ตอนที่ 4 ซอมบี้
วันที่ 3 กันยายน 2032 ทั่วโลกได้รับรู้ถึงผลกระทบของภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่แท้จริง กลายเป็ว่าศพที่ตายจากไวรัสและพายุสุริยะ กลับสามารถลุกขึ้นมาเดินได้และไล่ทำร้ายคนทั่วไป ไม่ต่างจากนิยายหรือภาพยนต์ที่พวกเขารู้จักมานาน นอกจากนี้คนที่ถูกศพเหล่านี้กัดหรือขีดข่วน จะกลายเป็ศพเดินได้ในเวลาต่อมาหรือก็คือสิ่งที่พวกเราเรียกมันว่าซอมบี้ สิ่งต่าง ๆ ที่พึ่งเกิดขึ้นในเวลานี้มันไม่แตกต่างไปจากในหนังสือหรือภาพยนต์เลยสักนิด ระยะการกลายเป็ซอมบี้ยังไม่แน่ชัด แต่คนที่ถูกกัดหรือขีดขวนจะมีอาการหนาวสั่นชักก่อนตายเช่นเดียวกับคนที่ตายจากพายุสุริยะก่อนหน้านี้ โดยซอมบี้เหล่านี้ไวต่อเสียงและกลิ่น ในอุณหภูมิสูงเช่นตอนกลางวันพวกมันจะเคลื่อนที่ได้ช้า แต่อากาศเย็นหรือกลางคืนพวกมันจะเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น เพียงหนึ่งวันมีผู้คนตายเพิ่มขึ้นและกลายเป็ซอมบี้มากถึงร้อยละ 40 ของคนที่เหลืออยู่ในเวลานี้ หากยังไม่มีการป้องกันหรือการรับมือที่เหมาะสม อีกไม่นานผู้คนคงได้ตายกันหมด ในส่วนรัฐบาลของแต่ละประเทศต่างเร่งอพยพประชากรไปในส่วนปลอดภัยและจัดตั้งค่ายป้องกันตามเขตที่พร้อมรับมือ โดยส่วนมากจะเลือกเขตไกลตัวเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยเหมาะสมต่อการอพยพและป้องกันตัวเอง
“ทุกคนปลอดภัยไหม ว่าไงบ้างต้องอพยพกันไหม”เสี่ยวลู่ถามเพื่อน ๆ ในกลุ่มลับ
ภายหลังเกิดการสั่งอพยพ เสี่ยวลู่เป็ห่วงเหล่าเพื่อนพี่น้องของเขาอย่างมาก เพราะเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าไวรัสนี้จะกลายพันธุ์จนสร้างซอมบี้ขึ้นมาได้ มันอยู่เหนือขอบเขตสามัญสำนึกที่เข้าได้เรียนรู้มาของโลกใบนี้ มันเลวร้ายกว่าที่พวกเสี่ยวลู่คาดการณ์ไปไกล จนเรียกได้ว่าเป็โลกาวินาศของโลกอย่างแท้จริง จากที่คิดว่าจะเกิดจลาจลและพิษเศรษฐกิจ แต่กลายเป็การซอมบี้บูมแทนไปเสียได้
“พวกเราโชคดีที่หลุมหลบภัยของพวกเราอยู่ในเมืองที่กลายเป็เขตป้องกัน” เสียงหนึ่งตอบ
“ผมรู้มาว่า คุณหลีอยู่ในเขตปลอดภัยพอดี ไม่เช่นนั้นผมเป็ห่วงแย่” คุณชิงพูดอย่างเป็ห่วง
“ขอบคุณพระเ้า ที่ทุกคนโชคดีเช่นนี้” เสี่ยวลู่พูดด้วยความยินดี
“ตอนนี้พวกเราทิ้งกฎแล้วเปิดเผยตัวตนกันดีกว่านะ ในเวลานี้แบบนี้ หากเกิดตายกันขึ้นมาก็คงไม่รู้ว่าหน้าตาเพื่อนรักแต่ละคนเป็ยังไง” เสียงหนึ่งพูดพร้อมภาพอวตารเปลี่ยนไปเป็ภาพผู้หญิงสวยคนหนึ่ง อายุดูไม่เกิน 30 ปี
“โอ้… เธอคือ โม้อี้จิน ดารานักร้องดังคนนั้นหรือนี่” เสียงคนหนึ่งพูดพร้อมเปลี่ยนภาพอวตารของตัวเองเป็ภาพวัยรุ่นคนหนึ่งผมสีทอง ดูเหมือนวัยรุ่นทั่ว ๆ ไป “ผมชื่อ หม่าตง ครับ ยินดีที่รู้จักกันอีกครั้ง”
“ในเมื่อเด็ก ๆ เปิดเผยตัวแล้ว ลุงแก่อย่างผมก็ต้องทำตาม” ภาพอวตารของคุณชิงเปลี่ยนไปเป็ชายวัยกลางคนดูมีอำนาจคนหนึ่ง ไม่นานทุกคนก็จำได้ว่าเขาคือ ต้วนอี้ชิง ประธารในเครือบริษัทต้วน บริษัทั์ใหม่ที่ติด 1 ใน 10 ของประเทศจินหลิง
“พี่หลีผมขอก่อน” จากนั้นภาพอวตารอีกภาพก็กลายเป็เด็กชายอายุ 16 ใบหน้าหล่อใสลูกคุณหนู “ผมชื่อเ้าจินเทียนครับ พ่อผมคือเ้าเล่ยเทียน”
“ที่แท้ก็คนกันเอง” ต้วนอี้ชิงพูดด้วยรอยยิ้ม เพราะเ้าเล่ยเทียนเป็เพื่อนกับเขาอยู่แล้ว หรือก็คือพวกเขารู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งเ้าเล่ยเทียนก็เป็ประธารบริษัทใหญ่ 1 ใน 10 บริษัทชั้นนำของประเทศเหมือนกัน
“ไม่พบกันนานเลยนะครับคุณลุงต้วน” เ้าจินเทียนทักทาย “เหลืออีกคนนะครับ”
ทำให้ทุกคนมองหน้าจอของเสี่ยวลู่ ไม่นานภาพอวตารก็เปลี่ยนไปเป็เด็กชายอายุ 12 หน้าขาวใส แววตาบริสุทธิ์ดูมั่นใจแผ่ออร่าผู้นำ ทว่าให้ความรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูในเวลาเดียวกัน ถึงจะบอกอายุ 12 แต่กับคล้ายเด็ก 10 ขวบเสียมากกว่า
“กรี๊ด ชั้นอยากมีลูกแบบนี้จัง” โม้อี้จินพูดด้วยความชื่นชม
“ขอแนะนำตัวบ้างนะครับ ผมหลีชิงลู่ อายุ 12 อยู่โรงเรียนประถมหนานตรง” เสี่ยวลู่พูดพร้อมรอยยิ้ม ทุกคนที่เห็นได้แต่สูดลมหายใจ เพราะใบหน้าของเด็กคนนี้มันน่ารักเอามาก ใครเห็นก็ต้องหลงรักและเอ็นดู
“โห พี่หลีอายุ 12 จริงด้วย แต่ตัวเล็กจัง” เ้าจินเทียนพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ก็บอกหลายรอบแล้วว่า 12 ส่วนเื่ตัวเล็ก อีกเดี๋ยวผมก็โตเองแหละ” เสี่ยวลู่พูดอย่างเบื่อหน่าย ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“ในเมื่อตอนนี้รู้จักตัวตนแท้จริงกันแล้ว พวกเราก็ต้องมาวางแผนการเอาชีวิตรอดของพวกเราต่อไป คุณชิงไม่สิคุณต้วนเริ่มเลยครับ” เสี่ยวลู่พูด
“ตอนนี้ทางรัฐบาลประเทศจินหลิงได้แบ่งเขตปลอดภัยออกมาเป็ 500 กว่าเขต ดูเหมือนว่าผมกับจินเทียน พวกเราอยู่ในเขตปลอดภัยเดียวกัน คือเขต E07 ส่วนคุณหลีอยู่เขต E08 ติดกับพวกผมห่างกัน 150 กิโลเมตร ถือว่าไม่ใกล้ไม่ไกลกันเกินไป คนอื่น ๆ ละครับ” ต้วนอี้ชิงถามคนที่เหลือ
“ฉันอยู่เขต N05 ไกลจากพวกคุณมาก” โม้อี้จินบ่นอย่างกังวล
“ของผมอยู่เขต E09 ไม่ไกลกับน้องหลีครับ ห่างกัน 100 กิโลเมตรได้” หม่าตงบอก
“โอเค ถือว่ายังได้อยู่ คุณโม้ไม่ต้องกังวลไป ผมพอมีคนอยู่ในเขตปลอดภัยที่คุณอยู่เหมือนกัน… ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วนะครับว่าโลกเราเปลี่ยนไปแล้ว หลังจากนี้ต่อไปไฟฟ้า น้ำประปา ยารักษา อาหาร จะกลายเป็ทรัพยากรสำคัญ และจะมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนแหล่งผลิตพวกนี้รัฐบาลเข้าไปควบคุมหมดแล้ว อีกเื่โชคดีที่ว่าบริษัทผมทำเครื่องมือสื่อสารผ่านดาวเทียมส่วนตัวแบบเข้ารหัสพิเศษไว้อยู่ ผมจะส่งไปให้พวกคุณทุกคนครับ เพราะว่าระบบอินเตอร์เน็ตจะถูกปิดกั้นและถูกควบคุมจากทางรัฐบาล กลุ่มลับของพวกเราอาจจะไม่สามารถใช้พบปะหรือสนทนากันได้อีก นอกจากนี้อะไรหลาย ๆ อย่างจะถูกควบคุมจากทางรัฐบาล ผมจะพยายามใช้เส้นสายกับทางการช่วยเหลือไม่ให้หลุมหลบภัยพวกคุณถูกก่อกวนจากทางรัฐครับ เพราะตอนนี้ทรัพยากรต่าง ๆ จะหายาก การกักตุนจำนวนมากอาจจะกลายเป็สมบัติที่คนทั่วไปต่าง้า นอกจากนี้ผมจะส่งคนไปคอยคุ่มกันพวกคุณจากคนทั่วไป ถ้าใคร้าบอกผมด้วยนะครับ” ต้วนอี้ชิงพูดอย่างเป็ห่วง
“ชั้นขอคนคุ้มกันค่ะ ถ้ามีผู้หญิงเหมือนกันจะดีมาก” โม้อี้จินพูดอย่างกังวล
“ของผมเอาด้วยครับใครก็ได้มาเลย” หม่าตงพูดอย่างอารมณ์ดี
“ของผมมีคนคุ้มกันอยู่แล้วครับ” เ้าจินเทียนบอกต้วนอี้ชิง
“ของผมมีพวกหลินต้วนปิงคงพอแล้วมั้งครับ” เสี่ยวลู่ตอบ
“โอเคครับทุกคน ส่วนของคุณหลี ผมจะส่งไปเพิ่มให้คอยคุมกันรอบบ้านอีกนิดดีกว่านะครับ เพื่อความปลอดภัยของคุณ ส่วนตอนนี้นอกจากข่าวที่สื่อต่าง ๆ เผยแพร่อยู่นี้ ส่วนใหญ่เป็รัฐบาลเข้าไปควบคุม อย่างไรก็ให้บอดีการ์ดลงพื้นที่ไปสืบข่าวในเขตปลอดภัยของแต่ละคนด้วยนะครับ เพราะบ้างครั้งทางการก็ปกปิดข้อมูล” ต้วนอี้ชิงเตือน
ตอนนี้ในเขตปลอดภัยทั้งหมดการเข้าออกจะถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดมาก คนที่ถือว่าโชคดีคือคนในพื้นที่นั้น ๆ หลังจากการปรากฏตัวของซอมบี้ ทหารก็เข้ายึดพื้นที่ในแต่ละเขตและกวาดล้างกลุ่มซอมบี้ออกไปทั้งหมดและตรวจสอบประชาชนในพื้นที่หาผู้ติดเชื้อซอมบี้ ซึ่งสามารถทำได้รวดเร็วมากเพราะพื้นที่เหล่านี้มีความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัยต่ำ เพียงไม่นานก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ นอกจากนี้คนที่รับเชื้อไวรัสผ่านทางอากาศมาถึงจะไม่กลายเป็ซอมบี้ แต่ถ้าเกิดเสียชีวิตขึ้นมาในอีกหนึ่งวันศพคนเหล่านี้จะมีโอกาส 20% ที่จะกลายเป็ซอมบี้ได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงประกาศให้เผ่าศพหรือทำลายศพคนตายภายใน 24 ชั่วโมง และให้ถือว่าทุกคนมีเชื้อซอมบี้อยู่ในตัว
ไม่นานหลินต้วนปิงและหลินชิงเหมยก็พาทหารรับจ้างมาแนะตัว 10 นาย คนเหล่านี้เป็คนที่ต้วนอี้ชิงส่งมาทางเฮลิคอปเตอร์เพื่อมาคุ้มกันบ้านของเสี่ยวลู่ พวกเขาตั้งค่ายและป้อมปืนรอบบ้านของเสี่ยวลู่ทันที ตอนแรก ๆ ชาวบ้านก็ใ แต่ไม่นานทางเ้าหน้าที่เขตบอกว่า บ้านหลังนี้มีบุคคลสำคัญอยู่จึงต้องให้การป้องกันเป็พิเศษ ไม่นานคนอื่น ๆ ก็เลิกสนใจและอยู่ห่างจากบ้านของเสี่ยวลู่เพื่อความปลอดภัยของพวกเขาเอง
เดือนต่อมาพื้นที่รกร้างในเขตป้องกันตนเองก็เริ่มมีสิ่งปลูกสร้างมากขึ้น ทั้งค่ายผู้อพยพ คลังเสบียงเขต ค่ายทหารป้องกันและหนวยลาดตระเวน ตลอดจนสถานพยาบาล ฟาร์มเกษตรและปศุสัตว์ ในเขตป้องกันตนเองนี้ได้มีการจัดสัดส่วนใหม่ แบ่งเป็
• ตัวเมืองเดิม เป็ที่อยู่อาศัยของประชาชนท้องถิ่น และบุคคลสำคัญที่อพยพมาทีหลัง
• ค่ายผู้อพยพ เป็ที่อยู่อาศัยของคนทั่วไปที่อพยพมาทีหลัง
• ค่ายทหาร เป็ที่อยู่ของทหารและทหารอาสา ตลอดจนครอบครัวของเหล่าทหาร
• ค่ายพยาบาล เป็เขตสถานพยาบาลไว้ดูแลคนในเขตป้องกันตนเอง
• เขตฟาร์มและปศุสัตว์ เป็เขตที่ถูกจัดสร้างขึ้นมาไว้เป็เสบียงภายใน
นอกจากนี้ยังมีหน่วยลาดตระเวนพิเศษที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาจากคนทั่วไป คนกลุ่มนี้เป็การรวมตัวของประชาชนคนทั่วไป จากนั้นไปลงทะเบียนกับเขตป้องกันตนเองเพื่อจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา โดยพื้นฐานคือการออกไปหาทรัพยากรต่าง ๆ นอกเขตและกำจัดซอมบี้บริเวณรอบฐานเขตป้องกันแห่งนี้ ตลอดจนการเคลียร์พื้นที่เพื่อสร้างเส้นทางระหว่างเขตไว้ใช้เดินทางระหว่างกัน
สำหรับเ้าของบ้านที่อาศัยในเขตอยู่แต่เดิม หากยอมแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยให้ผู้อพยพ จะได้รับเสบียงอาหารเพิ่มเติมจากปกติเพื่อเป็ค่าเช่าพัก ในที่อยู่อาศัยเหล่านี้มีหลายบ้านที่คนอาศัยเดิมตายหมดหรือกลายเป็ซอมบี้ ทำให้มีบ้านว่างอยู่เช่นกัน บ้านเหล่านี้จะเป็บุคคลสำคัญที่เข้ามาทีหลังอยู่อาศัย
แค่ระยะเวลา 3 เดือนเขตป้องกันตนเองก็เป็รูปเป็ร่างชัดเจนขึ้น ส่วนเสบียงของเสี่ยวลู่นั้นถ้าให้ทหารอารักขาของเขาด้วยรวมทุกคน 15 ชีวิต พวกเขาสามารถอยู่ได้นานเกือบ 4 ปี นอกจากนี้ในพื้นที่บ้านของเสี่ยวลู่นั้นยังสามารถเพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ ให้เพียงพอกับคนในบ้านและทหารรับจ้างได้ แต่เดิมเสี่ยวลู่ให้ป้าหยานซื้อที่ซื้อทางไว้ใหญ่พอสมควร เพราะเขาหวังจะใช้ชีวิตกับคนในครอบครัวปลูกพืชเลี้ยงสัตว์อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นพื้นที่ของเขาจึงมีแปลงเกษตรครัวเรือนบ่อปลาอยู่ภายในรั้วรอบขอบชิด ยิ่งพอมีคนมาคอยคุ้มกันให้ บ้านของเขาจึงสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้เลย ทั้งน้ำทั้งไฟฟ้า เพราะเสี่ยวลู่ติดตั้งโซล่าเซลล์ ขุดเจาะน้ำบาดาล ติดตั้งเครื่องบำบัดน้ำในบ่อปลาไว้เป็น้ำใช้หมุนเวียน นับว่าเป็การเตรียมพร้อมในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้เสี่ยวลู่ได้คุยกับหลินต้วนปิงจัดตั้งหน่วยลาดตระเวนพิเศษด้วยเช่นกันชื่อ “กลุ่มนายน้อยหลี” โดยกลุ่มนี้รับคนเพิ่มจากผู้อพยพเข้ามาอีก 10 คน ทำให้กลุ่มกองกำลังของเสี่ยวลู่มีอยู่ 20 คนแล้ว นับว่าเป็กองกำลังที่ใหญ่พอสมควร สำหรับหน่วยลาดตระเวนพิเศษ นอกจากออกไปหาทรัพยากรมาให้ค่ายป้องกันตนเองแล้ว เสี่ยวลู่ยังให้ออกไปหาเมล็ดพันธุ์พืชผักด้วย เพราะในค่ายเวลานี้มีความหลากหลายของพืชผักน้อยเกินไป ส่วนพวกปศุสัตว์เสี่ยวลู่ได้รับวัว 4 ตัว ไก่ 40 ตัว จากทางการมาเพิ่ม เพราะพื้นที่ในบ้านของเสี่ยวลู่สามารถเลี้ยงได้ เขายังสามารถขายผลผลิตให้กับทางเขตได้อีกด้วย แต่ส่วนมากมักถูกใช้หมดเสียก่อน
ทั้งหมดนี้เป็เพราะความใฝ่รู้ของเสี่ยวลู่ ทำให้เขามีองค์ความรู้มากกว่าคนปกติหลายสายอาชีพ ยิ่งผู้บัญชาการเขตป้องกันตนเองได้รู้จักกับเสี่ยวลู่ จากคำแนะนำของต้วนอี้ชิงที่ฝากให้เขาช่วยดูแล เขาจึงรู้ว่าเสี่ยวลู่มีความคิดอ่านเกินผู้ใหญ่ไปไกล บ่อยครั้งเสี่ยวลู่ได้ไปเป็ที่ปรึกษาให้กับผู้บัญชาการเขตคนนี้ด้วย ด้วยเหตุนี้เสี่ยวลู่จึงพอมีเส้นสายที่ใหญ่โตอยู่ในเขตแห่งนี้พอสมควร