ตอนที่ 10
หลังจากใช้เวลาแต่งตัวอย่างพิถีพิถันในชุดเดรสเรียบหรูที่เน้นสัดส่วนได้พอเหมาะ เผยเสน่ห์ความเป็ผู้หญิงเต็มตัวในทุกอิริยาบถ ปลายฟ้าก็ลงจากคฤหาสน์เล็กแล้วก้าวขึ้นรถยนต์ส่วนตัวที่จอดรอพร้อมั้แ่เช้า
คนขับรถก้าวออกมาเปิดประตูให้อย่างนอบน้อมทันทีที่เห็นเธอเดินมา ปลายฟ้าเพียงส่งยิ้มบางและพยักหน้าตอบ ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งอย่างสง่างามจนบรรยากาศรอบตัวดูหรูหราขึ้นทันตา
รถคันหรูค่อย ๆ เคลื่อนออกจากคฤหาสน์ ตัดผ่านถนนสายยาวที่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ทั้งสองข้างทาง ลมยามเช้าเย็นสบายพัดลอดผ่านกระจกที่ลดลงเล็กน้อย ััไอธรรมชาติที่ทำให้ความกังวลในใจบรรเทาลงชั่วขณะ
เธอทอดสายตามองวิวภายนอกตลอดทาง ราวกับ้าเรียกสติและผ่อนคลายความคิดก่อนที่ไม่นานรถจะเลี้ยวเข้าสู่ประตูรั้วเหล็กบานใหญ่สูงตระหง่านของคฤหาสน์
ตัวอาคารตรงหน้าปรากฏตระหง่านในสไตล์ยุโรปโบราณที่โอ่อ่าอลังการจนแทบลืมหายใจ ผนังสีขาวนวลสะอาดตาตัดกับเสาหินอ่อนเรียงรายสูงสง่า แสงแดดยามเช้าสะท้อนพื้นผิวจนยิ่งดูคล้ายปราสาทในเทพนิยาย
ทันทีที่รถจอดสนิท คนงานหลายคนรีบกรูกันเข้ามาเปิดประตูต้อนรับด้วยท่าทีเคารพ ปลายฟ้าก้าวลงจากรถด้วยท่วงท่าสง่างามแฝงความมั่นใจ สายตากวาดมองรอบ ๆ อย่างพิจารณา
ทั้งสวนกว้างที่ตกแต่งประณีต น้ำพุหินแกะสลักกลางลานยังคงทำงานพรั่งพรูเสียงน้ำกระทบพื้นดังคลอเสียงนกร้องจากเบื้องบน เธอแอบยิ้มบางแล้วพึมพำกับตัวเอง
“บ้านยัยปลายฟ้านี่…รวยใช่ย่อยนะเนี่ย”
น้ำเสียงแฝงทั้งความแปลกใจและเย้ยหยันเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในตัวบ้าน
โถงกว้างภายในสว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบจากแชนเดอเลียร์ หญิงรับใช้รีบก้าวเข้ามาโค้งต้อนรับทันทีพร้อมเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้คุณพิสุทกำลังมีแขกอยู่ค่ะ ส่วนคุณหญิงเพิ่งออกไปข้างนอกเมื่อครู่เองค่ะ”
“แขกหรอ ไม่เป็ไรหรอก ฉันรอได้…แค่มาเยี่ยมป๊ากับม๊า ไม่ได้มีธุระด่วนอะไร”
ปลายฟ้าตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่ในแววตายังเจือความมั่นใจเด็ดเดี่ยวไม่เคยเปลี่ยน เธอก้าวต่อไปยังห้องรับแขกใหญ่
เมื่อผลักบานประตูไม้แกะสลักเข้าไป เธอเห็นชายสูงวัยผู้เป็พ่อของปลายฟ้ากำลังนั่งหัวเราะสนุกอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งตรงข้าม ทั้งคู่คุยกันออกรส
แต่เมื่อหันมาเห็นปลายฟ้า ทั้งสองก็หยุดพร้อมหันมายิ้มต้อนรับ
“เอ้าฟ้า ทำไมไม่บอกป๊าก่อนล่ะลูกว่าจะมา”
พ่อของเธอลุกขึ้นพร้อมก้าวมาสวมกอดแน่นอย่างอบอุ่นจนเธอใจอ่อน
ปลายฟ้ายิ้มเล็กน้อย “คุณพ่อคุยกับแขกต่อเถอะ ฟ้ารอได้”
แต่ชายสูงวัยกลับหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ย “แขกอย่างนั้นหรอ…นี่ฟ้าจำพี่วายุไม่ได้แล้วหรอลูก”
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเชิ้ตเข้ารูปกับกางเกงสแล็กสีเข้มลุกขึ้นทันที เขายิ้มอ่อนโยนก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้
“น้องคงจำผมไม่ได้หรอกครับ เราเจอกันครั้งสุดท้ายก็ตอนน้องยังเด็กมาก”
ปลายฟ้าสบตาเขา และหัวใจเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุม หล่อชิบหาย… เธอสบถในใจ
ใบหน้าขาวเนียนคมเข้มยิ่งดูโดดเด่นในแสงไฟ หุ่นสูงกำยำ ไหล่กว้าง อกแน่น และแขนที่ดูแข็งแรงดึงดูดจนแทบอยากัั
แต่สิ่งที่ทำให้เธอไม่อาจละสายตาได้เลยคือเป้ากางเกงที่นูนเด่นขึ้นรูปจนตึงแนบผ้า เหมือนกำลังประกาศให้โลกรู้ถึงขนาดและความแข็งแรงที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้านั้น
ความหนั่นแน่นของเป้าทำให้เธอจินตนาการไปไกลถึงความใหญ่และร้อนผ่าวที่ซ่อนอยู่ข้างใน จนเืในกายพลุ่งพล่าน ความร้อนรุ่มลามไปทั่วเอวและหว่างขาโดยไม่รู้ตัว
พ่อของเธอตบไหล่วายุเบา ๆ ก่อนเอ่ย
“ฟ้ามาก็ดีแล้ว งั้นคุยกับพี่เขาไปก่อนนะลูก ป๊าขอไปคุยธุระกับคุณธนินก่อน”
ทั้งสองจึงเลือกเดินออกไปยังสวนด้านหลัง ที่นั่นร่มรื่นด้วยหญ้าเขียวสดและต้นไม้สูงเรียงราย น้ำพุเล็กกลางสวนพ่นละอองน้ำระยิบตัดกับแสงแดด
สายลมพัดหอบกลิ่นดอกไม้หอมอ่อนคลุ้งรอบบริเวณ บรรยากาศสงบแต่นัยหนึ่งก็เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่าง
วายุกับปลายฟ้านั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ เขาเป็ฝ่ายเปิดสนทนาก่อน
“พี่ได้ข่าวว่าฟ้าแต่งงานแล้วใช่มั้ย พี่อยู่ต่างประเทศเลยไม่ค่อยได้กลับมา”
ปลายฟ้าพยักหน้ายิ้มบาง “ค่ะ ฟ้าแต่งงานแล้ว” เส้นผมยาวปลิวไสวไปตามแรงลม เสริมเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม
สายตาวายุดูหม่นเศร้าเล็กน้อย เขาพึมพำเบา ๆ
“ฟ้าคงลืมไปแล้วสินะ เื่ที่เราสัญญากันตอนเด็ก…”
ปลายฟ้าหันมองทันที สายตาคมกริบสะกิดความอยากรู้อย่างแรง
“สัญญาอะไรคะ”
เขาหลบตาก่อนหัวเราะแ่ “ไม่มีอะไรหรอก ฟ้าไม่ต้องสนใจ ตอนนั้นเรายังเด็ก”
แต่ปลายฟ้าไม่ยอมปล่อยผ่าน รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้า
“งั้นคุณเล่าเื่ตอนเด็ก ๆ ให้ฟ้าฟังสิคะ ฟ้าอยากรู้”
วายุมองสบตาเธอ วินาทีนั้นแววตาอ่อนโยนจับใจ
“ฟ้าอยากฟังจริง ๆ หรอ”
“ค่ะ ฟ้าอยากฟัง” น้ำเสียงเธอหนักแน่น
เขาเริ่มเล่าช้า ๆ ภาพความทรงจำเก่าถูกปลุกขึ้นมา ทั้งคู่เคยสนิทสนม เล่นด้วยกันแทบทุกวัน ปลายฟ้าในวัยเด็กอ่อนโยนเรียบร้อย แต่ชอบติดวายุไปไหนมาไหน แม้ต่างวัยแต่เขาก็คอยปกป้องดูแล
จนกระทั่งครอบครัวเขาต้องย้ายไปต่างประเทศ วันนั้นทั้งสองสัญญากันว่า เมื่อโตขึ้นจะแต่งงานกัน
คำว่า แต่งงาน ทำให้ปลายฟ้าหลุดหัวเราะคิกคัก เธอเอียงคอส่งสายตายั่วยวน
“แต่งงานกันหรอคะ”
แววตาซุกซนเล่นเอาวายุหน้าแดงจัดจนต้องเบือนหน้าหนี
“อืม…แต่งงาน แต่ฟ้าอย่าคิดมากเลยนะ มันก็แค่เื่เด็ก ๆ”
วายุตอบยิ้มเขินอย่างพยายามปิดบัง
ปลายฟ้ามองแล้วรู้สึกยิ่งสนุก เธอขยับเข้าใกล้จนกลิ่นน้ำหอมหวานแตะปลายจมูกของเขา โน้มหน้ากระซิบเสียงพร่าเบา ๆ จนเขาขนลุกซู่
“ถ้าคุณวายุไม่รังเกียจ…ถ้าวันหนึ่งฟ้าหย่ากับสามี ฟ้าจะแต่งงานกับคุณนะคะ”
ประโยคยั่วเย้าสะกิดใจนั้นทำให้วายุเืสูบฉีดจนหูแดง เขาลุกพรวด ยืนเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนรีบเอ่ยเสียงสั่น
“พี่ขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะฟ้า”
ปลายฟ้าแกล้งยิ้มหวาน “งั้นให้ช่องทางการติดต่อหน่อยสิคะ เราจะได้คุยกัน” เธอยื่นโทรศัพท์ให้ด้วยท่าทีจงใจ
วายุลังเลนิดหนึ่งก่อนรับไปแลกช่องทางติดต่อ จากนั้นจึงรีบหันหลังเดินออกไป ใบหน้ายังแดงไม่หาย
ปลายฟ้ายืนมองแผ่นหลังกว้างนั้น รอยยิ้มเ้าเล่ห์ปรากฏมุมปาก เธอพึมพำเสียงเบา
“น่ากินจัง…ถ้าได้ลองสักครั้งจะไม่ลืมบุญคุณเลย”
แววตาเต็มไปด้วยเลศนัยยั่วเย้า ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกที่ยอกจะอธิบาย
เวลาผ่านไป
ทั้งวันนั้นปลายฟ้าเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของครอบครัว เธอรู้สึกถึงความแปลกใหม่และอบอุ่น ได้เดินเล่นในสวนกว้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่เรียงราย สายลมพัดใบไม้ไหวกราว
กลิ่นหอมของดอกกุหลาบและดอกลิลลี่ที่ปลูกไว้สองข้างทางลอยเข้ามาแตะจมูกทุกครั้งที่เธอก้าวผ่าน บรรยากาศดูเงียบสงบแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทำให้หัวใจของเธอเบาสบายกว่าที่เคย
แม่ของปลายฟ้ากลับมาถึงบ้านใน่บ่าย หญิงสูงวัยในชุดผ้าไหมอ่อนสีหวานยิ้มกว้างเมื่อเห็นลูกสาว เธอเดินเข้ามาโอบกอดปลายฟ้าแน่น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความคิดถึง
ปลายฟ้าเองก็ยิ้มกว้างและกอดตอบ ความอบอุ่นนั้นไหลผ่านหัวใจจนเธอรู้สึกคล้ายจะลืมทุกความเหนื่อยยากที่เจอมา แม้ว่าหญิงสูงวัยจะเป็แม่ของปลายฟ้าก็ตาม แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่าเธอเป็เหไมือนแม่อีกคน
แม่ลูกนั่งลงที่ห้องนั่งเล่นด้วยกัน สนทนาอย่างเป็กันเอง หญิงสูงวัยคอยถามไถ่ว่า่นี้ปลายฟ้าเป็อย่างไร สุขภาพดีหรือไม่ สามีดูแลดีแค่ไหน ปลายฟ้าตอบกลับด้วยคำที่เลือกอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ใครจับพิรุธได้ แต่ในใจก็รู้ว่าความจริงมันตรงกันข้าม
หลังจากนั้นทั้งสองยังได้ทานอาหารร่วมกัน โต๊ะอาหารหรูหราถูกจัดเต็มด้วยอาหารไทยและอาหารยุโรปที่แม่บ้านเตรียมไว้ ปลายฟ้าตักอาหารใส่จานให้แม่และหัวเราะเบา ๆ กับเื่เล่าในอดีต
ทุกคำพูด ทุกเสียงหัวเราะเหมือนเติมเต็มส่วนที่เธอขาดหายไปในชีวิต ความสุขเล็ก ๆ ที่เธอไม่เคยได้รับมานานเหมือนถูกเติมให้เธอ
่บ่าย
ปลายฟ้าเลือกเดินชมบรรยากาศรอบคฤหาสน์ด้วยตัวเอง สถาปัตยกรรมยุโรปที่โอ่อ่า บานหน้าต่างสูงโปร่งเปิดรับแสงแดดอุ่น พื้นหินอ่อนเย็นสบายใต้ฝ่าเท้า
เสียงรองเท้าส้นสูงของเธอกระทบพื้นดังก้องกังวานไปทั่วโถง ราวกับเธอเป็เ้าหญิงในปราสาทจริง ๆ
แม่ของเธอเดินมาสมทบเป็บาง่ จับแขนเธอเบา ๆ แล้วพาเดินชมสวน ทะเลสาบเล็ก และโรงม้าเก่าแก่ที่ยังคงได้รับการดูแลอย่างดี
จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำ แสงส้มทองทาบทาไปทั่วคฤหาสน์ ปลายฟ้าจึงบอกลา เตรียมตัวกลับ
แม่ของเธอเดินออกมาส่งถึงรถ สีหน้ามีทั้งความสุขและความห่วงหา
“ว่าง ๆ อย่าลืมมาเยี่ยมม๊าอีกนะฟ้า ม๊าคิดถึงจะแย่เลย…อ้อ แล้วคราวหน้าก็พามาร์ตินมาด้วยละ”
น้ำเสียงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความปรารถนาดี
ปลายฟ้ากอดแม่อีกครั้ง พลางยิ้มบาง
“เอาไว้ฟ้าจะมาเยี่ยมบ่อย ๆ นะคะ แต่รายนั้นฟ้าไม่รับปากหรอกค่ะ ว่าจะพามาได้หรือเปล่า”
คำพูดทำให้แม่หัวเราะคิกคัก บรรยากาศอบอวลด้วยความรักความผูกพัน
เมื่อขึ้นรถ ปลายฟ้านั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ถนนทอดยาวที่เธอกลับผ่านเต็มไปด้วยแสงไฟเริ่มเปิดทีละดวงในยามค่ำ หัวใจเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ทั้งสุขและเศร้าปนกัน ครอบครัวของปลายฟ้ายังคงรักและเชื่อมั่นว่าลูกสาวตัวเองกำลังใช้ชีวิตที่ดี มีสามีที่ดูแลปกป้อง แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือเธอกำลังเผชิญชีวิตที่แสนยากลำบาก และไม่มีใครล่วงรู้เลย
แสงไฟริมทางสะท้อนเข้าดวงตาของเธอ ปลายฟ้าสูดลมหายใจลึกแล้วบอกตัวเองในใจ ต่อให้เส้นทางนี้ยากแค่ไหน เธอก็จะสู้ต่อไป เพราะตอนนี้…ร่างนี้...นี่คือชีวิตของเธอแล้วจริง ๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป.