บทที่ 26 คนแรกที่สามารถเอาชนะนายน้อยรองได้
ผู้หญิงคนนี้นี่มันโง่จริง ๆ
หากเธอกล้าพูดในบ้านหลังนี้ว่าตัวเองเป็สายเื เป็ลูกสาวของตระกูลกู้ และบอกว่ากู้เซียงเวยเป็แค่ตัวปลอม พี่ชายคนโต คนรอง สาม สี่และห้า จะต้องจับเธอโยนออกไปแน่ ๆ
เขากำลังช่วยเหลือหญิงสาวคนนี้ โดยไม่ให้เธอปริปากพูดคำ ๆ นั้นออกไปอยู่นะนี่!
เดี๋ยว... แบบนี้มันก็หมายความว่าเขาทั้งช่วยทั้งให้เงินเธอเลยนะ!
กู้ไป๋เหยี่ยรู้สึกผิดกับตัวเองจนพูดอะไรไม่ออก
หลังจากไอเสร็จ เขาก็เปิดบทสนทนาและแนะนำโม่เชียนให้คนอื่น ๆ รู้จักทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอพูด
“เด็กคนนี้ชื่อโม่เชียน เธอช่วยชีวิตฝูเสวี่ยตอนไปหมู่บ้านต้าต้าวเอาไว้ ฝูเสวี่ยเลยพาเธอกลับมาเพื่อให้พักอยู่กับเราสักสองสามวันน่ะ”
“โอ้ แบบนี้นี่เอง” กู้ซิงกั๋วพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เพียงเขามองเห็นหญิงสาวคนนี้ เขาก็รู้สึกเอ็นดูเธอขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล รู้สึกเหมือนกับว่าเธอเป็ลูกสาวของตัวเขาเองเสียด้วยซ้ำ
ใบหน้านี้ดูคล้ายภรรยาของเขามากกว่าลูกทั้งเจ็ดที่มีอยู่เดิมอีก
กู้ซิงกั๋วยิ้มอย่างใจดีและพูด “สาวน้อย ขอบคุณที่ช่วยลูกสะใภ้ของฉันเอาไว้นะ เธอสามารถอาศัยอยู่ในตระกูลกู้เหมือนที่นี่เป็บ้านของตัวเองได้เลย”
“ตกลง” โม่เชียนไม่ได้พูดอะไรแปลก ๆ มากไปกว่านี้อีก
เธอไปลากเก้าอี้สี่เหลี่ยมตัวเล็ก ๆ มาแล้วนั่งลง กล่าวชื่นชมออกไปอย่างแช่มช้าว่า “คุณฉลาดกว่าคุณหกซะอีก”
กู้ซิงกั๋วรู้สึกใกับ ‘คำชมเชย’ ของหญิงสาว
เขาใช้เวลาสักพักกว่าจะรู้ว่าเธอหมายถึงอะไรแล้ว จากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ “ลูกหกของฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก เขาแค่เป็คนอารมณ์ร้อนนิดหน่อย”
กู้ไป๋เหยี่ยทำหน้างุนงง “???”
ผมยังเป็ลูกแท้ ๆ ของพ่อหรือเปล่าเนี่ย?
น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจสีหน้าของเขาเลย
กู้ซิงกั๋วนั่งลงพร้อมที่จะเล่นหมากล้อมกับลูกชายรองต่อไป
โม่เชียนรู้สึกว่าชายสองคนนี้ดูน่าคบหาพอ ๆ กับพวกผู้สูงอายุในหมู่บ้านเธอเลย
เมื่อกู้ไป๋เหยี่ยเห็นดังนั้นเขาก็เกิดความไม่พอใจ มือเอื้อมออกไปคว้ากล่องเม็ดหมากสีขาวของพ่อไว้เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหยิบไปเล่น
“พ่อ พี่รอง ภรรยาของผมยังอยู่ที่สถานีตำรวจ พวกคุณยังจะมีอารมณ์มานั่งเล่นหมากล้อมกันอยู่อีกเหรอ? นี่มันไม่มากไปหน่อยหรือไง! ”
เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว กู้เส่าถิงก็เหลือบมองไปยังน้องชายที่อยู่ด้านข้าง “ทำไมนายถึงต้องรีบร้อนด้วยล่ะ? ฝูเสวี่ยจะหย่ากับนายทันทีที่เธอเป็อิสระ นายควรจะปล่อยให้เธออยู่ในสถานีตำรวจต่ออีกสักสองสามวันนะ เพื่อที่นายจะได้กลายเป็โสดช้าลงอีกหน่อยไง”
“ให้ตายเถอะ นี่พี่ยังเป็พี่ชายของผมอยู่อีกไหม ทำไมถึงชอบทำตัวแบบนี้อยู่ตลอดเลย! ” กู้ไป๋เหยี่ยโกรธมาก โกรธจนแทบจะพลิกโต๊ะ
กู้เส่าถิงกลอกตา ก่อนพยักหน้าไปทางโต๊ะด้วยใบหน้าเ็า
“วางกล่องเม็ดหมากลงซะ”
“...”
กู้ไป๋เหยี่ยยังคงนิ่งเฉยและลังเลอยู่สองสามวินาที
แต่หลังจากนั้นก็ไม่กล้าทำตัวอวดเก่งอีก...
เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่าลำดับอำนาจทางสายเือยู่...
เขาวางกล่องเม็ดหมากลงอย่างไม่เต็มใจ แล้วค่อยนั่งบนโซฟาอีกด้านหนึ่งด้วยความโกรธ
“เด็กคนนี้นี่” กู้ซิงกั๋วดุอย่างไม่จริงจังเท่าไหร่นัก
จากนั้น ไม่ว่ากู้ไป๋เหยี่ยจะพอใจหรือไม่ก็ตาม สองพ่อลูกก็ยังคงเล่นหมากล้อมกันต่อไป
กู้ซิงกั๋วพยักเพยิดคางไปทางกู้เส่าถิงที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ลูกรอง ถึงตาลูกแล้ว”
มาจนถึงตอนนี้ สถานการณ์บนกระดานหมากล้อมแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
หมากที่ในตอนแรกเจอทางตันของกู้ซิงกั๋วกลับพบหนทางเอาชีวิตรอด เพราะถูกการวางเพียงตาเดียวที่โม่เชียนชี้นำช่วยกอบกู้เอาไว้
กู้เส่าถิงจ้องมองไปยังตำแหน่งนั้น แววตาของเขาแสดงความประหลาดใจ
การวางหมากครั้งนี้... น่าสนใจจริง ๆ
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยวางเม็ดหมากสีดำในมือของตนเองลงไป
ตาถัดมาจึงกลายเป็ของกู้ซิงกั๋ว เขาหยิบเม็ดหมากสีขาวขึ้นมา ดูราวกับภาพการเคลื่อนไหวที่แสนเชื่องช้า
แขนข้างนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ ไม่ยอมวางเม็ดหมากลงไปเสียที
เขาแอบมองโม่เชียนจากหางตา พร้อมขยิบตาให้เธอ
ซึ่งกู้เส่าถิงจะไม่เข้าใจความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพ่อตัวเองได้ยังไง จึงพูดขึ้นมาว่า “พ่อครับ พ่อจะโกงอีกแล้วเหรอ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้ซิงกั๋วก็จัดการเปิดไพ่พ่อที่ชราภาพเพื่อปกป้องตัวเองขึ้นมาทันที
“นี่มันเรียกว่าโกงที่ไหน! ฉันแค่หันไปมองแขกต่างหาก แถมขนาดญาติกันเองลูกยังอนุญาติให้ดูอย่างใกล้ชิดติดขอบสนามได้เลย? แบบนี้จะนับประสาอะไรกับแขกล่ะ เธอเองก็ต้องทำแบบนั้นได้เหมือนกัน! ”
หลังจากพูดเช่นนั้น กู้ซิงกั๋วก็หันไปเอ่ยขอความช่วยเหลือแบบตรง ๆ โต้ง ๆ ออกมาอย่างไร้ยางอาย
“สาวน้อย ฉันควรวางหมากนี้ไว้ที่ไหนดี”
เก้าอี้สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่โม่เชียนนั่งอยู่นั้นเตี้ยกว่าของพวกเขา โดยระดับความสูงที่เธอนั่งไม่ได้มากไปกว่าโต๊ะกาแฟนัก หมวกสีเทาที่สวมอยู่บนศีรษะถูกมัดไว้อย่างบิดเบี้ยว ทำให้หญิงสาวดูทั้งตัวเล็กและน่ารักน่าเอ็นดู
โม่เชียนกวาดสายตาไปรอบ ๆ กระดาน ชี้นิ้วลงบนจุดว่างจุดหนึ่ง
“ที่นี่”
“เอ่อ... ”
กู้ซิงกั๋วมองจุดที่เธอแนะนำ รู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อย...
เขาไม่เข้าใจจุดประสงค์ของการวางไว้ตรงนั้น
และรู้สึกเหมือนการเอาหมากไปวางไว้ตรงนั้นเป็การเสียกำลังไปโดยเปล่าประโยชน์…
แต่หลังจากคิดวิเคราะห์ไปอีกสักระยะหนึ่ง เขาก็กระจ่างแจ้งในที่สุด
เด็กคนนี้สามารถแก้ไขสถานการณ์อันน่าอดสูจากการถูกปิดล้อมของเขาได้ อย่างน้อยช่วยปรับสถานการณ์ นำพาทั้งฝ่ายเขาและฝ่ายลูกคนรองกลับสู่สถานะบนกระดานหมากที่เท่าเทียมกัน
กู้ซิงกั๋วหัวเราะเสียงดัง ยกนิ้วให้โม่เชียน “สาวน้อย เธอนี่ช่างน่าทึ่ง วิเศษมาก! ทักษะการเล่นหมากล้อมของเธอยอดเยี่ยมจริง ๆ ไม่มีคนในบ้านรายไหนสามารถเอาชนะลูกรองคนนี้ได้เลย ดูเหมือนวันนี้จะต้องฝากความหวังไว้กับเธอแล้วล่ะ! ”
เขายกมือขึ้นอย่างภาคภูมิใจ เม็ดหมากสีขาวถูกวางลงบนตำแหน่งที่โม่เชียนชี้
แม้แต่กู้เส่าถิงยังต้องใช้เวลาคิดเกี่ยวกับการเดินตานี้อีกสักพัก ก่อนจะเข้าใจความตั้งใจของโม่เชียน
กู้เส่าถิงนั่งตัวตรงกว่าเดิม สีหน้าของเขาดูไม่ประมาทหละหลวมเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
เขามองกระดานหมากล้อมอย่างจริงจังขึ้น
หนึ่งพ่อและหนึ่งลูกชายต่างแลกตากันเดินกลับไปกลับมา จนเกมได้ดำเนินต่อไปอีกเป็เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง
ในที่สุดก็ตัดสินผู้ชนะได้แล้ว
นายน้อยรองแห่งตระกูลกู้ผู้ไม่เคยแพ้ในเกมที่ต้องใช้สมองมาก่อน ไม่ว่าจะกับคนนอกหรือคนในตระกูลกู้ วันนี้กลับได้ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้เป็ครั้งแรก
กู้ซิงกั๋วพูดอย่างภาคภูมิใจออกมา
“ลูกรอง เห็นไหมว่าโลกภายนอกยังมีคนที่เก่งกว่าเราเสมอ! ดูอย่างสาวน้อยคนนี้สิ เธอร้ายกาจน่าดูเลยนา”
โม่เชียนมองกระดานหมากล้อมด้วยความสงสัย มีเม็ดหมากสีขาวและดำมากมาย แต่พวกเขายังกินกันไม่หมดอย่างเสร็จสมบูรณ์
แบบนี้จะเรียกเป็การตัดสินผู้ชนะที่ถูกต้องได้อย่างไร?
เธอดูสับสน “นี่นับว่าเป็การตัดสินแพ้ชนะได้แล้วเหรอ? ”
“???”
พ่อลูกตระกูลกู้ต่างหันมามองดูเธอ
ความสับสนถูกเขียนประดับไว้บนใบหน้าของพวกเขา
“เธอรู้วิธีเล่นหมากล้อมรึเปล่า?” กู้เส่าถิงถาม
“รู้สิ ฉันแค่ไม่รู้ว่าจะต้องคำนวณการแพ้ชนะยังไงเฉย ๆ ”
โม่เชียนตอบอย่างสบาย ๆ
กู้เส่าถิงนิ่งอึ้ง “...”
ช่างมีทักษะอะไรเช่นนี้!
เขาขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าสาวน้อยคนนี้แกล้งทำเป็โง่หรือโง่จริง ๆ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึง้าลองทดสอบเธออีกครั้ง