว่าครูฝึกหลินอาจจะมองเขาทะลุปรุโปร่งั้แ่แรก
หลังจากะเิกำลังภายในย่อม ๆ สองครั้งติดต่อกัน กำลังภายในในร่างของหานเฟิงจึงเหลือเพียงน้อยนิด และกำลังภายในทั้งหมดก็ใช้ไปกับดัชนีทะลวงทวารแล้ว
เขารวบรวมพลังทำลายล้างทั้งหมดไปที่สองนิ้วนั้น
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ ด้วยการฝึกฝนวรยุทธ์ ความแข็งแกร่งของร่างกายย่อมแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป เหนือชั้นกว่าคนปกติ
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ขึ้นถึงระดับสูงแล้ว แม้เขาจะไม่ใช้กำลังภายใน หมัดของคนธรรมดาทั่วไป เมื่อถูกตัวของผู้ฝึกยุทธ์ย่อมไม่อาจทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ว่าจะถูกจุดอ่อนบางแห่ง เช่น คอหรือเป้า
แม้กู่ปาจะทำให้คนรู้สึกรำคาญ แต่เขาก็ยังเป็บ่าวรับใช้ตระกูลหาน แน่นอนว่าหานเฟิงย่อมไม่ฆ่าคน การโจมตีที่คอหรือเป้าย่อมไม่อยู่ในการพิจารณาของหานเฟิง หากเขาไม่รู้เื่นี้ และบังเอิญฆ่ากู่ปาหรือตัดโอกาสในการสืบสายเืของกู่ปา เช่นนั้นย่อมไม่ดีแน่
หลังจากะเิพลังออกมาชั้นแล้วชั้นเล่า ดอกเบญจมาศ ก็เข้าสู่สายตาของหานเฟิง
เมื่อเทียบกับคอและเป้าแล้ว ดอกเบญจมาศคือจุดอ่อนหนึ่งเช่นกัน ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว การโจมตีดอกเบญจมาศ ขอเพียงควบคุมให้ดี กู่ปาย่อมไม่เป็อันตรายถึงชีวิต อย่างมากดอกเบญจมาศก็เพียงฟกช้ำไปสองสามวัน นอนซมอยู่บนเตียงแค่สองสามวันเท่านั้น
หลายวันให้หลัง หานเฟิงเชื่อว่าเขาสามารถจัดการกู่ปาได้โดยไม่ต้องใช้วิธีพิเรนทร์เช่นนี้
กู่ปามีกำลังกายและกำลังภายในเหลืออยู่เล็กน้อยเท่านั้น ไหนเลยจะต้านทานความเคลื่อนไหวที่ต่ำช้าเป็พิเศษเช่นนี้ได้ เขาพลันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
เหล่าคุณชายตระกูลหานที่กำลังรับชมต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง ขมิบก้นโดยไม่รู้ตัว ดูแล้วช่างเ็ปจริง ๆ!
“น่ากลัวจริง ๆ มารดาข้า!”
“ฮือๆๆๆ พี่หานเฟิงน่ากลัวมาก ข้าจะหาแม่!” นี่คือเด็กอายุสิบขวบผู้ที่เพิ่งเข้าร่วมฝึกวรยุทธ์
การกระทำของหานเฟิงทิ้งเงามืดไว้ในใจที่แสนเยาว์วัยของพวกเขา ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของหานเฟิงในใจของพวกเขากลายเป็พวกวิปริต
เด็กหนุ่มหลายคนมองหานเฟิงด้วยความหวาดผวา ผงะก้าวถอยหลังโดยไม่รู้สึกตัว ครั้นกลับไปเห็นกู่ปา ก็ให้รู้สึกเวทนาขึ้นมาอีกครั้ง
หานหลินเห็นภาพทั้งหมดนี้หนังตาพลันกระตุก ยกมือขึ้นแตะของตนเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะใช้มือปาดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก เขาเดินไปที่อื่นอย่างเงียบเชียบ เริ่มลงมือฝึกวรยุทธ์ต่อไป
หานเลี่ยกับหานกู่กลืนน้ำลาย
หานเลี่ย “ยังดีที่หานหลินไม่ได้ไป หางเฟิงร้ายกาจเกินไปแล้ว หานหลินแม้จะแข็งแกร่งเพียงใด ก็มีความเป็ไปได้ว่าจะถูกเขาตลบหลัง”
สมองของทั้งสองจู่ ๆ ก็ปรากฏภาพหานหลินนอนอยู่กับพื้นด้วยสีหน้าเ็ป ดอกเบญจมาศยกโด่งขึ้นสูง เืพุ่งกระฉูด พวกเขาพลันขนลุกเกรียว สีหน้าเผือดสี รีบออกไปจากฝูงชนที่รายล้อมทันที
เมื่อหานหลินเห็นสีหน้าของทั้งสอง ก็รู้แล้วว่าทั้งคู่คิดอะไรอยู่ พลันให้รู้สึกขุ่นเคือง “พวกเ้าคิดอะไร? ยังไม่รีบมาฝึกกับข้าอีก? ต่อไปข้าจะให้พวกเ้าฝึกวิชากรงเล็บสยบนิ่ง”
ทั้งสองคนร้องห่มร้องไห้พลางกล่าว “ลูกพี่หานหลิน ไม่เอานะขอรับ!!”
ผู้ที่จากไปอย่างเงียบ ๆ เหมือนหานหลินมีไม่น้อย อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุต่ำกว่าสิบห้าปี ประสบการณ์ชีวิตยังน้อย ปกติสู้กันผลลัพธ์ก็มีเพียงรอยฟกช้ำเืไหล ถูกแทงดอกเบญจมาศนั้นเป็เื่ที่หนักหนาสาหัสเกินไป
หากพวกคนร้ายอยู่ที่นี่ ดวงตาคงเปล่งประกายสว่างวาบ นี่จึงจะสมกับเป็ลูกไม้ของคนชั่วจริง ๆ
ท่ามกลางฝูงชน เด็กหนุ่มสองคนเบียดตัวออกมาอย่างกระอักกระอ่วน สองคนนี้เป็กลุ่มชนชั้นล่างในตระกูลหานเช่นกัน พวกเขากับกู่ปานับว่าเป็สหาย ท่ามกลางเสียงครวญครางอย่างอ่อนแรงของกู่ปา พวกเขาแบกกู่ปาออกไป ขณะที่เดินพวกเขาก็คอยหันมามองหานเฟิงเป็ระยะ ด้วยกลัวว่าหานเฟิงจะทำบางอย่างกับพวกเขาเช่นกัน
สายตาหวาดระแวงนี้ พาให้ปากของหานเฟิงกระตุก
กระทั่งแน่ใจว่าหานเฟิงไม่สามารถลอบโจมตีพวกเขาได้ สองคนนี้จึงหามกู่ปาวิ่งหนีไปอย่างเร็วรี่
ณ ห้องพยาบาลของตระกูลหาน ชายชราศีรษะเกือบล้านมองกู่ปาด้วยสีหน้าตกตะลึง “มารดามันเถอะ เดี๋ยวนี้ยิ่งฝึกวิชาก็ยิ่งไร้กฎเกณฑ์ขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระทั่งดอกเบญจมาศก็ไม่เว้น”
เด็กหนุ่มทั้งสอง หนึ่งในนั้นที่ยังขนลุกขนพองไม่หายตอบว่า “ผู้เฒ่าหาน าแของกู่ปา”
ผู้เฒ่าหานโบกมือ “ไม่เป็ไร ไม่ได้เข้าไปลึกนัก นอนพักแค่เจ็ดแปดวันก็ดีขึ้น!”
เด็กหนุ่มทั้งสองถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนหานเฟิงลงมือยังรู้จักหนักเบา
ครั้นทั้งสองคนกลับไปถึงลานฝึก ระยะเวลาในการฝึกใกล้หมดแล้ว ผู้คนเริ่มทยอยกันออกไป หานเฟิงทนไม่ไหวอีกแล้ว รีบบึ่งออกไปล้างนิ้ว
ขณะเดียวกันในห้องโถงตระกูลหาน ชายชราร่างผอมผู้หนึ่งนั่งอยู่บนตำแหน่งที่นั่งสูงทางขวามือ มือที่ยื่นออกมาสั่นเทาและเหี่ยวย่นเป็พิเศษ
เมื่อเผชิญหน้ากับชายชราผู้นี้ ครูฝึกหลินกลับให้ความเคารพเป็อย่างยิ่ง ในฐานะหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหาน ระดับพลังของเขาถึงขั้นมนุษย์สิบดาราแล้ว มือที่ดูเหี่ยวย่นของเขากลับกอบกุมพลังมหาศาล สามารถฉีกอสูรขนาดมหึมาที่สูงเท่าคนสองคนได้ในพริบตา
ชายชราผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหานอวี้ผู้นำตระกูลหาน!
ด้านล่างของหานอวี้ มีสามร่างยืนอยู่
คนแรกอายุราว ๆ สี่สิบปี รูปร่างสูงใหญ่ ตัวสูงที่สุดในบรรดาสามคน เขายืนปักหลักอยู่ที่นั่นราวกับหมีตัวหนึ่ง
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากบุตรชายคนโตของหานอวี้ ลุงใหญ่ของหานเฟิง หานเทียนสิง ระดับพลังขั้นมนุษย์ระดับสูงเก้าดารา
คนที่สอง เตี้ยที่สุดในจำนวนสามคน หน้าตาราว ๆ สี่สิบปีเช่นกัน รูปร่างของเขาผอมกะหร่อง ราวกับตะเกียบ
ครูฝึกหลินกลับหวาดระแวงบุคคลที่สองมากกว่าหานเทียนสิง
คนผู้นี้คือบุตรชายคนรองของหานอวี้ ท่านลุงสองของหานเฟิง หานเทียนลี่!