ทะลุมิติมาเป็นนักศึกษาแพทย์ในยุค 80 [จบ]

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 2 แอบฟัง(2)

            

            วันรุ่งขึ้นเป็๞วันที่ต้องไปที่โรงเรียนเพื่อกรอกใบเลือกอันดับมหาวิทยาลัยหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ สวี่ฮุ่ยจึงรีบไปที่โรงเรียนทันที 

            เธอกรอกชื่อ‘มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โหย่วเหอ สาขาอายุรศาสตร์’ ลงไปเป็๲อันดับแรกโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด

            ชาติที่แล้วกู่ซิ่วมักจะตำหนิว่าสวี่ฮุ่ยแย่งสารอาหารของสวี่เยว่ตอนอยู่ในครรภ์เพราะร่างกายของสวี่เยว่ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้สวี่ฮุ่ยรู้สึกผิดอยู่เสมอ

            สมัยเรียนมัธยมต้นเธอเลยแอบไปเรียนแพทย์กับชายวัยกลางคนแปลก ๆ คนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญวิชาการแพทย์เธอหวังว่าจะสามารถรักษาอาการป่วยของสวี่เยว่ได้ 

            แต่หลังจากเรียนได้ไม่กี่ปีชายคนนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนจากไปเขาได้ทิ้งตำราแพทย์ไว้ให้เธอกองหนึ่ง

            หลายครั้งเธอเอาแต่นึกว่าหากชาติที่แล้วเธอมีประสบการณ์ทางการแพทย์มากกว่านี้บางทีเธออาจจะสามารถช่วย… 

            ชาตินี้เธออยากเรียนแพทย์ไม่ใช่เพื่อยัยน้องสาวชั่วช้าอย่างสวี่เยว่อีกต่อไป แต่เพื่อรักษาชีวิตผู้คนและที่สำคัญที่สุดก็คือเพื่อ…เขาคนนั้นในชาติก่อนหลังจากกรอกใบสมัครเรียบร้อยแล้วสวี่ฮุ่ยก็ขึ้นรถไปที่ตัวอำเภอทันที 

            อำนาจทางการเงินของครอบครัวอยู่ในกำมือกู่ซิ่วกู่ซิ่วซึ่งกู่กู่ซิ่วไม่มีทางให้เงินเธอไปเรียนหนังสือแน่ 

            ถึงแม้ว่าประเทศจีนจะมีเงินช่วยเหลือนักศึกษาอยู่บ้างแต่มันก็ยังไม่พอค่าใช้จ่าย แล้วไหนยังต้องจ่ายค่าเล่าเรียนอีก

            ดังนั้นเธอต้องอาศัยเวลา๰่๥๹ก่อนเปิดภาคเรียนหาเงินค่าเล่าเรียนปีแรกและค่าครองชีพใน๰่๥๹สองเดือนแรกให้ได้ 

            เธอเคยได้ยินมาว่าค่าเล่าเรียนปีแรกของมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์โหย่วเหอเท่ากับ58 หยวน ส่วนค่าครองชีพต่อเดือนคือ 15 หยวน 

            หากอิงตามมาตรฐานนี้เธอคงต้องหาเงินมากกว่า 80 หยวนใน๰่๥๹ปิดภาคเรียนฤดูร้อนสองเดือนให้ได้เพราะฉะนั้นเธอต้องไปหางานทำในตัวอำเภอ

            โชคดีที่ชาติที่แล้วเธอเคยทำงานพิเศษมาบ้างเธอจึงมีทั้งช่องทางและประสบการณ์

            จากตำบลเถาฮวาไปยังตัวอำเภอใช้เวลาไม่นานเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว 

            สวี่ฮุ่ยลงจากรถปุ๊บเธอก็ตรงไปยังสถานีรถไฟทันที

            ใกล้ ๆสถานีรถไฟมีร้านบะหมี่ปลาไหลชื่อ ‘ห่าวไจ้ไหล’ อยู่เ๽้าหนึ่งชาติที่แล้วขอเพียงแค่ปิดเทอม สวี่ฮุ่ยก็จะจับปลาไหลมาขายที่นี่ตลอด

            เ๯้าของร้านบะหมี่แซ่จางเขากำลังต่อรองราคากับลุงขายปลาไหลคนหนึ่งอยู่

            สวี่ฮุ่ยตรงเข้าไปทักทายเขา“คุณลุงจาง” 

            เถ้าแก่จางก็เอ่ยถามอย่างเป็๞มิตร “อยากขายปลาไหลให้ฉันเหรอ?”สวี่ฮุ่ยส่งเสียง‘อืม’ เบาๆ 

            เถ้าแก่จางพยักหน้า “ได้ งั้นก็ตามระเบียบเดิม ราคาชั่งละสามเหมา วันละสิบชั่งเธอเริ่มส่งของพรุ่งนี้เลยนะ”

            ในหนึ่งวันขายปลาไหลสิบชั่งขายได้เงินสามหยวนหลังจากหักค่ารถและค่าใช้จ่ายอื่น ๆแล้วก็จะเหลือเงินเก็บประมาณร้อยกว่าหยวนภายในสองเดือน

             พอมีเงินใครก็ห้ามเธอไปเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้

            เมื่อนึกถึงตรงนี้มุมปากของสวี่ฮุ่ยก็ยกสูงขึ้น

             เธอกำลังจะหันหลังกลับไปก็เห็นภรรยาของเถ้าแก่กำลังเด็ดผักโขมปวยเล้งอยู่เสียก่อน

            สวี่ฮุ่ยนึกถึงสิ่งที่ได้อ่านในตำราแพทย์เมื่อชาติที่แล้วโดยอัตโนมัติ

            ‘ปลาไหลมีฤทธิ์หวานและอบอุ่นช่วยบำรุงร่างกาย เสริมพลังชี่ ขจัดความเย็นในร่างกายส่วนผักโขมมีรสชาติหวานและเย็น ลดพลังชี่ มีสรรพคุณในการให้ความชุ่มชื้นดังนั้นหากนำผักโขมปวยเล้งไปทำอาหารกับปลาไหลคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก’

            สวี่ฮุ่ยรีบกล่าวกับภรรยาเถ้าแก่ว่า “คุณป้าคะ ผักโขมปวยเล้งกับปลาไหลกินด้วยกันไม่ได้นะคะมันจะทำให้ท้องเสียอย่างรุนแรง”

            ภรรยาเถ้าแก่ประหลาดใจมาก “จริงเหรอ? มิน่าล่ะถึงมีลูกค้ามาร้องเรียนว่าร้านเราทำความสะอาดวัตถุดิบได้ไม่ดี พอกินแล้วท้องเสียที่แท้ไม่ใช่เพราะพวกเราล้างวัตถุดิบไม่สะอาดแต่เป็๲เพราะจับคู่วัตถุดิบไม่ถูกนี่เองงั้นเราควรเอาผักอะไรไปทำคู่กับปลาไหลดีล่ะ?”

            “ผักโขมจีนหรือแตงกวาก็ได้ค่ะ”

            เมื่อสวี่ฮุ่ยกลับมาถึงบ้านพักพนักงานสวี่เยว่ก็เดินออกมาจากบ้าน 

            ตัวยังไม่ทันเดินมาถึงก็ตะเบ็งเสียงเอ่ยว่า “พี่คะ พี่สอบมหาลัยไม่ติดพี่ก็ไม่ควรกรอกใบเลือกคณะส่งเดชสิคะ พี่ทำแบบนี้พ่อคงโกรธน่าดู”