ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 ลงมือ!

            เสียงเอะอะโวยวายที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาทุกคนในโรงเหล้าต้องเหลียวไปมองเป็นตาเดียว

            ภาพที่เห็นคือกลุ่มวัยรุ่นหกเจ็ดคนกำลังล้อมกรอบพนักงานเสิร์ฟหญิงที่แต่งกายชุดเสี่ยวเอ้อแต่ละคนแสดงท่าทางขึ้งเคียดฮึดฮัดมีทีท่าว่าถ้าพูดกันไม่รู้เรื่องก็พร้อมจะลงไม้ลงมือได้ทุกเมื่อ

            หากเทียบกับเหล่าเด็กหนุ่มที่มีพลังเลือดพลุ่งพล่านอยู่ในระดับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามช่วงสมบูรณ์กันทุกคนแล้วพนักงานหญิงคนนั้นเป็นเพียงคนธรรมดาอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อถูกโอบล้อมเช่นนั้นจึงดูอ่อนแอและไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง

            “ฉัน... คือฉัน...”

            พนักงานสาวดูเหมือนจะขวัญเสียกับท่าทางคุกคามนั้นเธออึกอักพูดไม่ออกแม้แต่ประโยคเดียว

            ทว่ากลุ่มวัยรุ่นพวกนี้ดูท่าจะไม่มีความตั้งใจที่จะปล่อยเธอไปง่ายๆ

            “เธออะไรของเธอ!”

            “จะบอกให้เอาบุญนะ พวกเราคือเหล่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ”

            “ร้านเฮงซวยแบบนี้ ทั้งปีจะมีปัญญาได้ต้อนรับคนอย่างพวกเราสักกี่คนกันเชียว?”

            “เถ้าแก่อยู่ไหน? รีบเรียกเถ้าแก่พวกแกออกมาเดี๋ยวนี้!”

            พวกเด็กหนุ่มตะคอกสลับกันไปมาเดินรุกไล่บีบคั้น ไม่เปิดโอกาสให้พนักงานสาวได้อธิบายแม้แต่น้อย

            ท่าทีอวดดีเช่นนี้ทำให้แขกคนอื่นๆในโรงเหล้าต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ

            แต่ทว่าคนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์อิสระแถมค่าพลังเลือดก็อยู่แค่ระดับหนึ่งหรือระดับสองเท่านั้น

            นอกจากเบื้องหลังจะไม่ปึกเท่าพวกเขาแล้วแม้แต่ฝีมือก็ยังห่างชั้นกันลิบลับ

            ถึงแม้ในใจอยากจะช่วยพูดแทนพนักงานคนนั้นเพียงใดแต่เมื่อเห็นความต่างของความแข็งแกร่ง ก็ทำได้เพียงข่มใจอดทนเอาไว้

            ขณะนั้นเองหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นคล้ายจะสัมผัสได้ถึงสายตาเหล่านั้นเขาตวัดสายตาไล่สำรวจเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รอบข้าง ก่อนจะพ่นคำด่าออกมาอย่างไม่ไว้หน้ามองอะไรกันนักหนา? พวกสวะ! ”

            “ไม่พอใจเหรอ? ถ้าไม่พอใจก็เข้ามาวัดกับฉันเลยมา!”

            สิ้นคำพูดคลื่นพลังเลือดที่รุนแรงก็แผ่กระจายไปทั่วโรงเหล้าเล็กๆ แห่งนี้แรงกดดันจากพลังเลือดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามช่วงสมบูรณ์นั้นเพียงพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อได้ไม่ยาก

            แต่‘คนส่วนใหญ่’ ที่ว่านั้นย่อมไม่รวมถึงพวกของเจียงจืออวี๋ทั้งสามคน

            “นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจนี่จองหองพองขนกันแบบนี้ทุกคนเลยเหรอ?”

            ซินซวงแค่นเสียงเย็นชาออกมาประโยคหนึ่ง

            “ก็ปกติแหละ มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจถือเป็นอันดับสองรองจากสุ่ยมู่พรสวรรค์ของเด็กที่นั่นต่อให้เทียบกับสุ่ยมู่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเท่าไหร่หรอก”

            “แถมผลงานในสนามรบของพวกนครปีศาจก็โดดเด่นจริงๆ”

            “การประลองลีกสิบมหาวิทยาลัยที่จัดขึ้นทุกปีสุ่ยมู่เองก็ไม่ได้เข้าร่วมมานานมากแล้ว”

            “แชมป์ตลอดสิบปีหลังมานี้ก็เป็นมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจที่เหมาไปหมดมหาวิทยาลัยอื่นไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะเข้าไปแย่งชิง”

            “พอเป็นแบบนี้นานเข้าการจะบ่มเพาะนิสัยเย่อหยิ่งจองหองขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

            “แต่ที่กร่างได้โล่ขนาดนี้ ก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ”

            จางสิงยกเหล้าวิญญาณขึ้นดื่มจนหมดจอกพลางหัวเราะหึๆในลำคอ

            การกระทำของพวกนั้นแม้แต่เจียงจืออวี๋ที่ปกติจะมีนิสัยเย็นชาก็ยังอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วมุ่น

            “เด็กๆ นักศึกษาทุกคนครับ ถ้าการต้อนรับขาดตกบกพร่องไปบ้างก็อย่าถือสาอย่าเพิ่งโมโหกันเลยนะครับ”

            ทว่าในตอนนั้นเองเสียงชายชราคนหนึ่งก็ดังมาจากทางบันไดชั้นสอง

            ปรากฏร่างของชายชราแขนด้วนหนึ่งข้างเดินกะโผลกกะเผลกลงมาจากบันได

            ผมของเขาเริ่มขาวโพลนไปกว่าครึ่งร่างกายดูค่อมเล็กน้อยทันทีที่ลงมาถึงเขาก็รีบประสานมือโค้งคำนับให้เด็กกลุ่มนั้นอย่างรวดเร็วโดยที่แขนเสื้อข้างขวาของเขานั้นทิ้งตัวลงมาอย่างว่างเปล่า

            “หลานสาวผมยังเด็กไม่รู้ความ เลยดูแลพวกคุณไม่ดี”

            “บนชั้นสองพอดีมีห้องรับรองส่วนตัวว่างอยู่ห้องหนึ่ง ถ้าพวกคุณไม่รังเกียจเชิญด้านบนก่อนเถอะครับ”

            ชายชราแสดงท่าทีนอบน้อมอย่างมากหรือจะบอกว่ามีทีท่าประจบประแจงอยู่บ้างก็ไม่ผิดนัก

            หากเป็นคนปกติทั่วไปเมื่อเห็นคนแก่ทำท่าทีเช่นนี้ความโกรธเคืองก็คงมลายหายไปและยอมขึ้นชั้นบนไปแต่โดยดี

            แต่โชคร้ายที่วัยรุ่นหกเจ็ดคนนี้ไม่มีความคิดที่จะให้เรื่องมันจบลงง่ายๆเลย

            ยิ่งชายชรานอบน้อมเท่าไหร่พวกเขาก็ยิ่งได้ใจและแสดงความกร่างมากขึ้นเท่านั้น

            “ชั้นสองมันมีอะไรดีวะ! จะดื่มเหล้ามันต้องนั่งโต๊ะริมหน้าต่างสิ!”

            คนหนึ่งกวาดสายตาไปทั่วโรงเหล้าก่อนจะชี้ไปยังโต๊ะขนาดใหญ่ที่มีทำเลดีที่สุดแล้วเอ่ยปาก“แกไปไล่คนโต๊ะนั้นออกไปให้หมด พวกฉันจะนั่งตรงนั้น”

            ทั้งที่แขกโต๊ะนั้นยังดื่มเหล้าไม่เสร็จแต่กลับจะมาไล่กันไปง่ายๆ แบบนี้ หากทำตามขึ้นมาจริงๆชื่อเสียงของร้านก็คงป่นปี้จนไม่มีใครอยากมาเหยียบอีก ธุรกิจเขาไม่ได้ทำกันแบบนี้

            แขกโต๊ะที่ถูกชี้หน้าต่างพากันแสดงสีหน้าโกรธจัดแต่ก็เพราะเกรงกลัวในฝีมือของคนกลุ่มนั้นจึงไม่กล้าเปิดฉากปะทะตรงๆ

            ชายชราได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มขื่นก่อนจะรีบเอ่ยปาก “เอาอย่างนี้ไหมผมเองก็มีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอยู่บ้างถือว่าวันนี้เรามีวาสนาที่ได้พบกัน พวกคุณช่วยเห็นแก่หน้าผมหน่อยวันนี้ค่าเหล้าทั้งหมดผมเลี้ยงเอง ดีไหมครับ?”

            มีสายสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจงั้นเหรอ?

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นแม้แต่พวกเจียงจืออวี๋ทั้งสามคนก็ยังต้องชะงักไปเล็กน้อย

            ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้สังเกตแต่เมื่อพินิจดูให้ดีในตอนนี้ถึงได้พบว่าพลังเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายของชายชรานั้นไม่ธรรมดาเลย

            แม้จะดูเหมือนมีพลังแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองแต่กลับไม่มีพลังเลือดรั่วไหลออกมาภายนอกแม้แต่นิดเดียวคล้ายกับว่ามันถูกพลังบางอย่างกดทับเอาไว้อยู่

            ธรรมชาติของผู้ฝึกยุทธ์เมื่ออายุมากขึ้นพลังเลือดจะเริ่มเสื่อมถอยจากจุดสูงสุดเข้าสู่ช่วงโรยรา

            ดูจากอายุของชายชราคนนี้น่าจะล่วงเลยเจ็ดสิบปีไปแล้ว แถมร่างกายยังพิการขาดแขนไปข้างหนึ่ง

            แต่ถึงอย่างนั้นเขายังสามารถรักษาพลังเลือดให้อยู่ในระดับสองไว้ได้นั่นย่อมแสดงว่าเมื่อครั้งยังหนุ่ม ชายชราคนนี้ต้องมีฝีมือแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวด!

            ระดับแม่ทัพยุทธ์งั้นเหรอ?

            ซินซวงและจางสิงสบตากันเห็นได้ชัดว่าทั้งคู่มีความคิดตรงกัน

            ถ้าหากสมัยหนุ่มๆเขาเคยเป็นถึงระดับแม่ทัพยุทธ์จริงการที่เขาจะมีความสัมพันธ์อันดีกับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

            ทว่าในจินตนาการที่ว่าเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นจะเพลาความโอหังลงเมื่อได้ยินเช่นนี้กลับไม่เกิดขึ้นเลย

            “ไอ้แก่เศษเดนที่ไหนกล้ามาอ้างความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของพวกฉัน!”

            “ถ้าแกเคยมีความสัมพันธ์กับมหา’ลัยพวกฉันจริงๆนั่นแหละคือความอัปยศที่สุดของพวกเราเลยล่ะ!”

            สิ้นคำพูดของหัวหน้ากลุ่มเขาก็ออกตัวแบบไม่ต้องตั้งท่า ยกเท้าขึ้นถีบเข้าที่ยอดอกของชายชราอย่างแรง!

            ลูกถีบนี้ใส่พลังมาเต็มเหนี่ยวหากถูกถีบเข้าจังๆ ด้วยสังขารของชายชรา ต่อให้จะมีฝีมือระดับสองอยู่จริงก็คงหนีไม่พ้นต้องซี่โครงหักสักสองสามซี่แน่!

            ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเองหอกยาวเล่มหนึ่งก็พุ่งทะยานมาจากระยะไกล คมหอกประกายเจิดจ้าตัดผ่านอากาศพุ่งตรงเข้าหาขาขวาที่เด็กหนุ่มใช้ถีบชายชราทันที!

            หากเขาไม่ชักเท้ากลับหอกเล่มนี้คงจะแทงทะลุขาเขาเป็นรูโหว่แน่นอน!

            การโจมตีที่กะทันหันนี้ทำให้เด็กหนุ่มตั้งตัวไม่ติดทันทีที่รู้สึกตัวเขาก็รีบชักเท้ากลับสุดแรงเพื่อหลบคมหอกนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด

            คมหอกปักลึกลงไปในพื้นไม้ปลายหอกยังสั่นสะเทือนจนเกิดเสียงหึ่งๆ

            “ใครวะ!”

            เมื่อตั้งสติได้เด็กหนุ่มก็ตวาดออกมาด้วยความโกรธแค้น

            สายตาทุกคู่ในร้านต่างมองตามทิศทางที่หอกพุ่งมาและไปหยุดอยู่ที่ร่างของเจียงจืออวี๋

            แม้แต่ซินซวงและจางสิงเองก็คาดไม่ถึงว่าคนที่ลงมือเป็นคนแรกจะเป็นเจียงจืออวี๋

            “รุ่นน้องเจียง...”

            จางสิงกำลังจะเอ่ยปากถามเหตุผลแต่ซินซวงที่อยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืนแล้ว ในมือกระชับมีดสั้นไว้แน่น

            เรื่องของคนอื่นเธออาจจะไม่สนแต่ในเมื่อเจียงจืออวี๋ลงมือย่อมต้องมีเหตุผลของเธอ ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรหน้าที่ของเธอคือต้องช่วยเจียงจืออวี๋รับแรงปะทะเอาไว้ก่อน

            “สุ่ยมู่ ซินซวง!”

            “สุ่ยมู่ จางสิง!”

            จางสิงเองก็ตั้งสติได้ชักดาบโลหะผสมออกมาจากแหวนมิติ ก้าวขึ้นมาขวางหน้าสองสาวเอาไว้

            ชั่วพริบตาบรรยากาศในโรงเหล้าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

            ความตึงเครียดพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด!

            ทว่าเจียงจืออวี๋ที่เป็นคนเริ่มเรื่องทั้งหมดกลับลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่ง เธอเดินตรงไปหาชายชราก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า

            “หลานสาวของคุณ... ชื่อจ้าวมู่เสวี่ยใช่ไหมคะ?”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน