เสียงะโคำรามของเด็กน้อยกู่ไท่ิดังขึ้น เขาซัดหมัดเพลิงขนาดใหญ่พุ่งออกไป
พร้อมกันนั้น เงาร่างวานรเพลิงที่ทับซ้อนกับร่างของเขา ก็แผดเสียงคำรามแล้วซัดหมัดอสูรออกไปเช่นกัน มาดหมายจะปิดฉากศึกนี้ด้วยหมัดเดียว
ถู่หนานพลันแค่นเสียงต่ำ ก่อนจะคำรามก้อง
"หมัดเทพหงสา!"
เสียงคำรามของเขากึกก้องกัมปนาททั่วลานประลอง เงาร่างของหงเพลิงขนาดสองจั้งพลันสยายปีกออกบินขึ้นจากแผ่นหลังถู่หนาน
เปลวไฟสีทองที่ลุกไหม้รอบกาย ราวกับแสงอรุณจาก์ พลันกระพือปีกพุ่งทะยานเข้าสู่สมรภูมิแห่งศักดิ์ศรี
วานรเพลิงขนาดสามจั้งและหงเพลิงขนาดสองจั้งพวยพุ่งเข้าหากัน ลำแสงแห่งหมัดและกรงเล็บเพลิงปะทะเข้าหากันกลางเวหา
ตูมมมม!!...
เสียงะเิจากการปะทะทำให้ลานประลองสั่นะเื ลมหอบใหญ่โหมกระหน่ำ เปลวเพลิงของทั้งสอง หักล้างกันและกัน จนแตกสลายหายไปในพริบตา
เงาร่างของกู่ไท่ิและถู่หนานยืนอยู่คนละฟากของสังเวียน ทั้งสองหอบหายใจถี่ สภาพาเ็พอกัน
แต่เป็ถู่หนานที่เริ่มเคลื่อนไหวก่อน เขารีดเค้นพลังลมปราณเฮือกสุดท้ายปล่อยฝ่ามือสายสุดท้ายออกมา
คลื่นพลังลมปราณแหวกอากาศพุ่งตรงมายังกู่ไท่ิ ซึ่งยามนี้ยืนอยู่กลางสังเวียนด้วยร่างที่แทบไร้เรี่ยวแรง
"ผ่านการทดสอบ!"
เสียงเย็นของาุโซ่างอู่ พลันดังขึ้นก้องทั่วลานประลอง ราวกับสายลมหยุดพัด
ถู่หนานจึงจำต้องหยุดมือ เพราะหนึ่งก้านธูปได้ผ่านไปแล้ว และเด็กน้อยยังยืนหยัดได้
ทันทีที่การทดสอบของกู่ไท่ิจบลง กลับไม่มีผู้ใดกล้าก้าวขึ้นสังเวียนอีก เหล่าผู้ชมรอบลานประลองตกอยู่ในความเงียบงัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังาุโใหญ่ ที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
"มีสหายท่านใดอีกหรือไม่? หากไม่เหลือผู้ที่้าท้าทาย…”
ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลง เสียงฝีเท้าแ่เบาหนึ่งก้าว พลันดังขึ้น
จ้าวจื่ออวิ๋น ปรากฏกายขึ้นกลางสังเวียนราวกับภูตพราย ั์ตาเย็นเยียบประหนึ่งแสงจันทราจาง ลมหายใจไร้คลื่น แต่พลังที่แผ่ออกกลับบีบอัดทั่วทั้งลานประลองให้เงียบสงัด อาภรณ์ที่ดำสนิทยิ่งขับเน้นให้ดูเยือกเย็นลึกล้ำ
าุโซ่างอู่พลันชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม
“สหายน้อย ้าประลองพลังด้านใดอย่างนั้นหรือ?”
จ้าวจื่ออวิ๋นปรายตามองไปยังแถวนั่งของเหล่าศิษย์เอก ดวงตาเยียบเย็นดังหิมะหกฤดู ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงเรียบชัดราวน้ำค้างยามรุ่งสาง
"ข้า… จ้าวจื่ออวิ๋น! ้าสู้กับศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนัก..."
ทันใดนั้น ศิษย์คนที่นั่งอยู่แถวหน้า พลันลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
“สามหาว! เ้ากล้าเสียมารยาทหรือ?”
เสียงตวาดแฝงไว้ด้วยโทสะอันเดือดดาล ดังก้องทั่วลานประลอง
ทว่า ก่อนที่ประกายเพลิงในดวงใจจะลุกลามเกินควบคุม าุโซ่างอู่ พลันยกมือขึ้นปรามอย่างสงบนิ่ง
“ตงเอ๋อร์… เ้าอย่าได้หุนหันไป…”
และขณะนั้นเอง...
“ข้าจะเป็คนจัดการเ้าเอง...”
เสียงหนึ่งแทรกขึ้นจากไกลๆ ราวกับเสียงของอัสนีสะท้อนกลับมา ชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาพร้อมแรงกดดันรุนแรง เขาสวมอาภรณ์หรูหรา งามสง่าในทุกก้าวย่าง สายตาเ็าเปี่ยมไปด้วยเจตนาร้าย
“นั่นมัน! ชางไห่! ขุนพลวิหคอันดับที่สิบ! ของวิหารเซียน…”
“เขามีความบาดหมาง กับจ้าวจื่ออวิ๋นผู้นี้ อย่างนั้นหรือ?”
เสียงอุทานของผู้หนึ่งพลันทำให้ผู้ชมทั้งลานประลองต้องหันขวับไปดู แม้แต่จ้าวจื่ออวิ๋นเองยังปรายตามองผู้มาใหม่อย่างประหลาดใจ
ชางไห่เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาอย่างองอาจ หยุดยืนเบื้องหน้าลานประลอง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อมต่อาุโซ่างอู่
“คารวะ ท่านผู้าุโใหญ่… คนผู้นี้ ข้าจะจัดการแทนศิษย์น้องเอง ขอรับ!”
าุโซ่างอู่ นิ่งคิดครู่หนึ่ง สายตาคมดุราวกับเปลวอัคคีที่พินิจดู ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงเรียบสงบ
“นี่มันเื่อะไรกัน?”
ชางไห่เบนสายตาเคียดแค้น ไปยังจ้าวจื่ออวิ๋น ที่ยืนประหนึ่งวิญญูชนท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ
“คนผู้นี้ เป็คนทำร้ายน้องชายข้า ชางอี้! จนเขาต้องพิกลพิการ ไม่สามารถบ่มเพาะได้อีก…”
“อา! ใช่... ข้าจำได้แล้ว แท้จริงแล้วคนผู้นี้ ก็คือคนที่ซัดชางอี้ ในกระบวนท่าเดียว คนนั้นนั่นเอง”
เสียงของผู้หนึ่งพลันดังกระหึ่มกลางฝูงชน เรียกเสียงฮือฮาดั่งเกลียวคลื่นซัดสาดขึ้นทันที
ซ่างอู่นิ่งเงียบ สีหน้าฉายแววลำบากใจเล็กน้อย เพราะชางไห่ ถึงแม้จะเคยเป็ศิษย์เก่า จากสำนักอัคคีวายุปห่งนี้
ทว่าในปัจจุบัน ชางไห่มีสถานะขุนพลวิหคแห่งวิหารเซียน คนจากสำนักอัคคีวายุ ย่อมไว้หน้าเขาอยู่หลายส่วน
ทันใดนั้น จ้าวจื่ออวิ๋นก็พลันก้าวเท้าเล็กน้อย ใบหน้ายังคงสงบนิ่งแต่ถ้อยคำกลับเฉียบคมประดุจกระบี่เร้น
“ชางอี้งั้นหรือ? อา! เ้าสวะที่รังแกคนไม่มีทางสู้? ถึงกับไปตามสวะคนพี่มาสะสางเื่ราว…”
“อีกอย่าง… เป็ความผิดของข้าเอง ที่มิได้สังหารให้ตายๆไป… ต้องลำบากเ้า ที่ต้องดูแลน้องชายไร้ค่าของเ้า”
คำกล่าวถากถางแต่ละประโยค ราวกับสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงบนจิตใจของชางไห่ ฟางเส้นสุดท้ายของเขาพลันขาดสะบั้น
“เ้าว่าอย่างไรนะ! สวะคนพี่! อย่างนั้นหรือ?…”
“จ้าวจื่ออวิ๋น! ข้าจะฆ่าเ้า!!!…”
เสียงคำรามของชางไห่ดังลั่นทั่วลานประลอง ลมปราณที่โหมกระหน่ำปานคลื่นสมุทรพลันแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาอย่างไร้ข้อจำกัด
จ้าวจื่ออวิ๋นกลับสงบนิ่ง ดวงเนตรเย็นดุจแผ่นน้ำแข็ง เขาหันไปเอ่ยกับาุโซ่างอู่ ด้วยเสียงราบเรียบ
“ผู้าุโใหญ่ หากข้ายืนหยัดได้ นับว่าข้าผ่าน ใช่หรือไม่?”
าุโซ่างอู่พยักหน้าเบาๆ สีหน้าจริงจังจับจ้องเวทีประลองซึ่งกำลังจะแปรเปลี่ยนเป็เวทีแห่งการต่อสู้
ชางไห่ พลันพุ่งทะยานขึ้นสังเวียน ประหนึ่งอสนีบาตที่ฟาดลงอย่างบ้าคลั่ง ฝ่ามือของเขาเปี่ยมด้วยเปลวเพลิงเร่าร้อนพุ่งเข้าหาจ้าวจื่ออวิ๋น ด้วยความเร็วเหนือเสียง
แต่จ้าวจื่ออวิ๋น กลับเอี้ยวตัวหลบด้วยท่วงท่าอันเรียบง่าย ราวกับสายลมต้องกิ่งไม้ ไม่ได้รับแม้แต่ละอองฝุ่นที่แตะกายเขา
ชางไห่พลันโหมกระบวนท่าโจตี ราวกับพายุอสูรซัดสาดเข้ามาเป็ระลอก
ทว่าจ้าวจื่ออวิ๋นกลับหลบได้ทุกกระบวนท่า ราวกับสามารถมองเห็นอนาคต ทุกการเคลื่อนไหวของเขาคือคำสบประมาทต่อโทสะของศัตรูอย่างแท้จริง ยิ่งต่อสู้นาน ยิ่งเร้าเพลิงในใจของชางไห่ให้มอดไหม้จนเกินยั้ง
ณ มุมหนึ่ง…
เจียวหรงที่จดจ่อกับการต่อสู้ ระหว่างจ้าวจื่ออวิ๋นและชางไห่ อย่างไม่กระพริบตา ใบหน้าเผยแววประหลาดใจ
“จ้าวจื่ออวิ๋นผู้นี้… แข็งแกร่งเกินคาด ถึงกับสามารถรับมือชางไห่ได้ยืดยาวเพียงนี้…”
ชางไห่ซัดกระบวนท่าโจมตีไปนับครั้งไม่ถ้วน แรงอาฆาตซัดซ่านทั่วลานประลอง แต่จ้าวจื่ออวิ๋นกลับเอาแต่ปัดป้อง หลีกเร้นอย่างสงบเยือกเย็น ไม่มีแม้แต่จะโต้ตอบกลับไปสักหนึ่งกระบวนท่า
“เ้าสวะ! รู้จักแต่วิ่งหนีอย่างนั้นหรือ?…”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ เ้าเป็สุนัข หรือเป็มดปลวก! กันแน่…”
เสียงคำรามของชางไห่ดั่งัเพลิงที่คลุ้มคลั่ง ราวจะเผาผลาญสรรพสิ่งให้มอดไหม้ด้วยไฟโทสะ
แต่จ้าวจื่ออวิ๋นกลับหัวเราะเย้ยหยันในลำคอ ริมฝีปากยกยิ้มอย่างดูแคลน
“หึ หึ!… ขุนพลวิหคอันดับที่สิบ งั้นหรือ? แม้แต่จะทำให้หมัดโดนตัวข้าสักหมัด ก็ยังไร้ความสามารถ ช่างน่าขบขัน!…”
คำกล่าวราวมีดคมตัดลงกลางหัวใจ ชางไห่หน้าขึ้งเขียว เส้นเืบนขมับเต้นระริกด้วยเพลิงโทสะ
“เ้า... อ้ากกกก! ข้าจะฆ่าเ้า…”
เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง พลังลมปราณทั่วร่างพุ่งพวย เสมือนทะเลเพลิงที่กำลังคะนองคลั่ง
ปราณพลังเพลิงสามสาย หมุนวนรอบกายาขึ้นเป็เกลียว แผ่สะท้านทั่วผืนฟ้า พลันรวมตัวกันเป็เสาเพลิงแผดเผา พุ่งทะลวงขึ้นสู่หมู่เมฆให้แยกจากกัน
แต่แล้ว… ขณะเสียงเพลิงคำรามกึกก้อง เวลาก็ผ่านไปหนึ่งก้านธูปพอดิบพอดี
าุโซ่างอู่ ที่กำลังจะยกมือเพื่อยุติการประลอง เขาพลันชะงัก สายตาเหลือบไปยังสิ่งหนึ่งที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศเหนือสังเวียน…
ตราประทับเรืองแสงเปล่งรัศมีเพลิง มวลอักขระเรืองรองล้อมรอบราวกับร่ายคำสาปโบราณ
“นั่นมัน! ตราประทับเป็ตาย!”
เสียงผู้ชมผู้หนึ่งะโลั่น พร้อมกับที่ ทั้งลานประลองตกอยู่ในความปั่นป่วนแห่งความตระหนก
ตราประทับเป็ตาย ของล้ำค่าที่ทูต์แห่งวิหารเซียน มอบให้แก่ยอดยุทธ์ของวิหารเซียน เพื่อเปิดค่ายกลประลองความเป็ความตาย ไม่ให้ผู้ใดแทรกแซงได้ จนกว่าจะมีผู้ล้มตายเกิดขึ้น
ซึ่งปกติ ตราประทับเป็ตาย มีไว้เพื่อท้าประลองในการแย่งชิงอันดับขุนพลทุกระดับชั้น ในวิหารเซียนเท่านั้น
แต่บัดนี้ ชางไห่ ได้ใช้มันกับจ้าวจื่ออวิ๋น ชายหนุ่มผู้ที่มีที่มาไม่ชัดเจน
ความแข็งแกร่งของค่ายกลของตราประทับนี้ ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ถึงขนาดเ้าสำนักอัคคีวายุ ยังไม่อาจทำลายได้
เจียวหรงพรึมพำกับตนเอง รอยยิ้มลึกลับพลันผุดขึ้นมุมปาก ดั่งจิ้งจอกเ้าเล่ห์ที่เฝ้ามองการต่อสู้ของผู้อื่นอย่างเงียบงันในเงามืด
“จ้าวจื่ออวิ๋น... เ้าจะตัดสินใจอย่างไรงั้นหรือ?”