“แกว๊กกก แกว๊กกกก!”
ถึงสองสามีภรรยาจะฟังภาษาไก่ไม่ออก แต่รับรู้ได้ถึงความไม่เป็มิตรในน้ำเสียง ปีกสองข้างกระพือสูงเพื่อข่มขวัญ รู้สึกว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์กลับตัวไม่ได้ ให้ลุยต่อก็คงไปไม่ถึงอย่างไรชอบกล กระนั้นหลี่อี้เทียนทำใจดีสู้ไก่เอื้อมมือเด็ดผลท้อต่อ
“ท่านพี่ระวังเ้าค่ะ”
เตือนไม่ทันจบประโยค เ้าไก่ขี้หวงก็ตีปีกและประเคนเท้าใส่ชายหนุ่มรัวๆ
“โอ๊ยๆ ไปแล้วๆ!” หลี่อี้เทียนหดคอหลบการโจมตีจากไก่คลั่ง ขาขึ้นปีนป่ายอย่างระมัดระวัง แต่ขาลงแทบพุ่งหลาวจากต้นไม้ ยืนบนพื้นแค่อึดใจ ก็มีเสียงตีปีกสลับวิ่งย่ำบนพื้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ชะรอยว่าเสียงแหลมที่แผดก่อนหน้าจะเป็การตามพรรคพวก ไก่ป่าฝูงใหญ่กำลังกรูมาหาสองสามีภรรยา มองอย่างไรก็หาความปลอดภัยในชีวิตไม่ได้
“น้องหญิง วิ่ง!”
“เ้าค่ะ!”
มือเล็กรีบห่อผ้าลวกๆ แล้วกอดไว้ในอ้อมแขน หลินจื้ออิงโกยแน่บ พยายามรักษาผลท้อยิ่งชีพ
“กระต๊ากก!”
เ้าไก่หัวโจกไม่วายส่งเสียงไล่หลัง หากแปลเป็ภาษามนุษย์คงหมายถึงว่า ‘ไปให้พ้นเลยนะ!’
ภารกิจออกสำรวจ จู่ๆ ก็กลายเป็ภารกิจเอาตัวรอด หลี่อี้เทียนคว้าข้อมืออีกคนไว้ ก่อนจะพากันสับขาวิ่งออกจากป่าโดยมีฝูงไก่หัวร้อนตามไปติดๆ เมื่อเห็นผู้บุกรุกพ้นชายป่าไปพวกมันก็เลิกรา
“ท…ท่านพี่ ข…ข้าขอพักหายใจก่อนเ้าค่ะ”
หันไปดูด้านหลังไม่เจอฝูงไก่ไล่กวด คนตัวเล็กกว่าชะลอจังหวะวิ่งแล้วทิ้งตัวลงนั่ง ชายหนุ่มเองก็รู้สึกเหมือนว่าปอดจะหลุดออกมาด้านนอกจึงทรุดตัวลงนั่งด้วย
พักหายใจหายคอได้ครู่หนึ่ง ั์ตาคู่กลมเพิ่งสังเกตเห็นสภาพสามี ผมเผ้าที่เมื่อเช้ารวบอย่างดี บัดนี้ยุ่งเหยิงเพราะไก่ทึ้งไว้ หลินจื้ออิงเม้มปากเบนหน้าไปอีกทาง พยายามอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้เผลอเสียมารยาทหลุดยิ้มออกมา
“น้องหญิงอย่าขำข้า ผมหน้าม้าเ้าก็แตกเช่นกัน”
หลี่อี้เทียนแซวกลับพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ เขาพอคาดเดาสภาพตัวเองได้ว่ายับเยินแค่ไหน จากนั้นจึงลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปให้ผู้เป็ภรรยา
“กลับบ้านไปตั้งหลักกันก่อนเถิดวันนี้”
“ไก่พวกนั้นดุมากเลยนะเ้าคะ”
“นั่นสิ”
หลินจื้ออิงนิ่งคิดอยู่ครู่ก่อนทาบมือลงไป ฝ่ามือใหญ่ช่วยดึงนางให้ลุกขึ้นมา แถมยังช่วยจัดผมหน้าม้าอีกฝ่ายให้เข้าทรงตามเดิม จากนั้นพากันเดินไปคุยไปเกี่ยวกับการผจญภัยวันนี้กระทั่งกลับถึงบ้าน
ทั้งคู่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าชีวิตหลังแต่งงานจะมีเื่ให้ตื่นเต้นเช่นนี้!
การเป็ชาวนาชาวสวนมันไม่ง่ายเลยจริงๆ!