“แม่นางเป็นคนอ่อนแอบอบบางอีกประเดี๋ยวเจ้าก็รักษาอาการบาดเจ็บบนตัวให้หายดี อย่าให้นางเห็นมัน”
ทหารหนุ่มมิคุ้นชินกับการเรียกเยี่ยนเจาเจาตามอาฮวาว่าคุณหนูพวกเขาทั้งหมดล้วนเรียกเยี่ยนเจาเจาด้วยความเคารพว่าแม่นาง
หมอหนุ่มผู้นั้นพยักหน้ารับด้วยความอึดอัดดึงแขนเสื้อของตนลงแล้วเอ่ยเสียงเบา “ในจวนมีแขกอยู่จริงหรือขอรับ?”
ทหารหนุ่มได้ยินประโยคนั้นก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ
ถึงตอนนี้หมอหนุ่มก็ยังมีท่าทีโง่งมเช่นเดิม
หากไม่ต้องการเขา เช่นนั้นจะไปพาตัวมาให้วุ่นวายไปเพื่ออะไร?
ทหารหนุ่มคิดว่าตนไม่มีอะไรต้องพูดกับเขาแต่เพื่อเยี่ยนเจาเจา เขาจึงตัดสินใจกล่าวเตือนอีกฝ่ายอีกสองสามประโยค
“บางทีเจ้าอาจจะจำแม่นางได้แต่มันมีเรื่องที่ควรพูดและเรื่องที่มิควรพูด หากพูดมากไปก็จะทำให้แม่นางไม่สบายใจข้าเองก็อาจจะพลอยไม่สบายใจไปด้วย เข้าใจแล้วใช่หรือไม่?”
ทหารหนุ่มชักดาบตรงเอวออกมาเสียงดัง “ฟึบ” ทำให้เห็นพลังที่ออกมาจากตัวดาบ
แสงของดาบกระทบเข้ากับใบหน้าของหมอหนุ่มเขาตกตะลึง ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้พยักหน้ารับอย่างเร่งรีบ
“เจ้ารู้ก็ดีแม่นางบอบบางอ่อนแอ จะทำให้นางกลัวมิได้เด็ดขาด”
ทหารหนุ่มเก็บดาบที่ชักออกมาเมื่อครู่เข้าฝักแล้วหันไปมองหมอหนุ่มรูปร่างผอมที่สะพายหีบยาเอาไว้ที่เอ่ยถามตนด้วยท่าทีนิ่งสงบ “ที่ท่านเพิ่งบอกว่าแขกในจวนอาจเป็นคนที่ข้าจำได้ หมายความว่าอย่างไรหรือ?”
ทหารหนุ่มรู้สึกราวกับคำพูดของตนคือการพูดกับกำแพงและเมื่อได้เห็นท่าทางขี้ขลาดของคนผู้นี้ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนประเภทนี้ไม่มีค่ามากพอให้รู้สึกเป็นกังวล
ก็แค่คนโง่คนหนึ่ง ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นจะกังวลเกี่ยวกับเขาไปทำไม?
ทหารหนุ่มมิได้ตอบคำถาม สีหน้าของเขาเผยแววหมดความอดทน
หมอหนุ่มรู้ตัวว่าตนพูดผิดไปแล้ว จึงกระแอมออกมาสองครั้งเพื่อคลายความอึดอัดทำให้หีบยาที่มิได้จับอย่างมั่นคงหล่นลงไปกองที่พื้น ยาทั้งหมดที่อยู่ข้างในกระจัดกระจายออกมา
“เหตุใดเจ้าถึงได้โง่งมเช่นนี้?”
ทหารหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ ทว่าแม้เขาจะตำหนิแต่ก็ยังคุกเข่าลงข้างกายหมอหนุ่มเพื่อช่วยอีกฝ่ายเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายให้เข้าที่
หมอหนุ่มผงะไปครู่หนึ่ง ปากก็เอ่ยขอบคุณทหารหนุ่มคิดว่าชายผู้นี้ดูน่าสนใจ จึงเอ่ยขึ้นพลางช่วยเก็บไปด้วย “เจ้าเป็นคนดีคนหนึ่ง หากไม่ได้ลุยบ่อโคลนมาบางทีก็คงมิได้เจอกับสิ่งเลวร้ายมากมายเช่นนี้”
ทหารหนุ่มรู้จุดจบของหมอผู้นี้ดีในน้ำเสียงที่กล่าวแฝงความรู้สึกเสียใจในภายหลังเอาไว้ด้วย
หมอหนุ่มผู้นั้นมิรู้ว่าคิดถึงเรื่องใดถึงได้นิ่งเงียบไปอีกครั้งตอนที่หยิบสิ่งของก็ขาดความระมัดระวังจนทำหลุดมือ ทำให้ขวดเล็กๆที่อยู่ด้านข้างล้มลงไปด้วย ทันใดนั้นของเหลวที่อยู่ด้านในก็ไหลไปทั่วพื้น
เมื่อเห็นสีหน้ากังวลของทหารหนุ่มหมอผู้นั้นจึงรีบกล่าวทันที “นี่มิใช่ยาสำคัญอันใดถ้ามันแตกก็ให้แตกไปขอรับ”
“บอกแล้วว่าเจ้ามันคนไม่ได้ความข้าพูดมิผิดเลยจริงๆ”
ทหารหนุ่มเม้มริมฝีปาก เมื่อคิดได้ว่าคนผู้นี้มีรอยช้ำที่มือเช่นนั้นที่แขนก็คงมีเช่นกัน เป็นเรื่องปกติหากจะจับสิ่งของได้ไม่มั่นคงมิจำเป็นต้องดุด่ารุนแรงแต่อย่างใด
ด้วยความคิดนี้ทหารหนุ่มจึงเงียบลงทันทีและไม่กล่าวสิ่งใดอีกตรงกันข้ามเขายังช่วยเก็บของเหล่านั้นทั้งหมดด้วยตัวเอง
พวกเขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงดังมาจากประตูด้านหน้าอารมณ์ก็เปลี่ยนเป็นฮึกเหิมทันที
“แม่นางดูอยู่อีกประเดี๋ยวเจ้าก็ทำตัวกระฉับกระเฉงสักหน่อย ระวังอย่าให้แม่นางเป็นอันตรายเล่า”
ทหารหนุ่มนำหีบยาที่เก็บเรียบร้อยแล้วยัดใส่มือหมอผู้นั้นจากนั้นก็เดินไปยังด้านหน้าด้วยท่าทีกระตือรือร้น
หมอหนุ่มเดินตามหลังของเขาอย่างไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไปทำราวกับมิรู้ว่าตัวเองในตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เยี่ยงไรกันแน่
เยี่ยนเจาเจาและอาฮวามองมาที่หน้าประตูจริงๆเมื่อเห็นเงาของพวกเขาปรากฏขึ้นภายใต้แสงตะวันที่ใกล้ตกดิน สีหน้าพลันผุดความสุขขึ้นมา
“คุณหนูนั่นคือท่านหมอใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
สายตาของอาฮวาหยุดตรงท่านหมอที่เดินอยู่ด้านหลังด้วยความสงสัยจึงทำท่าทางถามเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจาส่ายศีรษะไปมาพร้อมกล่าว “มิรู้สิ แต่ข้าเห็นด้านหลังของเขาสะพายหีบยามาด้วย ก็คงจะเป็นท่านหมอ”
ดูแล้วเหมือนเขาจะยังเป็นเด็กหนุ่ม
อาฮวาพึมพำ ทว่าเดิมทีอาฮวาพูดไม่ได้เสียงที่พึมพำออกมาจึงเป็นเสียงบ่นที่ไร้ซึ่งความหมายใด
เยี่ยนเจาเจาหรี่ตาลงพยายามมองให้ชัดว่าท่านหมอที่ตัวเองตั้งหน้าตั้งตารอมานานเป็นใครกันแน่
หากกล่าวให้ตรงจุดนางมิได้ต้องการรู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร แต่ต้องการตัดสินให้แน่ใจว่าคนผู้นั้นคือคนที่ใจของตนคาดเดาเอาไว้หรือไม่
คนที่มามีรูปร่างผอมสูง ผิวสีซีดรูปร่างหน้าตาธรรมดา ทั้งยังมีดวงตาสีเข้มสนิท
เยี่ยนเจาเจาสบตาเขาครั้งหนึ่งจากไกลๆอาฮวามองสีหน้าของเยี่ยนเจาเจาโดยมิรู้ตัว ดูเหมือนใบหน้าของเยี่ยนเจาเจามิได้ปรากฏความสุขออกมาแม้แต่น้อย
อาฮวารู้ดีว่ายาลูกกลอนซานจามีความหมายต่อเยี่ยนเจาเจาเพียงใดแม้ท่านพ่อท่านแม่จะขายนางทิ้งไปแล้ว แต่สำหรับอาฮวาเยี่ยนเจาเจาคือคนที่สำคัญต่อนางยิ่งนัก
เพราะผู้ที่อยู่เบื้องบนกำชับมิให้ใครก็ตามเข้าไปในบริเวณจวนที่เยี่ยนเจาเจาพักอยู่ท่านหมอคนนี้ที่ต้องการจับชีพจรให้เยี่ยนเจาเจา เดิมทีไม่สามารถเข้ามาในบริเวณนี้ได้
พลบค่ำของฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาที่ไม่นานเท่าไรนักตอนที่เดินตามทางมาพระอาทิตย์ก็เกือบจะลับขอบฟ้าแล้ว พอสายลมยามเย็นย่ำพัดผ่าน ความเย็นก็ถูกพาเข้ามาด้วย
เยี่ยนเจาเจาจามเสียงดัง อาฮวารีบนำเสื้อคลุมตัวใหญ่มาคลุมไหล่ของเยี่ยนเจาเจาเอาไว้ก่อนหันกลับไปส่งรอยยิ้มขอโทษให้ทหารรักษาการณ์
นางรีบแสดงท่าทางออกมาแต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนทหารหนุ่มจะไม่เข้าใจและยังงุนงงขึ้นมาอีก
เยี่ยนเจาเจาและอาฮวาอยู่ด้วยกันมานานพอควรแล้วนางเข้าใจท่าทางของอาฮวา จึงเอ่ยว่า “พี่ชายอาฮวาบอกว่าร่างกายของข้าทนไม่ไหวแล้วอนุญาตให้ท่านหมอผู้นั้นเข้ามาช่วยจับชีพจรของข้าได้หรือไม่?”
ทว่าหากกล่าวตามตรง แม้เยี่ยนเจาเจาจะคาดเดาเอาไว้มากมายทว่าไม่ว่าตอนไหนที่ได้เห็นอาฮวาพยายามพูดเพื่อตัวนาง นางก็มักจะรู้สึกว่าช่างแปลกประหลาดนัก...นางและอาฮวาเพียงรู้จักกันโดยบังเอิญ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองอย่างดีสักหน่อยก็เป็นเพียงนายบ่าวอาฮวามิจำเป็นต้องกล่าวปกป้องนางเช่นนี้
เป็นเรื่องที่มิอาจเข้าใจได้ตลอดมาเยี่ยนเจาเจาไม่ชอบการจริงจังจนเกินเหตุ ในเมื่อคิดไม่ออกเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องที่อย่างไรก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ สุดท้ายมันก็จะเผยรูปร่างแบบใดแบบหนึ่งออกมาอยู่ดี
ทหารหนุ่มได้ยินสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาร้องขอดวงตาของเขาก็ไหวระริก
พอเห็นเช่นนั้นนางจึงเข็นเรือตามน้ำยกมือขึ้นลูบจมูกแล้วกล่าวออกมาอย่างเขินอาย “พี่ชายเข้าใจและเห็นใจข้าจึงไปเชิญท่านหมอมาทว่าน่าเสียดายที่ฟ้ามืดเสียแล้ว หากข้าอยู่ที่นี่นานไปคงหลีกเลี่ยงการเป็นหวัดไม่ได้จะเป็นอันใดหรือไม่หากจะเชิญท่านหมอเข้าไปวัดชีพจรข้าในห้อง?”
ตอนที่กล่าวออกมา ท่านหมอหนุ่มก็เดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าของเยี่ยนเจาเจาแล้ว
ดวงตาสีเข้มของเขาจับจ้องไปยังเยี่ยนเจาเจาจู่ๆ อารมณ์อันรุนแรงก็ระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน
“เจ้า เจ้าคือ...”
แม้เยี่ยนเจาเจาจะผอมลงไปบ้างแต่ใบหน้าของนางก็ยังคล้ายคลึงฮ่องเต้หญิงอยู่หลายส่วนในฐานะที่ศึกษาเรื่องการแพทย์ แน่นอนว่าชายหนุ่มย่อมจดจำแววตามังกรได้ เวลาชั่วครู่นี้ทำให้เขาผงะไปจนพูดไม่ออก
ทหารหนุ่มคาดเดาปฏิกิริยาของเขายามได้พบใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาได้เขาจึงตบไหล่ของชายหนุ่มอย่างไม่แปลกใจ “เรียกสติกลับมาได้แล้ว!”
สติของหมอหนุ่มกลับคืนมาอีกครั้ง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจปนไม่แน่ใจ “นี่... นี่...”
ดูเหมือนอาฮวาจะงุนงงกับปฏิกิริยาของหมอหนุ่มเป็นอย่างยิ่งนางมองเยี่ยนเจาเจาก่อนจะหันไปมองหมอหนุ่ม มือบางยกขึ้นเกาศีรษะด้วยความสงสัยอย่างหนัก
แม้แต่ใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาเองก็ยังปรากฏความสงสัยออกมาเช่นเดียวกันนางเอ่ยพร้อมเบี่ยงศีรษะไปมอง “เจ้ารู้จักข้าหรือ?”
หมอหนุ่มพยักหน้าแรงๆ แต่ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ถึงได้เปลี่ยนเป็นส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่งปากก็เอ่ยคำเดิมๆ ซ้ำๆ “มิรู้จักข้ามิรู้จักเจ้า”
ทหารหนุ่มมองปฏิกิริยาของทุกคนแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างไร้เสียง
เป็นการกระทำที่ฉลาดยิ่งหากยามนี้เขาบอกว่ามิรู้จักนางเพราะหากเขาตะโกนออกไปตามความจริง เกรงว่าคงได้ตายในชั้นศาลแน่แล้ว
อาฮวาและเยี่ยนเจาเจาไม่รู้ว่าหมอผู้นี้เคยเป็นศิษย์ของสำนักโอสถจึงเป็นเรื่องปกติหากจะไม่เข้าใจ
เขาเห็นว่าเยี่ยนเจาเจาสวมเสื้อผ้าบางจริงๆทั้งยังเห็นปลายจมูกแดงก่ำของนาง และยังรู้สึกได้ว่าพื้นที่รอบๆในตอนนี้เริ่มเย็นลง จึงกล่าวออกมาอย่างใจดี “ไปเถอะ”
เรื่องนี้อยู่ในขอบเขตการตัดสินใจของเขาและยิ่งไปกว่านั้นเขาเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปจับตาดูคนเหล่านั้นอยู่แล้วดังนั้นจะเข้าหรือไม่เข้าก็ไม่ได้ต่างอะไร
เยี่ยนเจาเจาหัวเราะพร้อมใบหน้าที่ฉายคำขอบคุณจากนั้นจึงเดินเข้าไปในห้องด้วยการช่วยเหลือจากอาฮวา
ทหารหนุ่มเดินตามหลังหมอเข้าไปในห้องด้วยเช่นกัน
ตลอดทางเดินอารมณ์ของหมอหนุ่มไม่มั่นคงเป็นอย่างยิ่งดูเหมือนเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่คำพูดเหล่านั้นก็ถูกหยุดไป ทหารหนุ่มที่อยู่ข้างๆรู้ดีว่าในใจของอีกฝ่ายเกิดความกลัวและความสับสนจากสิ่งใด แต่ก็ไม่มีคำพูดอื่นที่จะบอกเขาไปมากกว่านี้แล้ว
หลังจากนี้หมอหนุ่มก็คงเข้าใจ และเพียงพริบตาเดียวสีหน้าของเขาก็ถอดสีทันทีราวกับเขารู้แล้วว่าหลังจากนี้ไม่นานตนคงต้องตาย
เขาเดินเข้าไปในห้องเพื่อตรวจชีพจรของเยี่ยนเจาเจาเมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของเยี่ยนเจาเจาก็เห็นความประหลาดใจเจือปนไปด้วยสิ่งที่ดูเหมือนความสิ้นหวังใบหน้าถอดสีของเขาก็ยิ่งย่ำแย่มากขึ้นไปอีก
แต่แม้เขาจะเข้าใจแล้ว แล้วมันอย่างไรเล่า?
เรื่องบางเรื่องก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแม้จะครุ่นคิดมากเพียงใดก็มิอาจช่วยอะไรได้
เยี่ยนเจาเจามีทีท่าสงบกว่าอีกฝ่ายมากนางนั่งลงด้านหน้าของท่านหมออย่างเชื่อฟัง ข้อมือบางถูกวางลงบนโต๊ะ อาฮวาเดินเข้ามาตรงหน้าและวางผ้าเช็ดหน้าผืนบางลง
หมอหนุ่มผู้นั้นมิได้คิดเรื่องนี้อีกเขาให้ความสนใจเพียงการวัดชีพจรของนางโดยไม่พูดเรื่องใดให้มากความอีก
หลังจากวัดชีพจรสีหน้าของหมอหนุ่มก็ยิ่งแสดงอาการประหลาดใจเขาลุกขึ้นยืนและบอกให้เยี่ยนเจาเจาอ้าปาก เขาต้องการดูลิ้นและลำคอด้านในของเยี่ยนเจาเจา
มีทหารหนุ่มคอยมองจากด้านข้างหมอหนุ่มผู้นี้จึงมีท่าทีสงบมากยิ่งขึ้น เขาจับคางของเยี่ยนเจาเจาโดยมีผ้าเช็ดหน้าผืนบางกั้นเอาไว้จากนั้นก็ใช้ผ้าขาวบางลูบไปบนลิ้นของเยี่ยนเจาเจาเพื่อนำสิ่งที่อยู่บนลิ้นออกมา
หลังจากนั้นความสงสัยบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นและยังมีความสงสารและความแค้นเคืองซ่อนอยู่ในแววตาของเขา เขาส่ายศีรษะไปมาพร้อมกล่าวว่า “ร่างกายของแม่นางมิค่อยจะดีนัก ต่อให้กินยาลูกกลอนซานจาก็ไม่ได้ผลเท่าไรจำเป็นต้องเพิ่มยาอีกตัวเข้าไป หลังจากกลับไปแล้วข้าจะเขียนใบสั่งยาให้แม่นาง”
คำพูดเช่นนี้คนรอบตัวของนางได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนจนกลายเป็นความคุ้นชินไม่ว่าอย่างไรเยี่ยนเจาเจาก็ไม่กลืนยาเข้าไป ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่เป็นผล
เห็นท่าทีของคนรอบข้างที่ไม่แสดงท่าทีปวดร้าวใดๆหมอหนุ่มก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาราวกับถูกฟ้าผ่ากลางใจเมื่อเห็นเยี่ยนเจาเจามองมาที่ตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความดีใจ เขาจึงหยิบขวดเล็กๆออกมาแล้วเทเม็ดน้ำตาลที่เห็นกันอย่างชินตาออกมาเม็ดหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยราวกับกล่อมเด็กน้อย “แม่นาง กินเม็ดนี่สิ”
เยี่ยนเจาเจามองลูกกวาดเม็ดนั้นด้วยความฉงนนางเอียงศีรษะพร้อมกล่าวถาม “นี่คือสิ่งใด?”
ทหารหนุ่มและอาฮวาแสดงท่าทีตื่นตัวขึ้นมาทันทีชายหนุ่มตะโกนออกมาเสียงดัง “มิได้!” อาฮวาเองก็มายืนบังที่ด้านหน้าของเยี่ยนเจาเจาทันที
หมอหนุ่มผู้นั้นถอนหายใจพร้อมกล่าว “มันมิใช่ของไม่ดีอะไร แม่นางไม่อยากอาหารจึงจำเป็นต้องใช้ยาแค่ให้แม่นางกินยาเรียกน้ำย่อยเท่านั้น หากพวกเจ้าไม่เชื่อ ให้ข้ากินมันเข้าไปก็ย่อมได้”
ระหว่างที่พูดเขาก็เทยาลูกกลอนอีกสองเม็ดออกจากขวดลายครามใส่มือจากนั้นก็กลืนมันลงคอไปในคราเดียว
เมื่อเขาทำเช่นนี้อาฮวาและทหารหนุ่มจึงได้รู้สึกวางใจให้เยี่ยนเจาเจารับยาลูกกลอนนั้นมาได้
ด้านนอกของยาลูกกลอนเคลือบน้ำตาลเอาไว้เมื่อกลืนเข้าไปจะมีรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นอะไรที่ถูกปากยิ่งนัก
เยี่ยนเจาเจากลืนเข้าไปเม็ดหนึ่งก็เอ่ยปากชมว่าอร่อยหมอหนุ่มผู้นั้นยิ้มกว้างออกมา แต่ก็ดูวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง เขามิได้ตอบบทสนทนา พอหยิบหีบยาเสร็จก็เดินออกไปทันที
ทหารหนุ่มหันไปมองเยี่ยนเจาเจาด้วยความสับสนเล็กน้อยจากนั้นก็วิ่งตามเงาหลังท่านหมอผู้นั้นไป