ตอนที่ 20 เสแสร้ง (1)
เจ้าโง่นี่...กลัวว่าศิลปินจะรู้สึกดีต่อบริษัทหรืออย่างไรกันฮะ!!
เซ่าอี้ผิงมองอยู่ข้างๆ ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเอามากๆ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะดีใจที่หนังสือสัญญาของมู่ชิงถูกโอนไปดี หรือว่าโมโหที่ตัวเองมีลูกน้องเป็นผู้จัดการที่เหมือนหัวถูกประตูหนีบจนสมองพิการแบบนี้
อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะว่าทำไมหลี่ว์ซิ่งถึงได้ไม่ชอบมู่ชิง เจ้านี่ปกติมักจะชอบแอบติดต่อ ‘นายทุน’ ให้ศิลปินในสังกัดเพื่อหาประโยชน์อยู่แล้ว ถ้าศิลปินไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วยก็จะกดดันและเมินเฉย เรื่องสกปรกแบบนี้เขาได้ยินคนอื่นในบริษัทบ่นถึงไม่น้อย ถ้าไม่ใช่เพราะอยากรักษาน้ำใจ คงไล่เจ้าโง่นี่กลับไปนั่งกินนอนกินที่บ้านนานแล้ว!
เทียบกันแล้ว ท่าทีของมู่ชิงทำให้เซ่าอี้ผิงพอใจกว่ามาก มาเจอกับพฤติกรรมแย่ๆ ของหลี่ว์ซิ่งประเภทที่มีอะไรก็ตบหน้าตรงๆ แบบนี้ เจ้าเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่าคนนี้กลับไม่ได้ตอบโต้อีกฝ่าย และไม่ได้มีท่าทีทุกข์ใจด้วย เพียงแต่กล่าวอธิบายให้ตนฟังด้วยท่าทีขอโทษเท่านั้น
“ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ผู้อำนวยการเซ่า เดิมทีผมก็ควรจะต้องมารายงานบริษัทให้เร็วกว่านี้ แต่เมื่อวานตอนที่พี่หลี่ว์กลับไปเขาโมโหมาก ผมเลยคิดว่าจะรอให้เขาหายโมโหก่อนแล้วค่อยบอกเรื่องนี้ คิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะกระทบมาถึงคุณด้วย ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ”
คำพูดนี้ฟังดูแล้วเหมือนเป็นการขอโทษ แต่ความจริงกลับเป็นการโทษหลี่ว์ซิ่ง ซึ่งเซ่าอี้ผิงเองก็คิดเหมือนกันกับอีกฝ่าย ขณะที่สื่อว่าไม่ต้องสนใจ แววตากลับมีประกายซับซ้อนพาดผ่าน
ศิลปินในการดูแลของตนเองเซ็นสัญญาสำคัญขนาดนี้ มีฐานะเป็นถึงผู้จัดการแต่กลับรู้ข่าวหลังจากสื่อ นี่นับเป็นความผิดพลาดในการทำงาน ส่วนมู่ชิงเองพอเซ็นสัญญาแล้ว ต้องการรอให้หลี่ว์ซิ่ง ‘หายโมโห’ ก่อน ถึงจะกล้ามารายงานกับบริษัท เห็นได้ชัดว่าปกติแล้วเขาปฏิบัติกับศิลปินในการดูแลของเขาอย่างไร?!
และถ้าพูดอีกอย่าง ที่นี่คือห้องทำงานของเขา ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นมาอย่างไร ผลสุดท้ายใครถูกใครผิด ผู้ที่จะเป็นคนชี้ขาดก็คือเขา เซ่าอี้ผิง เทียบกับท่าทีของมู่ชิงที่อธิบายต่อตนอย่างตรงไปตรงมา กับการโมโหอย่างไร้สติของหลี่ว์ซิ่ง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่เห็นหัวเขาที่เป็นหัวหน้าอยู่ในสายตาเลย
ต่อหน้าต่อตายังเป็นแบบนี้ แล้วลับหลังจะไม่ยิ่งกว่านี้เหรอ แบบนี้เรียกว่าผู้จัดการที่ไหนกัน นี่มันจอมเผด็จการบ้าอำนาจที่บริษัทเลี้ยงไว้ชัดๆ!
ถ้าผู้จัดการทุกคนของบริษัทเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด ก่อนที่จะมีชื่อก็ล่วงเกินคนไปก่อนแล้ว บรรดาศิลปินระดับสองระดับสามพวกนั้นพอดังแล้วจะจากไปแบบนี้หรือ แล้วสุดท้ายที่บริษัทจะยังเหลือใครอีกเหรอ?!
ดูแล้วถ้าไม่จัดการสักหน่อยคงไม่ได้แล้ว!
ยิ่งคิดเซ่าอี้ผิงก็ยิ่งรู้สึกว่าตนจับต้นเหตุของปัญหาได้แล้ว เขาเม้มปาก แล้วส่งสายตาคมกริบไปหยุดคำต่อว่าที่หลี่ว์ซิ่งกำลังจะพ่นออกมา เมินอีกฝ่าย ทั้งยังเปลี่ยนท่าทีเป็นนุ่มนวลลงเพื่อถามถึงขั้นตอนการออดิชั่นเมื่อวานนี้ของมู่ชิงอย่างละเอียด
ชาติที่แล้วตอนที่มู่ชิงยังไม่เสียโฉมเขาเคยเป็นบุคคลที่เซ่าอี้ผิงต้องการที่จะผลักดันมาก่อน เขาคุ้นเคยกับวิธีการที่ทั้งตีทั้งดึงเพื่อเรียกความรู้สึกดีๆ แบบนี้ดี
ตอนนี้หากอยากจะรีบก้าวหน้าโดยเร็ว เขาก็ต้องการความสนใจจากผู้บริหารระดับสูงและทรัพยากรของบริษัท ดังนั้นพอเซ่าอี้ผิงถามอะไรเขาก็ตอบหมดทุกอย่าง ถ้าไม่ถามก็จะยืนนิ่งอยู่อีกด้าน ไม่มีการพูดโดยพลการ และไม่แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาด้วย สะท้อนให้เห็นท่าทีที่ระมัดระวังและเคารพยำเกรงอันพึงกระทำของหน้าใหม่ที่เพิ่งได้รับความสนใจจากผู้กำกับ
ท่าทีจริงใจแบบนี้ชนะใจเซ่าอี้ผิงไปได้อย่างรวดเร็ว หลังจากซักถามเรื่องเมื่อวานจบ แววตาที่ใช้มองมู่ชิงก็เต็มไปด้วยความชื่นชม ระหว่างนั้นเขาก็เริ่มถามถึงเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายด้วย หากเทียบกับการไต่ถามลูกน้อง กลับดูเหมือนการคุยเล่นกับรุ่นน้องที่สนิทกันมากกว่า
ส่วนมู่ชิงเองก็ให้ความร่วมมือโดยเริ่มจาก ‘ความตื่นเต้น’ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็น ‘ความผ่อนคลาย’ จนสุดท้ายน้ำเสียงที่ใช้พูดคุยยังแฝงไปด้วยความสนิทสนมและความเชื่อใจ