บทที่ 40 บุรุษทั้งห้า
เมื่อเผชิญกับสีหน้าประหลาดใจและงุนงงของฉินหยวน องค์ชายกลับไม่รู้สึกอะไร เขาเงยหน้ามองนางครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “วันนี้ที่เชิญเจ้ามา เป็นเพราะข้าคิดขึ้นมาได้กะทันหัน จนข้าลืมสั่งให้คนจัดที่นั่งเพิ่มอีกที่ให้เจ้า ดังนั้นจึงไม่ทางเลือกอื่น คงต้องรบกวนให้คุณหนูฉินนั่งร่วมโต๊ะกับข้าแล้ว”
หากเป็นคนทั่วไปเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ ฉินหยวนอาจจะคิดว่าเขากำลังรู้สึกปลาบปลื้มนาง ทว่าพอถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากปากของชายตรงหน้า ไม่รู้เหตุใดนางกลับรู้สึกว่ายิ่งวิเคราะห์อย่างละเอียดก็ยิ่งรู้สึกประหลาด ถึงกระนั้น ตามความเข้าใจของฉินหยวน นางไม่มีทางคิดว่าชายผู้นี้กำลังปลาบปลื้มนางอยู่จริง ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขากำลังเยาะเย้ยอะไรบางอย่างอยู่
ฉินหยวนยิ้มมุมปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมา “ท่านพูดเกินไปแล้ว การได้นั่งร่วมกับองค์ชาย นับเป็นเกียรติที่หาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้ของหยวนเอ๋อร์” พูดจบ ฉินหยวนก็ไม่รีรอนั่งลงบนที่นั่งข้าง ๆ เขาทันที
“หืม? คุณหนูฉิน ช่างพูดช่างจาเก่งเสียจริง” เมื่อเผชิญกับท่าทางนอบน้อมของฉินหยวน นอกจากรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่เสแสร้งแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น
เด็กสาวอายุเพียงสิบกว่าปี ทว่ากลับพูดจาเฉียบคมยิ่งกว่าผู้ใด ไม่รู้ว่านางเหมือนใครกันแน่ ถ้าบอกว่าเหมือนบิดา ฉินจงเจิ้งผู้นั้นก็ดูจะต่ำต้อยเกินไป ดูเหมือนไม่มีสมองเช่นนี้ ถ้าหากบอกว่าเหมือนมารดานาง ฮูหยินไป๋ผู้นั้น ได้ยินว่าฮูหยินใหญ่ของตระกูลฉินมีนิสัยอ่อนโยน เดิมทีเป็นสตรีผู้ดีจากตระกูลไป๋ แต่เพราะตระกูลไป๋ตกต่ำไป นางอ่อนแอลง ถึงได้ถูกรังแกจนเป็นเช่นนี้ ต้องให้บุตรสาวคอยปกป้อง
เมื่อดูเช่นนี้แล้วคงไม่เหมือนผู้ใดเลย เพียงเพราะเด็กสาวผู้นี้เกิดมาพร้อมนิสัยแบบนี้เอง
ฉินหยวนก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
ในสถานการณ์เช่นนี้ พูดอะไรก็คงผิดทั้งนั้น นางจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรดีกว่า
เมื่อเห็นองค์ชายกับเด็กสาวพูดจาโต้ตอบกันไปมา ทั้งคู่นั้นมีวาจาที่เฉียบคมไม่แพ้ไปกว่ากันเลย เหมือนติดใจที่จะต่อล้อต่อเถียงกันไม่หยุด ผู้คนทั้งสี่ด้านล่างชั่วขณะหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรทำท่าทางอย่างไรดี
ผู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดคือ หลิวจวิ้นฮ่าว บุตรชายของขุนนางชั้นสูงแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน เขารู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่หลี่เยี่ยน หรือที่รู้จักกันในนามองค์ชายหนิงที่พาเด็กสาวผู้นี้เข้ามาในงานเลี้ยงสำคัญโดยที่ไม่ใส่ใจอันใดเลย
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงขมวดคิ้วและเอ่ยว่า “องค์ชาย หากข้าจำไม่ผิด วันนี้เป็นงานเลี้ยงสำคัญสำหรับพวกเรา เหตุใดจึงมีเด็กสาววัยเยาว์ได้?” ขณะพูด หลิวจวิ้นฮ่าวยังมองไปที่ฉินหยวนที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ด้านข้างอย่างจงใจ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่องค์ชายพาผู้อื่นเข้ามาในงานเลี้ยงสำคัญเช่นนี้โดยไม่กล่าวอันใดสักคำ
ในตอนแรก เมื่อเด็กสาวผู้นี้เข้ามา เขายังคิดว่าเป็นสาวใช้ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากไม่ใช่เพราะองค์ชายหลี่เยี่ยนพูดคุยกับนางในภายหลัง เกรงว่าหลิวจวิ้นฮ่าวคงจะเรียกคนมาไล่นางออกไปแล้ว
“แล้วอย่างไร มีปัญหาอันใดงั้นหรือ? ในยามนี้ เจ้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกหรือ? ต้องให้ข้าอธิบายให้เจ้าฟัง?”
หลี่เยี่ยนแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
งานเลี้ยงครั้งนี้ ผู้ใดจะเป็นแขกที่ได้รับเชิญมา หลี่เยี่ยนย่อมเป็นผู้ตัดสินใจ เขาจะเชิญผู้ใดมาก็ได้ เรื่องเช่นนี้หลิวจวิ้นฮ่าวคงไม่สามารถก้าวก่ายได้
หลิวจวิ้นฮ่าวไม่คาดคิดว่าองค์ชายหลี่เยี่ยนจะโต้กลับอย่างไม่ปรานีเช่นนี้ เขาจึงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “องค์ชายข้าใช้คำพูดไม่เหมาะสม… แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าคิดว่าท่านจำเป็นต้องอธิบายสักเล็กน้อย ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร?”
พูดจบ หลิวจวิ้นฮ่าวก็หันสายตาไปยังชายสามคนที่อยู่รอบ ๆ
หนึ่งในนั้นคือหลี่โหม่วหรือขุนนางหลี่ผู้ที่ได้ตำแหน่งจ้วงหยวน*[1] ในราชวงศ์ปัจจุบัน อีกคนหนึ่งคือหลิวโหม่ว ขุนนางหลิวผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ และท่านสุดท้ายคือองค์ชายหลี่อวิ๋น
ในบรรดาทั้งสี่ท่านนี้ ล้วนมีตำแหน่งในราชสำนัก เมื่อรวมกับองค์ชายหนิงหลี่เยี่ยนผู้เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ บุรุษทั้งห้าคนร่วมมือกันย่อมแข็งแกร่งอย่างยิ่ง แทบไม่มีผู้ใดเทียบได้
ถึงกระนั้นในบรรดาคนเหล่านี้ หลิวจวิ้นฮ่าวมีปัญหามากที่สุด!
ความจริงแล้ว หลิวจวิ้นฮ่าวไม่พอใจองค์ชายหนิงเป็นอย่างมาก ในฐานะบุตรชายของขุนนางชั้นสูง เขาคิดว่าองค์ชายหนิงเป็นเพียงองค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากกว่าผู้อื่นเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ ไม่มีอันใดที่แตกต่างไปจากผู้อื่นเลย
หากไม่ใช่เพราะอีกสามคนที่เหลือไว้วางใจเขาเป็นอย่างมาก และยังคอยพึ่งพาอยู่เสมอ หลิวจวิ้นฮ่าวคงไม่ยอมมาพึ่งพาอาศัยพวกเขา เพราะสถานการณ์บังคับนี่เอง ถึงได้มาพึ่งพาพวกเขา
“เรียนองค์ชาย ข้าคิดว่า ถึงแม้นี่จะเป็นงานเลี้ยงของท่าน แต่เรื่องที่พวกเราหารือกันล้วนเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น การที่ท่านพาเด็กสาวมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก ข้าคิดว่าองค์ชายควรอธิบายเสียหน่อย เพื่อให้พวกเรารู้เรื่องราวบ้าง องค์ชายคิดเยี่ยงไร?” คนแรกที่เอ่ยปากคือท่านแม่ทัพหลิวที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับหลิวจวิ้นฮ่าว เขาเป็นแม่ทัพที่อาวุโสที่สุดในราชสำนัก ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน เขาจึงรอบรู้ในเรื่องราวทางโลกและมารยาททางสังคมเป็นอย่างดี
แม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เขาก็เข้าใจดีว่าควรใช้คำพูดที่อ่อนน้อมถ่อมตนจะดีกว่า
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้ทุกคนย่อมรู้ดีถึงนิสัยใจคอขององค์ชายหลี่เยี่ยน ถึงแม้บางครั้งจะรู้สึกอึดอัด แต่พวกเขาก็ตระหนักดีถึงความเฉลียวฉลาดขององค์ชาย
การติดตามผู้นำที่มีทั้งความกล้าหาญและมีไหวพริบเปี่ยมไปด้วยลักษณะของแม่ทัพเช่นนี้ย่อมไม่ผิดพลาด
ท่านแม่ทัพหลิวจึงเปลี่ยนวิธีถาม หลี่เยี่ยนที่ได้ยินแล้ว สีหน้าดูจะดีขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากเงียบไปนาน เขาก็เอ่ยตอบ “นางคือฉินหยวน คุณหนูใหญ่ของตระกูลฉิน พวกเจ้ายังจำได้หรือไม่? ครั้งก่อนที่วัด มีผู้มาช่วยชีวิตคุณชายหย่งไว้ คนผู้นั้นก็คือเด็กสาวที่ท่านแม่ทัพหลิวกล่าวถึงอย่างไรเล่า”
ตอนที่กล่าวถึงประโยคสุดท้าย หลี่เยี่ยนยังเหลือบมองหลิวจวิ้นฮ่าวที่อยู่ข้าง ๆ อย่างจงใจ
แท้จริงแล้ว ท่านแม่ทัพหลิวรู้อยู่แก่ใจดีว่าหลิวจวิ้นฮ่าวนั้นไม่เคยอยู่นิ่งเฉย แต่เขาก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ เพียงเพราะฐานะของหลิวจวิ้นฮ่าวยังไม่มีผู้ที่เหมาะสมกว่าที่จะมาแทนที่…
หลังจากการพูดคุยกันหลายครั้ง หลี่เยี่ยนเริ่มรู้สึกว่าฉินหยวนนั้นไม่ธรรมดา หากนางเต็มใจ เขาอยากจะให้นางมาทำงานให้เขา เหมือนกับข้อตกลงที่เคยทำกันไว้ เขายินดีเป็นที่พึ่งพิงให้นางสามารถใช้อำนาจจัดการในจวนตระกูลฉินได้ และกำจัดผู้ที่ขวางทางได้ตามใจปรารถนา ทว่าฉินหยวนก็ต้องทำงานให้เขา พยายามหาสิ่งของที่เขาต้องการมา ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ ไม่ติดค้างกัน
เพราะมีความคิดเช่นนั้น เขาถึงได้ส่งคนไปเชิญนางมา เพื่อให้นางค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับที่นี่ และสังเกตความสามารถของนาง รวมถึงเรื่องราวมากมายที่ต้องคุยกันให้ชัดเจน ท้ายที่สุดครั้งนี้ที่นางมา คงไม่ได้มาแค่งานเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น นางย่อมต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องการให้เขาช่วยเป็นแน่
ส่วนหลิวจวิ้นฮ่าวยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
นอกจากความฉลาดที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย และฐานะที่สูงส่งของเขา ดูเหมือนว่าหลิวจวิ้นฮ่าวจะไม่มีอะไรดีไปกว่านั้นอีกแล้ว
“ที่แท้ ท่านนี้ก็คือคุณหนูตระกูลฉิน ผู้ช่วยชีวิตคุณชายหย่งไว้นี่เอง” ท่านแม่ทัพหลิวลูบเคราอย่างครุ่นคิด พยักหน้าตอบ
“คุณหนูตระกูลฉินงั้นหรือ?” หลิวจวิ้นฮ่าวได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วสงสัย
[1] ตำแหน่งจ้วงหยวน คือชื่อตำแหน่งของผู้ที่สอบได้อันดับ 1 ในการสอบคัดเลือกข้าราชการของจีนแผ่นดินใหญ่ ในสมัยก่อนจะมีการจัดสอบประมาณ 3 ปีต่อครั้ง และแต่ละครั้งจะมีเพียงคนเดียวที่ได้ตำแหน่งนี้