วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 69 : น้ำหนักแห่งสรวงสวรรค์

    บทที่ 69 : น้ำหนักแห่งสรวงสวรรค์

    !

    ตึง!

    เสียงหัวเข่าที่กระแทกกระทั้นลงบนพื้นผืนปฐพีอันแปลกประหลาด ดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของหลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกปุถุชน ผู้บรรลุถึงขอบเขตราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด บัดนี้กลับต้องทรุดกายลงหมอบกราบกับพื้นดินอย่างหมดสภาพ ใบหน้างดงามสะคราญที่เคยเย่อหยิ่งและเย็นชาประดุจเทพธิดาน้ำแข็ง ซีดเผือดไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากเนียน

    "อึก... ระ... แรงกดดันนี่มัน... อันใดกัน..."

    นางเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างยากลำบาก รู้สึกประดุจมีภูเขาเหล็กกล้านับหมื่นลูกหล่นทับลงมาบนแผ่นหลังกระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบแกรบราวกับจะแตกหัก ปราณเหมันต์บรรพกาลในจุดตันเถียนที่เคยไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้กลับถูก 'กฎเกณฑ์' ที่มองไม่เห็นกดข่มจนหดตัวกลับเข้าไปซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของวิญญาณ ไม่อาจปลดปล่อยออกมาภายนอกได้แม้แต่เพียงเสี้ยวเดียว

    นี่มิใช่แรงกดดันจากยอดฝีมือผู้ใด ทว่ามันคือ 'แรงโน้มถ่วง' ตามธรรมชาติของมิติแห่งนี้!

    มิติที่อยู่สูงกว่าโลกปุถุชน... 'แดนสวรรค์เบื้องบน'!

    เบื้องหน้าของนาง ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมสีขาวขลิบทองก็กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะที่เลวร้ายไม่ต่างกัน ขาทั้งสองข้างของเขาสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ร่างกายท่อนบนโน้มต่ำลงพื้นไปกว่าครึ่ง ทว่า... นัยน์ตาสองสีของมัจจุราชหนุ่ม กลับมิได้มีความหวาดกลัวหรือยอมจำนนเลยแม้แต่น้อย มันกลับสาดประกายแห่งความดื้อรั้นและโอหังที่ท้าทายทุกสัจธรรมในเอกภพ!

    "แค่ก..." ซูหลงอวิ๋นกระอักเลือดสีทองคำออกมาเล็กน้อย โลหิตหยดลงบนพื้นหินสีครามที่ส่องประกายระยิบระยับประดุจดวงดาว

    แรงโน้มถ่วงมหาศาลกว่าโลกเบื้องล่างถึงหนึ่งร้อยเท่า... ซ้ำมวลอากาศยังอัดแน่นไปด้วย 'ปราณเทวะ' ที่บริสุทธิ์และหนักหน่วงจนแทบจะกลายเป็นของเหลว การหายใจเข้าแต่ละครั้ง ประดุจการสูดกลืนทรายร้อนๆ เข้าไปในปอด... ซูหลงอวิ๋นประเมินสภาพแวดล้อมอย่างเยือกเย็นในห้วงความคิด แม้เขาจะอยู่เพียงขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น ซึ่งต่ำกว่าหลิงอวี้ซีถึงสองขอบเขตใหญ่ ทว่ารากฐานกายเนื้อของเขาคือ 'กายามังกรเทวะ' ที่ได้รับการหล่อหลอมจากโลหิตมังกรบรรพกาล ผสานกับพลังของแก่นกำเนิดเอกภพ ทำให้ความทนทานทางกายภาพของเขาอยู่เหนือล้ำกว่าปุถุชนทั่วไป

    "สวรรค์เบื้องบน... คิดจะรับน้องด้วยการบังคับให้ข้าคุกเข่างั้นรึ? ฝันไปเถิด!"

    ชายหนุ่มกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ เขาเค้นพละกำลังจากทุกหยาดหยดของกล้ามเนื้อ เกล็ดมังกรสีทองคำสว่างวาบขึ้นใต้ผิวหนัง ซูหลงอวิ๋นฝืนยืดแผ่นหลังที่โค้งงอให้กลับมาตั้งตรงตระหง่านดุจทวนสวรรค์อีกครั้ง! เสียงกระดูกลั่นดังก้องไปทั่วบริเวณ ทว่าเขาก็สามารถหยัดยืนขึ้นได้สำเร็จท่ามกลางแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ภูเขาให้เป็นผุยผง!

    เขาสูดลมหายใจลึก อ้าปากรับเอา 'ปราณเทวะ' ที่หนักหน่วงนั้นเข้าสู่จุดตันเถียน ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะที่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายใน พลันเบิกตากว้างและอ้าปากสูบกลืนปราณเหล่านั้นอย่างตะกละตะกลาม มหัคฆเพลิงทั้งสี่ดวงลุกโชนขึ้นช่วยเผาผลาญความหนักอึ้ง ให้กลายเป็นพลังงานบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงเส้นชีพจร

    "ฟู่..." ซูหลงอวิ๋นพ่นลมหายใจร้อนระอุออกมา ร่างกายเริ่มปรับสภาพให้คุ้นชินกับกฎเกณฑ์ของโลกใบใหม่ได้อย่างรวดเร็วเกินมนุษย์

    เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่น เข้าไปหาหลิงอวี้ซีที่ยังคงหมอบอยู่กับพื้น ชายหนุ่มย่อตัวลง ยื่นฝ่ามืออันอบอุ่นไปจับที่ต้นแขนของสตรีโฉมงาม ก่อนจะออกแรงดึงนางให้ลุกขึ้นยืน

    "การก้าวเข้าสู่โลกที่สูงกว่า ย่อมต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเสมอ ภาชนะของข้า..." ซูหลงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ เขาถ่ายทอด 'ปราณหยินหยางเทวะ' ที่เพิ่งปรับสภาพได้เมื่อครู่ ไหลเวียนเข้าไปในเส้นชีพจรของนาง เพื่อช่วยปกป้องอวัยวะภายในมิให้ถูกแรงกดดันบดขยี้

    หลิงอวี้ซีหอบหายใจถี่รัว ทรวงอกอวบอิ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง นางพิงร่างเข้ากับแผ่นอกกว้างของบุรุษหนุ่มอย่างหมดสภาพ ความหยิ่งยโสของราชันย์ยุทธ์สูญสลายไปจนหมดสิ้น เมื่อตระหนักได้ว่า ในดินแดนแห่งนี้ นางเป็นเพียงมดปลวกตัวน้อยที่อ่อนแอยิ่งนัก

    "ที่นี่... คือแดนสวรรค์เบื้องบนจริงๆ งั้นรึ? เหตุใดมันจึง... ทรมานถึงเพียงนี้..." นางเอ่ยถามเสียงสั่น แววตาดอกท้อทอดมองทัศนียภาพรอบด้านด้วยความสับสน

    ซูหลงอวิ๋นโอบประคองเอวบางของนางไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ขณะที่สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิเคราะห์

    พวกเขาเพิ่งจะก้าวออกมาจาก 'ประตูสวรรค์บรรพกาล' ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง บานประตูหยกขาวขนาดยักษ์นี้ ลอยตัวอยู่เหนือแท่นลานศิลาสีครามกว้างใหญ่ไพศาล รอบลานศิลามีเสาหินสลักลวดลายมังกรและหงส์สวรรค์ตั้งเรียงราย เบื้องบนท้องฟ้า มีดวงอาทิตย์สีทองคำถึงสามดวงสาดส่องแสงสว่างเจิดจ้า มวลเมฆมิใช่สีขาว ทว่ามันทอประกายสีรุ้งเรืองรอง

    ไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา คือเทือกเขาที่ลอยล่องอยู่กลางอากาศ น้ำตกที่สาดกระเซ็นลงมามิใช่น้ำธรรมดา ทว่ามันคือหยาดน้ำค้างวิญญาณที่เปล่งแสงระยิบระยับ พฤกษานานาพรรณล้วนมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ต้นไม้บางต้นสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นยอด ใบไม้แต่ละใบแผ่กลิ่นอายสัจธรรมที่ลึกล้ำ

    "งดงาม... ทว่าอันตรายถึงชีวิต"

    ซูหลงอวิ๋นเอ่ยอธิบายอย่างช้าๆ "โลกใบนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับสิ่งมีชีวิตระดับ 'เทวะ' ปราณวิญญาณของที่นี่คือปราณเทวะบริสุทธิ์ หากปุถุชนที่ไม่มี 'ประกายเทวะ' ในจุดตันเถียนสูดดมเข้าไปมากๆ ร่างกายจะทนรับไม่ไหวและระเบิดออกประดุจลูกโป่งที่ถูกอัดลมจนเกินขนาด"

    เขาชี้ให้หลิงอวี้ซีดูพื้นหินสีครามใต้ฝ่าเท้า "แม้แต่ก้อนหินบนพื้นเหล่านี้ ก็มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าศัสตราวุธระดับสวรรค์ขั้นสูงสุดในโลกเบื้องล่างเสียอีก ด้วยแรงโน้มถ่วงที่มากกว่าปกติถึงร้อยเท่า หากเจ้าคิดจะเหาะเหินเดินอากาศดังเช่นที่เคยทำ เจ้าจะต้องใช้พลังปราณมากกว่าเดิมถึงพันเท่า... ในดินแดนนี้ ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขต 'กึ่งเทพ' ย่อมหมดสิทธิ์ที่จะโบยบินบนท้องฟ้า!"

    "ห้ามบินงั้นรึ..." หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง นางเป็นถึงราชันย์ยุทธ์ที่คุ้นเคยกับการเหาะเหินข้ามทวีป บัดนี้กลับถูกจำกัดให้ต้องเดินเท้าประดุจคนธรรมดา "เช่นนี้แล้ว... พวกเรามิกลายเป็นเป้านิ่งให้สัตว์อสูรที่นี่ล่าสังหารหรอกหรือ?"

    "ถูกต้อง... การเริ่มต้นใหม่จากจุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร มันก็เป็นเช่นนี้แล"

    ซูหลงอวิ๋นยิ้มอย่างไม่แยแส เขาตบถุงวิญญาณสัตว์อสูรที่เอวเบาๆ แสงสีทองแดงพุ่งทะยานออกมา ก่อตัวเป็นร่างของ 'จินหลิน' ราชสีห์เพลิงที่เพิ่งวิวัฒนาการสู่ระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น

    "โฮก... เอ๋?"

    จินหลินแผดเสียงคำรามได้เพียงครึ่งเดียว ร่างขนาดยักษ์ของมันก็ถูกแรงโน้มถ่วงสวรรค์กดทับจนต้องหมอบราบกระแทกพื้นดังตึง! เปลวไฟบนหลังของมันหดตัวเล็กลงจนแทบจะดับมอด ร่างที่เคยสูงใหญ่ประดุจขุนเขา ถูกบีบอัดจนมีขนาดเหลือเพียงเท่าสุนัขตัวโตๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น!

    สัตว์เทวะบรรพกาล มองซ้ายมองขวาด้วยความมึนงง มันพยายามจะกางปีกบิน ทว่าปีกของมันกลับหนักอึ้งจนไม่อาจขยับได้

    "แม้แต่สัตว์เทวะที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ ก็ยังถูกกฎเกณฑ์ของที่นี่ข่มเหง..." หลิงอวี้ซีมองจินหลินด้วยความเวทนา

    "มันต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะ ธรรมชาติของสัตว์อสูรจะคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมได้ไวกว่ามนุษย์" ซูหลงอวิ๋นกล่าวปลอบใจสัตว์พาหนะ ก่อนจะหันกลับมาสนใจสถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขาทั้งสอง

    ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังหยุดพักเพื่อปรับสมดุลลมปราณอยู่นั้นเอง...

    วิ้ง! วิ้ง! วิ้ง!

    ลานศิลาสีครามใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา พลันสั่นสะเทือนและเปล่งแสงสีแดงกะพริบถี่ๆ บานประตูสวรรค์บรรพกาลที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเพิ่งจะส่งพวกเขาขึ้นมา เริ่มส่งเสียงครางฮึ่มๆ ประดุจกลไกขนาดยักษ์ที่กำลังตรวจพบข้อผิดพลาด!

    "เกิดอันใดขึ้น?" หลิงอวี้ซีสะดุ้งตัว นางรีบชักกระบี่เหมันต์ออกมาเตรียมพร้อม แม้เรี่ยวแรงจะยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ก็ตาม

    ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง นัยน์ตาซ้ายสีดำทมิฬของเขาที่แฝงพลังเนตรมาร กวาดมองไปที่อักขระสวรรค์บนบานประตูที่กำลังเปลี่ยนจากสีทองกลายเป็นสีโลหิต

    "ด่านตรวจคนเข้าเมือง... กำลังทำงาน"

    ซูหลงอวิ๋นวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ "ลำแสงนำทางที่พวกเราใช้แฝงตัวขึ้นมา มันเป็นเพียง 'พาหนะ' ที่นำพาสิ่งมีชีวิตข้ามมิติ ทว่าประตูสวรรค์บานนี้ คือตัวคัดกรองขั้นสุดท้าย! เมื่อพวกเราก้าวข้ามธรณีประตูมา กฎเกณฑ์ของสวรรค์ย่อมต้องตรวจสอบ 'ประกายเทวะ' และ 'สายใยแห่งกรรม' ของผู้ที่มาถึง!"

    ชายหนุ่มชี้ไปที่เงาของตนเอง "เมื่อครู่ พวกเราใช้เงาของเฒ่ากู่ไห่เพื่อตบตาลำแสงนำทาง ทว่าบัดนี้ เฒ่ากู่ไห่ตกตายไปกลางพายุมิติแล้ว สายใยแห่งกรรมของมันขาดสะบั้นลง! เมื่อประตูสวรรค์ตรวจสอบร่างของพวกเรา มันจึงไม่พบประกายเทวะของกึ่งเทพ และไม่พบร่องรอยการผ่านทัณฑ์สวรรค์อย่างถูกต้อง!"

    "ระบบของมันกำลังรับรู้ว่า... มี 'ผู้บุกรุก' ลักลอบเข้าเมือง!"

    สิ้นคำอธิบายของจักรพรรดิเทพยุทธ์ เสียงระฆังสวรรค์ที่ดังกังวานและหนวกหูที่สุดก็ดังระงมไปทั่วทั้งลานศิลาขนาดยักษ์!

    ติง! ติง! ติง!

    เสียงระฆังนี้มิได้ดังเพียงแค่บนลานศิลา ทว่ามันดังก้องไปไกลถึงเทือกเขาลอยฟ้าที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้! คลื่นเสียงของมันแฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งการแจ้งเตือนและการปราบปราม กลิ่นอายความโกรธเกรี้ยวของ 'กฎแห่งสวรรค์' เริ่มควบแน่นอยู่เหนือเมฆสีรุ้งเบื้องบน!

    ครืนนนนน!

    หมู่เมฆสวรรค์แหวกออก ปรากฏ 'ดวงตาแห่งการพิพากษา' ขนาดยักษ์ที่สร้างจากสายฟ้าสีทองทมิฬ ลอยตระหง่านอยู่กลางนภากาศ! ดวงตานั้นกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะหยุดจ้องเขม็งลงมายังร่างของซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีที่ยืนอยู่บนลานศิลา!

    "ผู้ล่วงละเมิดสัจธรรม... ปราศจากประกายเทวะ... ลักลอบเข้าสู่แดนสวรรค์เบื้องบน..."

    สุรเสียงที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ประดุจเสียงของหุ่นยนต์จักรกล ดังก้องลงมาจากดวงตาแห่งการพิพากษา "โทษทัณฑ์มีเพียงประการเดียว... ลบล้างตัวตน!"

    วูบ!

    ลำแสงทำลายล้างสีขาวเจิดจ้า ที่อัดแน่นไปด้วยพลังระดับ 'กึ่งเทพ' ขั้นสูงสุด พุ่งทะยานลงมาจากดวงตายักษ์ เล็งเป้าหมายมาที่ร่างของพวกเขาทั้งสอง! พลังของลำแสงนี้ เหนือกว่าอสนีบาตทัณฑ์สวรรค์ที่เฒ่ากู่ไห่เคยเผชิญถึงสิบเท่า!

    "บัดซบ! ระบบป้องกันภัยอัตโนมัติของสวรรค์!"

    หลิงอวี้ซีหน้าถอดสี นางรู้ดีว่าด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ ต่อให้นางมีพลังราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด ก็ไม่อาจกางอาณาเขตต้านทานพลังระดับกึ่งเทพได้อย่างแน่นอน!

    "อย่าได้ตื่นตระหนก!"

    ซูหลงอวิ๋นตวาดก้อง เขามิได้สูญเสียความเยือกเย็นเลยแม้แต่น้อย ในเมื่อเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและสัจธรรมระดับจักรพรรดิเทพยุทธ์ การรับมือกับกลไกที่ตายตัวย่อมมิใช่เรื่องที่เกินความสามารถ!

    ชายหนุ่มตวัดมือขวา เรียกเอา 'ธงค่ายกลบรรพกาล' จำนวนเก้าสิบเก้าด้ามที่เคยปล้นมาจากจวนเจ้าเมืองในโลกเบื้องล่าง ออกมาจากแหวนมิติ! แม้ธงเหล่านี้จะเป็นสมบัติของโลกปุถุชน ทว่าเมื่อถูกอัดฉีดด้วยพลังจาก 'แก่นกำเนิดเอกภพ' ที่เขาครอบครองอยู่ มันก็สามารถยกระดับขึ้นเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพได้ชั่วคราว!

    "วิถีแห่งเทวะ... ค่ายกลพรางสวรรค์ซ่อนเร้นสัจธรรม! บิดเบือนการรับรู้!"

    ซูหลงอวิ๋นดีดนิ้วอย่างรวดเร็ว ธงค่ายกลทั้งเก้าสิบเก้าด้ามพุ่งทะยานไปปักอยู่ตามจุดชี่จรของลานศิลาสีคราม สร้างเป็นโดมม่านพลังสีเทาหม่นที่ครอบคลุมร่างของพวกเขาทั้งสาม (รวมถึงจินหลิน) เอาไว้มิดชิด!

    ม่านพลังนี้มิได้สร้างขึ้นเพื่อ 'ต้านทาน' การโจมตี ทว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อ 'บิดเบือน' พิกัดมิติ!

    ตู้มมมมมมมมมมมม!!!!!

    ลำแสงทำลายล้างจากดวงตาแห่งการพิพากษา พุ่งกระแทกลงบนลานศิลาอย่างจัง! คลื่นพลังสวรรค์ระเบิดออก กวาดล้างลานหินครามที่ว่าแข็งแกร่งจนเกิดรอยร้าวขนาดยักษ์! ฝุ่นควันและแสงสว่างบดบังทัศนียภาพจนสิ้น!

    ทว่า... ภายใต้ฝุ่นควันนั้น ร่างของซูหลงอวิ๋น หลิงอวี้ซี และจินหลิน กลับมิได้แหลกสลาย!

    ค่ายกลพรางสวรรค์ของซูหลงอวิ๋น ทำหน้าที่หักเหแสงและการล็อคเป้าหมายของดวงตาพิพากษา ทำให้ลำแสงมฤตยูนั้น 'พลาดเป้า' ไปเพียงไม่กี่จั้ง! แม้กระนั้น คลื่นกระแทกจากการระเบิดก็ยังส่งผลให้ร่างของพวกเขากระเด็นลอยละลิ่วออกจากลานศิลา กลิ้งตกลงไปตามเนินเขาอย่างทุลักทุเล

    "แค่ก... แค่ก..."

    ซูหลงอวิ๋นพยุงร่างของตนเองลุกขึ้นยืนกลางดงหญ้าสีเงินที่สูงท่วมหัว เขาเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก ค่ายกลธงทั้งเก้าสิบเก้าด้ามถูกทำลายป่นปี้ไปจนหมดสิ้นจากการใช้งานเพียงครั้งเดียว

    "การบิดเบือนวิถีสวรรค์... ผลาญทรัพยากรและแรงกายเสียจริง" ชายหนุ่มบ่นอุบ ทว่าเขาก็ไม่รอช้า รีบฉุดแขนหลิงอวี้ซีให้ลุกขึ้น "อวี้ซี! วิ่ง! รีบหนีออกจากรัศมีลานศิลานี้ให้เร็วที่สุด! ค่ายกลพรางสวรรค์หลอกมันได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดวงตาเวรนั่นกำลังจะชาร์จพลังยิงซ้ำ!"

    "ละ... แล้วพวกเราจะบินหนีได้อย่างไร! แรงโน้มถ่วงที่นี่ขัดขวางข้าไว้!" นางพยายามจะเค้นปราณเหมันต์เพื่อลอยตัว ทว่าร่างกายกลับหนักอึ้งประดุจถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนเหล็ก

    "ใครบอกให้เจ้าบิน! วิ่งด้วยเท้าของเจ้าสิ!"

    ซูหลงอวิ๋นไม่รอให้นางตั้งตัว เขาคว้าเอวบางของราชันย์ยุทธ์หญิงสาวมาโอบไว้แน่น ก่อนจะรวบรวมพละกำลังอันมหาศาลจาก 'กายามังกรเทวะ' พุ่งทะยานออกวิ่งไปบนพื้นปฐพีด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าสัตว์ป่า! จินหลินในร่างสุนัขตัวโตก็รีบสับขาทั้งสี่วิ่งตามเจ้านายไปติดๆ อย่างไม่คิดชีวิต!

    ครืนนน!

    ดวงตาแห่งการพิพากษาเบื้องบน กวาดแสงสีแดงค้นหาเป้าหมายที่รอดชีวิต เมื่อมันตรวจพบเงาร่างที่กำลังวิ่งหนีเข้าสู่เขตป่าทึบ มันก็รวบรวมพลังแสงทำลายล้างระลอกที่สอง เตรียมจะฟาดฟันลงมาอีกครั้ง!

    ทว่า ในจังหวะที่ลำแสงกำลังจะถูกปลดปล่อย...

    ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!

    ปรากฏเงาร่างของยอดฝีมือในชุดเกราะสีทองคำสว่างไสวจำนวนสามคน พุ่งทะยานแหวกมิติลงมาจากเทือกเขาลอยฟ้า พวกเขาเหยียบย่ำลงบนลานศิลาสีครามอย่างแผ่วเบา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของแต่ละคน ล้วนอยู่ในขอบเขต 'กึ่งเทพ' ขั้นต้น!

    พวกเขาคือ 'ผู้คุมกฎแห่งสวรรค์'! เจ้าหน้าที่ของแดนสวรรค์เบื้องบนที่ถูกส่งมาระงับเหตุผิดปกติ!

    "ระงับการโจมตีอัตโนมัติ! ข้า 'ทูตสวรรค์หลิงเทียน' จะเข้ารับช่วงต่อเอง!" ผู้คุมกฎที่เป็นหัวหน้าตวาดสั่งการ

    ดวงตาแห่งการพิพากษาเบื้องบน เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้มีอำนาจ ก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงและสลายกลายเป็นหมู่เมฆสีรุ้งดังเดิม

    ผู้คุมกฎหลิงเทียน กวาดสายตามองร่องรอยการระเบิดบนลานศิลา คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากัน "มีผู้ลักลอบข้ามพิภพ... ซ้ำยังสามารถหลบหลีกการโจมตีของดวงตาแห่งการพิพากษาได้? ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว"

    "ท่านทูตสวรรค์ กลิ่นอายของพวกมันมุ่งหน้าเข้าไปใน 'ป่าพฤกษาสวรรค์บรรพกาล' ขอรับ" ผู้คุมกฎอีกคนชี้มือไปยังแนวป่าทึบที่อยู่ไม่ไกล "ป่าแห่งนั้นเป็นเขตอันตรายที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับเทวะ พวกมันที่เพิ่งขึ้นมาและยังไม่มีประกายเทวะคุ้มครอง คงไม่รอดชีวิตในป่านั้นเกินสามวันแน่ขอรับ พวกเราจำต้องตามเข้าไปล่าหรือไม่?"

    หลิงเทียนหรี่ตาลง แววตาของเขาสาดประกายความเยือกเย็นและดูแคลน

    "มดปลวกจากโลกเบื้องล่าง ที่บังอาจลักลอบเข้ามาเหยียบแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์... ย่อมต้องถูกลงทัณฑ์ ทว่าการเข้าไปในป่าพฤกษาบรรพกาลเพื่อตามล่าหนูสกปรกเพียงสองตัว นับว่าเสียเวลาของพวกเรายิ่งนัก"

    หัวหน้าผู้คุมกฎสะบัดมือ "ถ่ายทอดประกาศจับ 'ผู้ลักลอบข้ามพิภพ' ไปยังเมืองปราการสวรรค์รอบนอกทุกแห่ง! ตั้งค่าหัวพวกมันด้วย 'หินปราณเทวะ' หนึ่งร้อยก้อน! ให้พวกนักล่าค่าหัวของแดนสวรรค์จัดการเศษขยะพวกนี้แทนเราก็แล้วกัน"

    "รับคำสั่ง!" ผู้คุมกฎทั้งสองประสานมือรับคำ ก่อนที่ร่างของพวกเขาทั้งสามจะสลายกลายเป็นแสงสีทอง พุ่งทะยานกลับขึ้นสู่เทือกเขาลอยฟ้า ปล่อยหน้าที่การไล่ล่าให้ตกเป็นของบรรดาสวะในสวรรค์ชั้นล่าง

    ...

    ในเวลาเดียวกัน ลึกเข้าไปใน 'ป่าพฤกษาสวรรค์บรรพกาล' บรรยากาศภายในป่าแห่งนี้ แตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ยักษ์แต่ละต้นมีลำต้นสีดำสนิทที่แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า ใบไม้สีเงินยวงที่ร่วงหล่นลงมา มีความคมกริบประดุจใบมีดโกน! หากผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ทองคำเดินเข้ามาที่นี่ เพียงแค่ถูกใบไม้บาดก็อาจถึงขั้นคอขาดได้!

    หญ้าแต่ละก้านที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน มีลักษณะประดุจเข็มพิษที่พร้อมจะทิ่มแทงผู้ร่วงล้ำ เสียงร้องของสัตว์อสูรที่ดังก้องอยู่ในส่วนลึกของป่า แฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้วิญญาณสั่นสะท้าน

    ซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซี (รวมถึงจินหลิน) วิ่งฝ่าดงใบมีดสีเงินเข้ามาจนลึกพอสมควร ก่อนที่ซูหลงอวิ๋นจะชะลอฝีเท้าและหยุดลงใต้ร่มเงาของ 'รากไม้ยักษ์' ที่ขดตัวเป็นโพรงถ้ำธรรมชาติขนาดใหญ่

    "แฮ่ก... แฮ่ก..." หลิงอวี้ซีหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เต็มไปด้วยรอยขาดวิ่นจากการถูกใบไม้หญ้าบาด ผิวพรรณขาวเนียนมีรอยขีดข่วนและเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ทว่าด้วยพลังฟื้นฟูของราชันย์ยุทธ์ บาดแผลเหล่านั้นก็ค่อยๆ สมานตัวอย่างช้าๆ

    "ที่นี่มันนรกขุมใดกัน..." สตรีศักดิ์สิทธิ์ทรุดตัวลงนั่งพิงรากไม้ นางเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก "แค่ใบไม้ร่วง ก็สามารถเฉือนปราณคุ้มกันของข้าจนขาดสะบั้น... สวรรค์เบื้องบน ช่างโหดร้ายยิ่งกว่าแดนอุดรเหมันต์ของข้าเสียอีก"

    ซูหลงอวิ๋นยืนหอบหายใจอยู่ข้างๆ แม้เสื้อคลุมของเขาจะขาดวิ่นเช่นกัน ทว่าผิวหนังที่มีเกล็ดมังกรซ่อนอยู่ กลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ ความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขายังคงเป็นที่พึ่งพาได้เสมอในยามวิกฤต

    เขาหันกลับไปมองตามเส้นทางที่พวกเขาวิ่งหนีมา เมื่อไม่พบร่องรอยการติดตามของลำแสงทำลายล้าง ชายหนุ่มก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

    "อย่างน้อย... พวกเราก็รอดพ้นจากสายตาของระบบป้องกันสวรรค์มาได้"

    ซูหลงอวิ๋นทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้สีเงิน เขากางมือออก ปลดปล่อยเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกออกมาสร้างเป็น 'ม่านพลังพรางกลิ่นอาย' ปิดกั้นโพรงรากไม้เอาไว้อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันสัตว์อสูรในป่าได้กลิ่นเลือดของพวกเขา

    "รอดตายมาได้หวุดหวิด ทว่าสถานการณ์ของพวกเราในยามนี้ นับว่าตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มฝึกยุทธ์มา"

    ซูหลงอวิ๋นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มของเขามิได้แฝงความสิ้นหวัง ทว่ามันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นของการได้เริ่มต้นใหม่ "ในโลกเบื้องล่าง พวกเราคือจักรพรรดิและราชันย์ผู้ปกครองทุกสรรพสิ่ง ทว่าในแดนสวรรค์แห่งนี้... พวกเราเป็นเพียง 'ผู้ลักลอบเข้าเมือง' ที่ไม่มีแม้แต่ป้ายยืนยันตัวตน เป็นเป้าหมายที่ถูกล่า และเป็นมดปลวกที่อยู่ใต้สุดของห่วงโซ่อาหาร"

    เขาหันไปสบตากับหลิงอวี้ซี นัยน์ตาสองสีสาดประกายความทะเยอทะยานที่ลุกโชนยิ่งกว่าเพลิงสวรรค์!

    "ทว่า... นี่แหละคือรสชาติที่แท้จริงของวิถีแห่งการฝึกตน! อวี้ซี... การไต่เต้าจากจุดต่ำสุด ขึ้นไปฉีกกระชากคอหอยของพวกทวยเทพที่เย่อหยิ่งบนเทือกเขานั่น... มันช่างเป็นความท้าทายที่ทำให้เลือดในกายข้าเดือดพล่านดีเสียจริง!"

    หลิงอวี้ซีมองดูความบ้าคลั่งและความมุ่งมั่นในดวงตาของเขา ความเหนื่อยล้าในใจของนางพลันมลายหายไป นางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น

    "ในเมื่อข้าเลือกที่จะเดินตามเจ้ามาแล้ว... ไม่ว่าจะเป็นขุมนรกหรือแดนสวรรค์ ข้าก็จะร่วมสร้างตำนานบทใหม่ไปพร้อมกับเจ้า!"

    การเดินทางในแดนสวรรค์เบื้องบน ในฐานะผู้ลักลอบเข้าเมืองที่อ่อนแอที่สุด ทว่ากลับซุกซ่อนความอันตรายระดับจักรพรรดิเอาไว้... ได้เปิดม่านขึ้นแล้ว ณ ป่าพฤกษาสวรรค์บรรพกาลแห่งนี้! การต่อสู้เพื่อแย่งชิง

    ทรัพยากรเทวะ และการก่อร่างสร้าง 'ประกายเทวะ' ของตนเอง กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า!


    (จบบทที่ 69)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน