จางอ้ายหลินและซูอี้โจวเริ่มลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้นคนหนึ่งรับหน้าที่ผ่าไม้ไผ่ให้เป็กระบอกส่วนอีกคนก็เจาะช่องบนกระบอกไม้ไผ่เพื่อบรรจุน้ำจิ้มไข่ปู
ขณะนั้นซูอี้หว่านกลับไม่ได้เข้าไปช่วยแต่เดินตรงไปยังทิศทางที่ชายผู้นั้นอยู่
"นี่คือยาของท่านในวันนี้ ดื่มให้หมดเล่า"
ก่อนหน้านี้ตอนที่ซูอี้โจวและชายผู้นั้นไปตัดไม้ไผ่ซูอี้หว่านก็ถือโอกาสใน่ที่กำลังเคี่ยวน้ำจิ้มไข่ปูลงมือปรุงยาของชายผู้นั้นให้เสร็จเรียบร้อย
แม้ว่าจะเสียเวลาไปบ้างตอนนี้ยาต้มเย็นลงไปบ้างแล้ว แต่นางก็ี้เีจะอุ่นให้เขาอีกรอบ
ชายผู้นั้นได้ยินคำพูดของนางก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยรับชามมาดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ใช้มือใหญ่เช็ดคราบยาที่มุมปาก
เขารู้สึกเสมอว่ารสชาติของยาต้มนี้แปลกประหลาดไม่เหมือนยาต้มใดๆ ที่เขาเคยดื่มมาก่อน
"ขอบคุณ ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก"
"จริงหรือ?"
ซูอี้หว่านได้ยินคำขอบคุณของชายผู้นั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยปากออกมา
"ในเมื่อท่านรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้ว ก็รีบจากไปเสียเถิด"
ชายผู้นั้นราวกับไม่คาดคิดว่าซูอี้หว่านจะพูดให้เขาไปั้แ่คำแรกดวงตาเป็ประกายวูบไหวเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร
ซูอี้หว่านพูดจบก็รู้สึกว่านางพูดตรงเกินไป
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหลังจากที่ครอบครัวของพวกนางข้ามภพมา ก็ได้รับการช่วยเหลือจากชายผู้นี้มาไม่น้อยยิ่งไปกว่านั้นในวันนี้หากไม่ได้เขาพี่ชายของนางอาจถูกพวกเกณฑ์ทหารจับตัวไปแล้วก็ได้
ซูอี้หว่านคิดถึงเื่พวกนี้ก็รู้สึกว่าตนเองเหมือนกำลังข้ามแม่น้ำแล้วทิ้งสะพาน
"ช่างเถอะ ข้าจะพูดตรงๆ เลยแล้วกัน! ข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่คนธรรมดาด้วยฝีมือและความสามารถของท่าน ฐานะของท่านย่อมไม่ธรรมดา"
ซูอี้หว่านมองท่าทีเงียบงันของชายผู้นั้นก็ตัดสินใจพูดให้ชัดเจน
"ข้าไม่สนว่าก่อนหน้านี้ท่านจะเป็ใครเจอเื่อะไรมาถึงได้ต้องปลอมตัวเป็ขอทานแต่ก่อนหน้านี้ที่ท่านช่วยเหลือครอบครัวของข้าก็เป็เื่จริงข้าซาบซึ้งในน้ำใจของท่านแต่ข้าไม่อยากให้ท่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวของข้า!"
"ท่านเข้าใจความหมายของข้าใช่หรือไม่?"
"เ้าคิดว่าหากข้ายังคงอยู่กับพวกเ้าจะสร้างความยุ่งยากให้กับเ้าและครอบครัวของเ้า?"
ชายผู้นั้นได้ยินซูอี้หว่านพูดเช่นนี้ดวงตาคมกริบดุจตาเหยี่ยวก็เผยความหม่นหมองออกมาเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองซูอี้หว่านอย่างตั้งใจราวกับจะมองทะลุเข้าไปในใจนาง
ไม่รู้ทำไมซูอี้หว่านถึงรู้สึกใจสั่นเมื่อถูกเขามองเช่นนั้น
"อย่างไรก็ตาม ข้าได้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดไปหมดแล้วสิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่ที่ท่าน! ข้าจะรับผิดชอบรักษาอาการาเ็ของท่านให้หายดีแต่หลังจากที่อาการาเ็ของท่านหายดีแล้ว ทางที่ดีท่านควรรีบจากไปดีกว่า"
ซูอี้หว่านคิดถึงชายสวมหมวกสานเ่าั้ก็เม้มริมฝีปาก ตัดสินใจพูดเื่นี้ให้ชายผู้นี้ฟังให้ชัดเจน
"วันนี้ข้าเห็นคนสวมหมวกสานหลายคนมีท่าทีน่าสงสัย บางทีอาจจะมาจับตัวท่านท่านก็จัดการเองเถิด!"
พูดจบซูอี้หว่านก็ลุกขึ้นกลับไปหาแม่และพี่ชายทันที ไม่มองชายผู้นั้นอีกเลย
ชายผู้นั้นมองตามแผ่นหลังของซูอี้หว่านครู่หนึ่งมุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นเล็กน้อย ในดวงตาคมกริบเปล่งประกายเจิดจ้า
"หากข้าบอกว่าข้าไม่ไปเล่า? หว่านหว่านข้าจะไม่จากไปง่ายๆ เช่นนี้หรอก"
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไรซูอี้หว่านก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง อดไม่ได้ที่จะจามออกมา
"ฮัดเช้ย!"
"เป็อะไรไป? เป็หวัดหรือ?"
จางอ้ายหลินและซูอี้โจวได้ยินเสียงซูอี้หว่านจามก็หันมามองด้วยความเป็ห่วง
"ไม่เป็อะไร แค่รู้สึกคันจมูกนิดหน่อยเ้าค่ะ"
ซูอี้หว่านััได้ถึงความห่วงใยของคนในครอบครัวก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ รีบโบกมือปฏิเสธ
"ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ตอนนี้จะป่วยไม่ได้นะ"
จางอ้ายหลินได้ยินว่าลูกสาวไม่เป็อะไรก็วางใจลงมองไปยังร่างเงาเดียวดายที่ไม่ไกลออกไปก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างมีเลศนัยให้กับลูกสาว
"บอกมาตามตรง เมื่อครู่ไปกระซิบกระซาบอะไรกับหนุ่มน้อยคนนั้นมา? ดูท่าทางพวกเ้าสนิทสนมกันมากนะ!"
"อะไรนะ? เมื่อครู่มิใช่เ้าไปส่งยาหรอกหรือไปคุยกระหนุงกระหนิงกันมาสินะ?"
จางอ้ายหลินและซูอี้โจวเริ่มส่งเสียงแซวทำท่าทางเหมือนกำลังดูละครสนุก
เห็นสีหน้ายิ้มเยาะของพวกเขาเช่นนั้นซูอี้หว่านจะไม่เข้าใจความคิดของคนทั้งสองได้อย่างไร
ไม่ยอมปล่อยนางไปสักวินาทีคิดจะล้อเลียนนางอีกแล้ว!
"ไม่มีอะไร ข้าแค่บอกให้เขารีบไปเมื่ออาการดีขึ้น อย่ามาถ่วงพวกเรา!"
ซูอี้หว่านตอบอย่างไม่สบอารมณ์นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมแม่และพี่ชายถึงได้ชื่นชอบชายแปลกหน้าคนนี้มากขนาดนี้
"ไม่จริงน่า! หว่านหว่าน เ้าเป็คนไร้เยื่อใยเช่นนี้หรือ? ถึงกับไล่ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตออกไปอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เลยหรือ?"
"ใช่แล้ว! ทำเช่นนี้ดูเหมือนพวกเราจะอกตัญญูไปหน่อยนะ! น้องชายคนนั้นก็ดูดีหว่านหว่าน เ้าลองพิจารณาเขาดูหน่อยเป็ไร?"
จางอ้ายหลินกับซูอี้โจวไม่คาดคิดจริงๆว่าซูอี้หว่านจะไล่คนอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
คนในครอบครัวผ่านบททดสอบและความยากลำบากมามากมายตอนนี้จึงอยากจะทะนุถนอมทุกวันที่มีอยู่ ใช้ชีวิตให้ดี
"อุตส่าห์มีหนุ่มน้อยที่ดูดี หว่านหว่านเ้าไม่ลองพิจารณาดูหน่อยหรือ?"
จางอ้ายหลินยังไม่ยอมแพ้อยากจะชักชวนให้ซูอี้หว่านทำความรู้จักกับชายผู้นั้นให้มากขึ้นบางทีคนทั้งสองอาจจะลงเอยด้วยกันก็ได้
ลูกสาวคนนี้ดีทุกอย่างยกเว้นแต่จะแข็งกระด้างเกินไป!
"ดูใบหน้าของเขาสิ อย่าว่าแต่ตอนนี้ที่สกปรกมอมแมมเหมือนขอทานเลยตอนที่ล้างหน้าให้สะอาดแล้วจะต้องเป็ชายงามล่มเมืองอย่างแน่นอน!"
"ไม่ใช่แค่หน้าตาดีนะ! หว่านหว่าน พี่ก็คิดว่าน้องชายคนนี้ไม่เลวทั้งวรยุทธ์ล้ำเลิศ ทั้งฝีมือฉกาจฉกรรจ์ ดูยังไงก็ไม่ใช่คนธรรมดา"
ฟังคำยุยงของคนทั้งสองซูอี้หว่านก็รู้สึกปวดหัวเป็อย่างยิ่ง นางไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมแม่และพี่ชายถึงได้ชื่นชอบชายลึกลับคนนี้มากขนาดนี้
"ถ้าข้าบอกว่า เขาจะนำความยุ่งยากและอันตรายมาสู่พวกเราล่ะ?"
ซูอี้หว่านมองคนในครอบครัวอย่างใจเย็นถามอย่างตรงประเด็น
"เื่ง่ายๆ แค่นี้เอง พวกเราเคยตายกันมาแล้วครั้งหนึ่งเื่เล็กน้อยเพียงนี้ จะเอามาใส่ใจทำไม?"
จางอ้ายหลินได้ยินความกังวลของลูกสาวก็โบกมือแสดงท่าทีไม่คิดมากออกมา
"เ้าไม่ต้องคิดมากหรอกเมื่อเทียบกับเื่ราวที่ครอบครัวของพวกเราเคยเจอมาก่อนหน้านี้ยังมีอะไรน่ากลัวไปกว่าคลื่นซอมบี้อีก?"
"นั่นสิ! หว่านหว่าน ทำไมเ้าถึงได้ขี้ขลาดขึ้นเรื่อยๆ ล่ะ? ชีวิตที่ไม่มีความท้าทายจะเรียกว่าชีวิตได้อย่างไร?"
ซูอี้โจวก็พยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ใส่ใจถึงอันตรายแม้แต่น้อย
"ก็ได้!"
ซูอี้หว่านมองดูแม่ลูกที่ไม่มีจิตสำนึกถึงอันตรายคู่นี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
นางคิดดูดีๆก็รู้สึกว่าเป็เช่นนั้นจริงๆ เื่ราวที่อันตรายถึงชีวิตขนาดนั้นก็เคยผ่านมาแล้วทำไมตอนนี้ถึงกลับต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว กลัวว่าจะพลาดพลั้งไปแม้แต่ก้าวเดียว?
นางเป็คนที่ขี้ขลาดขนาดนั้นหรือ?
ไม่!
ซูอี้หว่านส่ายหน้านับจากนี้ นางจะหวงแหนทุกวันคืนยิ่งกว่าครั้งไหน ในชาตินี้นางจะใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี ใช้ชีวิตเพื่อตนเอง!
"เอาล่ะ อย่าเพิ่งพูดเื่พวกนี้เลยพวกเรามาบรรจุน้ำจิ้มไข่ปูให้เสร็จเร็วๆ แล้วรีบพักผ่อนพรุ่งนี้เช้าตรู่จะต้องรีบไปทำมาค้าขายที่หน้าประตูเมือง!"
ซูอี้หว่านปรับอารมณ์เปลี่ยนหัวข้อสนทนา พาคนในครอบครัวเริ่มลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้น
"จริงสิ ท่านพี่ ท่านคิดว่าพวกเราควรจะขายปูขนเหล่านี้อย่างไรดี?"
แม้ว่าซูอี้หว่านจะมีแิเบื้องต้นแล้วแต่พร์ด้านการค้าของซูอี้โจวนั้นแข็งแกร่งกว่าเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะแห่งการค้าเลยทีเดียว
นางตัดสินใจขอคำแนะนำจากพี่ชาย
"ไม่มีอะไรยากเย็นนี่? ในความเห็นข้าพวกเรายังไม่ต้องเร่งร้อน พรุ่งนี้ข้าจะพาสหายของข้าไปป่าวประกาศให้คนในเมืองรู้ว่าปูขนอร่อยขนาดไหนหลังจากนั้นค่อยถือโอกาสเปิดบริการชิมแบบไม่คิดเงินให้ลูกค้าได้ลิ้มลองว่าน้ำจิ้มไข่ปูอร่อยขนาดไหนแถมยังพูดถึงสูตรลับเฉพาะของพวกเรา ราคาจะไม่พุ่งขึ้นได้ยังไง?"