ตอนที่ 5 ปิดปากสนิท (2)
สวี่เฉิงอิงคล้ายตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก นางลำบากใจอยู่นานสองนานจนต้องขบฟันกรอด “ข้าจะเอาขนมถั่วตัดอีกหนึ่งชุด แล้วก็ลูกบ๊วยสีทองอีกหนึ่งกล่อง ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินพี่ชายของข้าบอกว่าหอเหวินอิงในเมืองได้เชิญนักขับงิ้วคณะใหม่มา ขับร้องได้เพราะมาก ท่านก็ต้องพาข้าไปด้วย”
ได้สิ เพราะนางกลายเป็คนวางแผนการรอบคอบ เก่งกาจด้านทำการค้าขาย การตัดสินใจย่อมไม่มีขาดทุน
สวี่เฉิงอวี๋ส่ายหน้าอย่างจนใจแต่ก็ยังคงรับปากนาง ก่อนปล่อยอีกฝ่ายกลับเรือนไป
ลี่ว์จูด้านหลังก้าวมาข้างหน้า ใบหน้าเล็กๆ นั้นบิดเบี้ยว “คุณหนูคิดจะปิดปากคุณหนูเจ็ด แต่ก็ไม่รู้ว่าคุณหนูเจ็ดจะปิดปากได้สนิทจริงๆ หรือไม่”
“นี่แหละคือข้อดีที่สุดในตัวนาง ในเมื่อรับปากแล้ว ต่อให้เ้าทุบตีนางให้ตาย นางก็จะไม่มีทางหลุดปากออกมาแม้แต่ครึ่งคำ”
สวี่เฉิงอวี๋นวดคลึงขมับ รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง “วันนี้ท่านพ่อกับพี่ชายใหญ่ออกจากเมืองไปแล้วใช่หรือไม่”
ลี่ว์จูตอบกลับว่า “ป่านนี้เกรงว่าคงออกไปนานแล้วเ้าค่ะ วันนี้คงไม่กลับมา คงต้องเป็พรุ่งนี้ถึงจะได้กลับบ้าน”
นางเปล่งเสียงตอบรับ “เช่นนั้นตอนที่พวกเรากลับบ้าน ก็อย่าทำให้ท่านแม่ในะ ท่านแม่จะได้ไม่ต้องเป็กังวลไปด้วย” นางครุ่นคิดชั่วขณะก่อนหันหน้าไปมองเหล่าสาวใช้ที่ติดตามมาด้านหลัง “ห้ามพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าออกไปแม้แต่คำเดียว ไม่เช่นนั้นข้าจะกำจัดออกไปทันที”
เหล่าสาวใช้ย่อตัวลงคารวะพร้อมทั้งบอกว่าจำได้แล้ว ทว่าลี่ว์จูกลับไม่เข้าใจเลยจริงๆ
แม้จะไม่อยากให้นายหญิงต้องเป็กังวลในตอนนี้ แต่เื่ที่จะไปจวนคุณชายน้อยก็ต้องรอให้นายท่านกับคุณชายใหญ่กลับมาจึงจะเตรียมของขวัญขอบคุณไปเยี่ยมเยือนถึงจวนได้ แล้วเหตุใดจึงสั่งห้ามไม่ให้คุณหนูเจ็ดปริปากพูดเสียเล่า
นางเดินตามหลังสวี่เฉิงอวี๋ ก้าวทีละก้าวอย่างเนิบช้า สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวเป็ต้องเอ่ยถามออกไป “เหตุใดคุณหนูจึงไม่ยอมให้คุณหนูเจ็ดพูดออกไปหรือเ้าคะ เกิดเื่ใหญ่โตขึ้นเช่นนี้ นางเองก็ออกไปข้างนอกด้วยเช่นกัน แม้ว่านายท่านกับคุณชายใหญ่จะไม่อยู่บ้าน แต่เมื่อนางกลับไปหานายท่านสามกับคุณชายรอง มันก็เหมือนกันไม่ใช่หรอกหรือ”
แน่นอนว่าไม่เหมือนกัน
คนที่เกือบถูกลักพาตัวไปคือนางต่างหาก ผู้ที่ต้องออกหน้าก็ต้องเป็ท่านพ่อกับพี่ชายแท้ๆ ของนาง ไม่ใช่กงการของคนบ้านสาม
อีกอย่าง…
“เฉิงอิงเป็คนไม่คิดอะไรให้รอบคอบ แต่ไหนแต่ไรมาก็ปากไม่มีหูรูด วันนี้เกิดเื่ตั้งมากมายถึงเพียงนี้หากนางพูดอะไรพลาดไปแม้แต่คำเดียว นั่นก็จะกลายเป็ความผิดของข้าทันที ไปทำตัวอวดเบ่งออกหน้าอยู่ที่หอป๋ายอวิ๋น ล่วงเกินผู้อื่นจึงได้ลักพาตัวข้า ทำลายข้า ทั้งยังทำลายชื่อเสียงตระกูลสวี่อีกด้วย” เมื่อเอ่ยดังนั้นนางก็ส่ายหน้า “นางไม่รู้เงื่อนงำในเื่นี้ พอท่านอาสามกับพี่สามได้ยินก็จะคาดเดาออกทันที เ้าจะให้นางไปพูดงั้นหรือ รอให้นางทำร้ายข้าจนตายงั้นหรือ”
เมื่อพูดเช่นนี้ผู้ที่ลักพาตัวคนกลางถนน ก็คงจะเป็…คนของหลงจู๊ซุนงั้นหรือ
ลี่ว์จูตกตะลึง “เช่นนั้นหลงจู๊…เขาไปกลืนกินความกล้าหาญจากเสือดาวมาหรือไรกัน กล้าวางแผนลงมือแม้กระทั่งกับคุณหนู!”
แน่นอนว่าไม่ใช่ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าราชสำนักจะเปิดการค้าทางทะเลแล้วอู่ต่อเรือของตระกูลเขาก็จะได้รับผลประโยชน์เป็อย่างมาก พ่อค้าต่างๆ ในเมืองหยางโจวที่ไม่อยากใช้เรือทางการล้วนแต่ต้องไว้หน้าเขาสามส่วน
สุดท้ายแล้วก็ทำเพื่อธุรกิจและเงินทั้งนั้น
เรือของทางการมีข้อได้เปรียบตรงที่ปลอดภัยมากกว่า แต่พูดตามตรง เรือทางการนั้นเก็บภาษีสูง อีกทั้งเรืออาจสร้างมาดีจนสู้เรือจากอู่ต่อเรือของคนทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
และเมื่อพูดถึงเื่ปลอดภัย บัดนี้ราชสำนักได้ออกพระราชโองการผ่อนผันการจำกัดทางทะเล นั่นก็หมายความว่าโจรสลัดและโจรชายฝั่งไม่ใช่ภัยคุกคามร้ายแรงอีกต่อไป จึงได้กล้าเปิดการค้าทางทะเล
ยังไม่ทันได้เริ่มต้นคนแซ่ซุนก็เกิดความทะเยอทะยานเสียแล้ว แน่นอนว่านี่คือเื่ที่จะพูดถึงในภายหลัง ไม่ใช่สิ่งที่ต้องสนใจในตอนนี้
สวี่เฉิงอวี๋ยกมือขึ้นบังหน้าเพื่อกันแสงสว่างจ้าแสบตา ก่อนย้อนกลับเข้าหัวข้อสนทนาเดิม “อีกอย่างเฉิงอิงก็ไม่ชอบเจียงฮุ่ยเป็ที่สุด ถ้านางไปบอกอาหญิงสามกับพี่หญิงสามว่าเจียงฮุ่ยเย้ยหยันนางต่อหน้าผู้คน อาหญิงสามกับพี่หญิงสามอาจคิดว่านางไปก่อความวุ่นวายข้างนอกจนทำให้เจียงฮุ่ยโกรธเคือง เจียงฮุ่ยก็อาจดุนางบ้าง แล้วพอนางโกรธก็คงกลับบ้านมาฟ้องผู้ใหญ่ เช่นนั้นเ้าคิดว่าการที่ข้าออกหน้าแทนนางในหอป๋ายอวิ๋น จะไม่เป็การช่วยนางรังแกผู้อื่นหรอกหรือ ดังนั้นอย่าให้นางปริปากพูดเลยจะดีที่สุด เื่นี้ต้องให้ข้าไปพูดเองจึงจะไม่เป็ปัญหา”