หยางหนิงจินวิ่งตามเข้ามาภายในภัตตาคาร ทุกคนต่างหยุดมองราวกับเห็นสิ่งแปลกประหลาด
“คุณชายหยาง ท่านจะตามพวกข้ามาทำไมกัน” จ้าวลู่ชิงเห็นมารดาส่งสายตามาให้จึงรีบเอ่ยถามคุณชายที่เจอกันเมื่อไหร่ก็เตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทุกที ยามนี้เขาควรอยู่ในสำนักศึกษามิใช่หรือ
หยางหนิงจินมองจ้าวลู่ชิงที่แต่งกายเป็นบุรุษ ก่อนจะกล่าวด้วยใบหน้าที่ผู้ใดเห็นแล้วต้องสงสาร “ข้าเพียงอยากซื้อน้ำแข็งกลับบ้านเท่านั้นเอง แต่เสี่ยวเอ้อบอกว่าน้ำแข็งหมดแล้ว เจ้าพอจะมีน้ำแข็งเหลือสักก้อนสองก้อนให้ข้าหรือไม่ ท่านปู่ข้าชอบบ่นว่าร้อนหลานกตัญญูอย่างข้าทนฟังไม่ได้ พอรู้ว่าภัตตาคารหย่งเล่อมีน้ำแข็งขายข้าถึงกับโดดเรียนมาซื้อ”
“ข้าจะขายให้ท่านเพียงสองก้อน แต่ท่านห้ามนำเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด” นางกลัวชาวเมืองที่มาซื้อน้ำแข็งไม่ทันจะก่อหวอดจนวุ่นวายจึงสั่งห้าม
“ได้ ข้าจะไม่บอกผู้ใด” หยางหนิงจินพยักหน้ารัว
“ท่านกลับไปก่อนเถิด ตอนนี้น้ำแข็งยังไม่มี หากได้แล้วข้าจะให้คนนำไปส่งที่จวนท่าน”
“ขอบใจเจ้ามาก แต่ข้ายังไม่กลับหรอกนะ ข้าจะรอทานอาหารเที่ยงที่นี่ก่อน”
“เชิญท่านตามสบาย” จ้าวลู่ชิงเดินตามคนอื่นไปยังห้องกว้างด้านหลังภัตตาคารที่ใช้ทำน้ำแข็ง
ถังไม้ใบใหญ่วางเรียงรายกันอยู่จนเต็มห้องกว้าง ภายในถังมีดินประสิวละลายกับน้ำบรรจุอยู่ บนผิวน้ำที่ละลายกับดินประสิวจะมีถาดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางอยู่ด้านบน ภายในถาดจะมีน้ำสะอาดใสแจ๋วที่กำลังกลายเป็นน้ำแข็ง
จ้าวฮูหยินกับแม่สามีตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น นางจ้องมองน้ำที่กำลังแข็งตัว นี่คือเงินทั้งนั้น เงินสองร้อยก้วนหาได้ในวันเดียว บุตรสาวนางช่างชาญฉลาดเสียจริง
หลังจากเห็นสิ่งที่จะทำเงินให้จนตาลาย จ้าวลู่ชิงก็ชักชวนท่านย่ากับท่านแม่ไปเดินเที่ยวเล่นในตัวอำเภอโดยมีสาวใช้ข้างกายติดตามไปด้วย ส่วนพี่ชายนางอาสาอยู่จัดการเรื่องน้ำแข็ง
เสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่เป็นผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด มิได้ดูด้อยไปกว่าผู้คนในตัวอำเภอเลยสักนิด ทว่ายามที่ยังมั่งคั่งท่านย่ากับท่านแม่ของนางล้วนสวมใส่อาภรณ์ที่ทำจากผ้าไหม
“ท่านย่า ท่านแม่ พวกเราแวะร้านนี้กันเถอะ” เห็นปิ่นเงินที่ปักอยู่บนศีรษะของทั้งสองทำให้จ้าวลู่ชิงเลือกเข้าร้านเครื่องประดับ
“เจ้าอยากซื้ออันใด” จ้าวฮูหยินมองบุตรสาวที่แต่งกายเป็นบุรุษ
“ซื้อปิ่นปักผมเจ้าค่ะ”
“ดีแล้ว แม่ก็อยากเห็นเจ้าใช้ปิ่นปักผมเหมือนกัน” บุตรสาวนางยามอยู่บ้านก็เพียงถักเปียผม พอออกไปด้านนอกก็เกล้าผมเหมือนบุรุษ แม้ว่าจะยังมิถึงวัยปักปิ่นอย่างเป็นทางการ ทว่านางก็อยากมวยผมทรงน่ารักแล้วปักปิ่นประดับศีรษะให้กับบุตรสาว
“ข้าไม่ได้ซื้อให้ตนเอง แต่จะซื้อให้พวกท่าน”
“จะซื้อให้เปลืองเงินไปทำไมกัน ย่ามีปิ่นที่ท่านปู่ซื้อให้อยู่แล้ว” ยกมือขึ้นลูบคลำปิ่นเงินเรียบง่ายราคาไม่ถึงหนึ่งร้อยเหวินที่สามีซื้อให้เมื่อได้เงินจากการล่าสัตว์ไปขาย
“ท่านย่ากับท่านแม่มีปิ่นเงินเพียงอันเดียว ตอนนี้พวกเราหาเงินได้แล้ว ซื้อเพิ่มสักหน่อยจะเป็นไรไป”
ผู้อาวุโสทั้งสองต่างลังเลอยู่หน้าร้านขายเครื่องประดับ จ้าวลู่ชิงส่งสายตาให้สาวใช้ทั้งสองช่วยรบเร้าอีกแรง
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ ยามอยู่บ้านจะแต่งกายแบบใดก็ย่อมได้แต่ว่ายามออกไปข้างนอกท่านจะแต่งกายธรรมดาเรียบง่ายมิได้นะเจ้าคะ เมื่อสักครู่ท่านก็เห็นแล้วว่าคุณชายรองสกุลตู้ ต่างดูถูกคนสกุลจ้าว
หากท่านมิอยากให้คนพวกนั้นเห็นว่าเราตกอับ ท่านต้องแต่งกายให้ใกล้เคียงกับตอนที่จวนยังมิล่มสลาย” ซูเจินโน้มน้าวจิตใจหญิงชราที่ไม่อยากใช้เงินซื้อเครื่องประดับ
“ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าลืมนะเจ้าคะว่าตอนนี้บ้านจ้าวเป็นบ้านเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งซานเป่ย ไปที่ใดหากแต่งกายดีก็เป็นหน้าเป็นตาให้กับหมู่บ้าน”
ซูเซียงรีบผสมโรง หากจะโน้มน้าวต้องโน้มน้าวผู้ที่มีอำนาจเด็ดขาดอย่างแท้จริง แม้จ้าวฮูหยินจะดูแลบ้านแต่ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของแม่สามี
เฝิงเหล่าฮูหยินครุ่นคิดสักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายอมเข้าไปด้านในร้าน
พนักงานร้านเครื่องประดับเห็นมีลูกค้าเข้าจึงรีบมาต้อนรับ หน้าตาผิวพรรณลูกค้าดูเหมือนชนชั้นสูง ทว่าปิ่นที่ปักอยู่บนมวยผมเป็นแค่ปิ่นเงิน ถึงจะเป็นเพียงปิ่นเงินพวกนางก็ดูแคลนมิได้
“ทุกท่านกำลังมองหาเครื่องประดับชนิดใดอยู่เจ้าคะ”
“ขอดูปิ่นปักผมที่เหมาะกับคนมีอายุ” จ้าวลู่ชิงรีบบอก
พนักงานหยิบปิ่นปักผมออกมาวางบนถาด “ท่านย่ากับท่านแม่เลือกเถิด”
จ้าวฮูหยินยื่นมือไปหยิบปิ่นเงินรูปดอกไม้ที่ทำจากผ้า ก่อนจะถามความคิดเห็นของแม่สามีสักเล็กน้อยแล้วต่อด้วยการถามราคา
“ปิ่นอันนี้ราคาเท่าไหร่”
“หนึ่งร้อยเหวินเจ้าค่ะ”
“มีถูกกว่านี้หรือไม่”
“ปิ่นเงินราคาหนึ่งร้อยเหวินถูกที่สุดแล้วเจ้าค่ะ ส่วนปิ่นที่ราคาถูกลงมาสักหน่อยจะเป็นปิ่นไม้
ปิ่นไม้ที่วางเรียงรายกันอยู่ตรงนี้ราคาห้าสิบเหวินขึ้นไปเจ้าค่ะ” หยิบปิ่นไม้ขึ้นมาวางเรียงรายบนถาด
จ้าวลู่ชิงเห็นท่านแม่กับท่านย่าเลือกปิ่นไม้ราคาไม่ถึงหนึ่งร้อยเหวินก็เศร้าใจ ความยากลำบากที่เผชิญทำให้ทั้งสองกลายเป็นคนประหยัดไปเสียแล้ว
“ข้าขอดูอันนี้”
ชี้ไปยังปิ่นทองรูปนกเป็ดคู่ประดับด้วยประการังแดงชิ้นเล็ก ๆ แต่ภาพรวมแล้วดูงดงามเข้ากัน
“ปิ่นทองรูปนกเป็ดคู่แซมด้วยปะการังสีแดงราคาอยู่ที่อันละหนึ่งร้อยก้วนเจ้าค่ะ”
“หากซื้อสองอันลดราคาเหลืออันละแปดสิบก้วนได้หรือไม่” จ้าวลู่ชิงมองประการังแดงชิ้นเล็ก ๆ มันเล็กจนนางมึนศีรษะว่าทำไมมันถึงแพงได้มากเพียงนี้
“ร้านเราคงลดราคาให้มากขนาดนั้นไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” พนักงานมีสีหน้ามิสู้ดีกับราคาที่ถูกลดไปถึงอันละยี่สิบก้วน
“เจ้าจะซื้อปิ่นแพงขนาดนี้ไปทำไมกัน” จ้าวฮูหยินหันมาเห็นปิ่นที่บุตรสาวถามราคา
“ข้าอยากซื้อให้ท่านย่ากับท่านแม่”
“เจ้าเด็กไม่รู้ความ เงินสองร้อยก้วนใช้ซื้ออาหารได้เป็นปี เจ้าจะเอาถลุงเล่นอย่างนี้มิได้” ตีมือบุตรสาวก่อนจะดึงให้ถอยห่าง
“หากข้าซื้อปิ่นเงินอีกสิบกว่าอัน พวกเจ้าพอจะลดราคาปิ่นทองสองอันนี้ให้ได้หรือไม่” จ้าวลู่ชิงไม่ฟังคำทัดทานของมารดา นางอยากซื้อก็ต้องได้ซื้อ แต่จะซื้อวิธีใดนางมีความคิดอยู่ในหัวไว้เรียบร้อยแล้วทว่าไม่รู้ว่าวิธีที่นางคิดจะได้ผลหรือไม่
“คุณชายรอสักครู่นะเจ้าคะ” พนักงานรีบขึ้นไปตามเถ้าแก่เนี้ยมาตกลงราคากับลูกค้า
“เจ้าจะซื้อปิ่นไปทำอันใดตั้งสิบกว่าอัน”
“ท่านแม่ ข้าอยากซื้อไปฝากบ่าวในบ้าน” ที่ผ่านมาบ่าวทุกคนต่างทำงานกันหนัก บ้านหลังที่นางอาศัยอยู่มีพื้นที่กว้างใหญ่ งานที่ต้องทำมีหลายอย่าง ทุกคนต่างก้มหน้าทำงานโดยไม่ปริปากบ่น
“พวกเราควรรอให้ถึงปีใหม่แล้วค่อยซื้อจะไม่ดีกว่าหรือ” เฝิงเหล่าฮูหยินเตือนหลานสาว เงินทองที่ได้มาหากใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกรงว่าจะหมดจนต้องกลับมายากจนอีกครั้ง
“พอถึงปีใหม่พวกเราค่อยซื้ออีกครั้งก็ได้เจ้าค่ะ ท่านย่าไม่ต้องเป็นห่วง” จ้าวลู่ชิงกระซิบข้างหูหญิงชรา
“พวกเจ้าสองคนเลือกได้เลยว่าอยากให้ปิ่นแบบใด” จ้าวลู่ชิงหันมากระซิบข้างหูสาวใช้ข้างกายทั้งสอง
ซูเซียงชี้นิ้วเข้าหาตนเอง พอเห็นคุณหนูพยักหน้าให้พวกตนเลือกปิ่นก็ส่ายหัวบ่งบอกว่าไม่อยากได้
“ท่านแม่กับท่านย่าเลือกเถิด เลือกให้บ่าวที่บ้านด้วย”
“เช่นนั้นแม่ก็จะเลือกปิ่นเงินสักอัน ไม่เอาปิ่นทองที่เจ้าหมายตา”
“ท่านแม่ไม่อยากได้ แต่ข้าอยากซื้อ ดูสิว่ามันเหมาะกับพวกท่านขนาดไหน แม่สามีกับลูกสะใภ้ปักปิ่นคู่กัน” เสียงหัวเราะจ้าวลู่ชิงดังกังวาน จนพนักงานที่อยู่ในร้านขมวดคิ้วเมื่อเห็นคุณชายน้อยเลือกปิ่นของสตรีได้อย่างคล่องแคล่ว
เถ้าแก่เนี้ยเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างบอบบาง ทรงผมที่มวยขึ้นปักปิ่นทองสามอัน นี่สินะ การแสดงความร่ำรวยของพวกเศรษฐี
“คนของข้าบอกว่าคุณชายอยากต่อรองราคาปิ่นทองให้เหลืออันละแปดสิบก้วนหรือเจ้าคะ” กรีดกรายนิ้วไปยังปิ่นทองที่เพิ่งวางจำหน่าย
“ใช่ขอรับ ข้าอยากซื้อปิ่นทองสองอันนี้ในราคาหนึ่งร้อยหกสิบก้วน หากท่านใจดีลดราคาให้อีกข้าก็มิขัด” บอกความต้องการอย่างชัดเจน
“คุณชายไม่คิดจะให้ร้านค้าข้าได้กำไรสักหน่อยเลยหรือ ปะการังสีแดงเป็นของหายาก กว่าข้าจะหามันมาได้ต้องลงแรงไปไม่น้อย”
“ปะการังแดงเท่าไม้จิ้มฟัน เหตุใดถึงได้แพงนักล่ะ” จ้าวฮูหยินคิ้วขมวด ปะการังสีแดงนางก็เคยมีครอบครองหนึ่งต้น นางรู้ว่ามันเป็นของหายากแต่อันที่นางเห็นอยู่ตอนนี้คือปลายปะการัง ไม้ที่นางใช้จิ้มฟันยังใหญ่กว่าเสียอีก
“ของหายากก็แพงเช่นนี้แล ฮูหยินเห็นนกเป็ดน้ำคู่หรือไม่ กว่าจะทำออกมาได้งดงามเช่นนี้ใช้เวลาหลายเดือน และผู้ที่ทำออกมาต้องเป็นช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ทั้งด้ามทำจากทองคำเอาอันใดมาบอกว่าแพง” ยกมือขึ้นลูบมวยผมมิยอมลดราคาให้อย่างเด็ดขาด
“ถ้าอย่างนั้นท่านลดราคาปิ่นเงินพวกนี้ให้ข้าได้หรือไม่” เมื่อต่อราคาปิ่นทองมิได้ผลจ้าวลู่ชิงก็หันเหมาต่อราคาปิ่นเงิน
“ปิ่นเงินที่พวกท่านเลือก อันละหนึ่งก้วน พวกท่านเลือกทั้งหมดสิบสามอัน ข้าจะลดให้อันละห้าสิบเหวินก็แล้วกัน”
“เถ้าแก่เนี้ยท่านช่างลดราคาเหมือนขายเอาเพียงต้นทุน” จ้าวฮูหยินสัพยอกไปทีหนึ่ง ไม่เคยเลยสักครั้งที่ต้องมาต่อราคาซื้อของ ความยากลำบากทำให้นางลืมความกระดากอาย
“ข้าก็ใจดีเช่นนี้แล” เถ้าแก่เนี้ยรับรู้ว่าถูกสัพยอกแต่นางก็ทำหน้าหนา อยู่วงการค้าขายจะมาหน้าบางได้อย่างไร