ตอนที่ 86 หวังเหว่ยทำสัญญากับเหล่ามังกรน้อยทั้งห้า
เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง หวังเหว่ยได้ตื่นขึ้นนั่งมาดูดซับแก่นอสูรระดับเลเวล60 เพื่อเพิ่มระดับเลเวลของเขา เวลาผ่านไปสามชั่วโมงหลังจากดูดซับพลังของแก่นอสูรจนหมดแล้ว ระดับเลเวลของหวังเหว่ยได้เพิ่มขึ้นจากระดับเลเวล48 มาเป็นระดับเลเวล50! “ฟู่ว ถึงแม้ระดับเลเวลของข้าหลังจากดูดซับแก่นอสูรระดับสูงจะเพิ่มขึ้นเร็ว แต่ข้าก็ต้องรอให้พลังปราณอสูรภายในร่างกายของข้าสมดุลก่อน ข้าถึงจะดูดซับแก่นอสูรอันใหม่ได้” หวังเหว่ยพึมพำเบาๆกับตนเอง จากนั้นเขาได้ลุกขึ้นและเดินออกจากอาคารที่พักของเขา และได้ไปยังลานกว้างเพื่อไปพบกับหลินฉีที่กำลังจัดแบ่งกำลังคน เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางนำ "อุปกรณ์ผลึกเคลื่อนย้าย" ไปวางไว้ใกล้กับบริเวณเมืองต่างๆ ตามคำสั่งของหวังเหว่ย “นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์หลายพันคนกล่าวทักทายหวังเหว่ย หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับการทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “หลินฉี ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวขณะมองดูเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์หลายพันคน ที่ได้แบ่งกลุ่มออกเป็นสิบสี่กลุ่มตามคำสั่งของหลินฉี “ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับนายท่าน นอกจากเมืองอสูรจันทราและเมืองแห่งนักประดิษฐ์ พวกเราได้วางแผนเตรียมพร้อมออกเดินทางไปยังอีกสิบสี่เมืองที่เหลือ โดยออกเดินทางกลุ่มละสามคนและจะทำการผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาพักภายในมิติแดนอสูรทุกสามวันขอรับ” หลินฉีกล่าว “อืม การเดินทางในครั้งนี้อาจทำให้พวกเจ้าได้พบเจอกับอันตราย ข้าจะมอบแผ่นหยกบันทึกเคลื่อนย้ายให้กับพวกเจ้ากลุ่มละหนึ่งอัน หากถูกศัตรูที่แข็งแกร่งโจมตีให้พวกเจ้าใช้แผ่นหยกบันทึกเคลื่อนย้าย บันทึกสถานที่เอาไว้และให้กลับเข้ามิติแดนอสูรในทันที จงจำเอาไว้ให้ดีชีวิตของพวกเจ้าสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด” หวังเหว่ยกล่าวขณะนำ "แผ่นหยกบันทึกเคลื่อนย้าย" มอบให้กับหัวหน้ากลุ่มทั้งสิบสี่คน “รับทราบขอรับนายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ทั้งสิบสี่กลุ่มกล่าว จากนั้นพวกเขาได้ไปหาเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่อยู่ภายในเมืองแห่งนักประดิษฐ์ผ่านทางประตูมิติ และเริ่มออกเดินทางไปยังเมืองทั้งสิบสี่เมืองในทันที หลังจากเหล่าสัตว์อสูรสิบสี่กลุ่มแรกออกจากมิติแดนอสูรไปแล้ว เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์หลายพันคนรวมถึงหลินกาน หลินฟู หลินฉี ได้แยกย้ายกันไปทำงานของตนเองต่อ ส่วนหวังเหว่ยได้ไปหาฉิงเหม่ยภายในที่พักของนาง “นายท่าน” ฉิงเหม่ยและวิหคน้อยกล่าวทักทาย ขณะกำลังเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน “ฮ่าๆ พวกเจ้ายังชอบเล่นกันเหมือนเด็กไม่เปลี่ยนเลยนะ” หวังเหว่ยกล่าวขณะยิ้มออกมาเล็กน้อย “นายท่านก็ยังเด็กเหมือนกันเจ้าค่ะ เมื่อวันก่อนข้ายังเห็นนายท่านไปวิ่งไล่จับกระต่ายอยู่ในสวนสมุนไพรข้างที่พักของนายท่านอยู่เลยเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะอมยิ้มเล็กน้อย หวังเหว่ยได้เบิกตากว้างขึ้นทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของฉิงเหม่ย เนื่องจากเขาไม่นึกว่าในยามเย็นเช่นนั้นจะมีใครไปพบเห็นเขาได้ “เอ่อ คือ... ข้าแค่อยากผ่อนคลายบ้างน่ะ เลยไปเล่นไล่จับกับพวกมัน เจ้าก็อย่าได้ไปบอกใครล่ะ” วิหคน้อยได้เบิกตาของนางกว้างขึ้นเช่นกัน เนื่องจากนางไม่เคยรู้มาก่อนว่าบิดาที่น่าเกรงขามของนางจะชอบทำอะไรแบบนี้ด้วย “ฮิๆ ว่าแต่นายท่านมาหาข้าแต่เช้ามีเรื่องอะไรหรือเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะใช้มือปิดปากหัวเราะออกมาด้วยท่าทางที่น่ารัก “อืม วิหคน้อยนางบอกให้ข้ามาที่นี่ หลังจากที่ข้าจัดการเรื่องราวต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้วน่ะ” หวังเหว่ยรีบฉวยโอกาสเปลี่ยนเรื่องพูดคุย หลังจากได้ยินคำถามของฉิงเหม่ย เจ้าบอกให้นายท่านมาหาทำไมหรือวิหคน้อย? ฉิงเหม่ยกล่าวถามวิหคน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของนาง วิหคน้อยที่รับรู้ถึงความเจ้าเล่ห์ของหวังเหว่ยเป็นอย่างดี นางจึงได้เริ่มเล่าเรื่องมิติพิเศษให้กับหวังเหว่ยและฉิงเหม่ยฟัง ในทันทีที่นางอธิบายเรื่องมิติพิเศษจบ ฉิงเหม่ยได้กล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง “เจ้าพูดจริงหรือวิหคน้อย !” วิหคน้อยได้พยักหน้าอย่างหนักแน่นเพื่อยืนยันคำกล่าวของนาง “จริงแท้แน่นอนม่าม๊า” หวังเหว่ยได้นั่งฟังเรื่องราวด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง และหลังจากได้ยินคำยืนยันที่หนักแน่นของวิหคน้อยเขาจึงได้กล่าวออกมาว่า “เช่นนั้น พวกเจ้าก็ออกมากันได้แล้ว” หลังจากหวังเหว่ยกล่าวจบได้มีดวงแสงสีเขียว สีฟ้า สีแดง สีขาว สีน้ำตาล พุ่งออกมาจากตรงบริเวณหน้าท้องของฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว จากนั้นดวงแสงทั้งห้าสีได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นเด็กชายตัวน้อยวัยสองขวบที่น่ารักห้าคน “เหล่ามังกรน้อยถือกำเนิดแล้วเจ้าค่ะนายท่าน !” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะมองไปทางเด็กชายตัวน้อยทั้งห้าคน หวังเหว่ยได้เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ในที่สุดพวกเราก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง” เมื่อได้ยินดังนั้นเหล่าเด็กชายตัวน้อยได้พากันโค้งคำนับหวังเหว่ยพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “พวกเราพร้อมทำสัญญาแล้วขอรับนายท่าน” หลังจากกล่าวจบ เด็กชายตัวน้อยทั้งห้าคนได้เริ่มการทำสัญญาสัตว์อสูรกับหวังเหว่ยด้วยตนเองในทันที ขณะที่เริ่มทำสัญญาได้มีพลังปราณอสูรสีเขียว สีฟ้า สีแดง สีขาว สีน้ำตาลแผ่ออกมาจากภายในร่างกายของทั้งห้าคน “นายท่านต้องการทำสัญญาสัตว์อสูรกับพวกเราหรือไม่ ?” หวังเหว่ยได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยขณะกล่าว “ข้าตกลง” ตูม! พลังปราณอสูรห้าสีได้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงนับหมื่นเมตร ทำให้เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์รวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามสามารถมองเห็นลำแสงพลังปราณอสูรทั้งห้าสีที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน “นายท่านคงทำสัญญากับพวกเขาทั้งห้าแล้ว !” พยัคฆ์ครามกล่าวออกมาเสียงดัง “คงจะเป็นเช่นนั้น ในที่สุดสหายของพวกเราก็ฟื้นคืนชีวิตกลับมาอีกครั้ง !” พยัคฆ์ทมิฬกล่าวออกมาเสียงดังเช่นกัน ทำให้เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์รวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามได้พากันหันไปมองทางอาคารที่พักของฉิงเหม่ยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เวลาผ่านไปครู่หนึ่งลำแสงทั้งห้าสีก็ได้จางหายไป หวังเหว่ยได้ตรวจสอบเด็กชายตัวน้อยทั้งห้าคนในทันทีหลังจากที่ทำสัญญาสัตว์อสูรกับทั้งห้าคนเสร็จเรียบร้อยแล้ว อินิส สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์มังกรวารี (วารีน้อย) ระดับเลเวล21 เฮฟิน สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์มังกรเพลิง (เพลิงน้อย) ระดับเลเวล21 เฟลิค สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์มังกรพฤกษา (พฤกษาน้อย) ระดับเลเวล21 กาเวน สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์มังกรวายุ (วายุน้อย) ระดับเลเวล21 ออร์เรลล์ สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์มังกรปฐพี (ปฐพีน้อย) ระดับเลเวล21 “ช่างยอดเยี่ยมนัก พวกเจ้าพึ่งถือกำเนิดออกมาก็มีระดับเลเวล21แล้ว !” หวังเหว่ยกล่าวด้วยความประหลาดใจ วิหคน้อยที่ได้ยินดังนั้นนางจึงได้กล่าวออกมาว่า “นายท่านยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่หนูยังไม่ได้บอกกับพวกเขา พวกเราทั้งหกคนถือกำเนิดขึ้นมาด้วยวิธีที่พิเศษ ทำให้พวกเรานั้นเติบโตได้ช้ากว่าปกติหลายสิบเท่า !” “เช่นนั้น พวกเราต้องเป็นเด็กสองขวบไปอีกหลายสิบปีเลยหรือพี่สาว !?” วารีน้อยกล่าวถามด้วยความตกตะลึง “อืม ใช่แล้ว แต่พวกเรายังสามารถพัฒนาระดับพลังและระดับเลเวลได้ตามปกติ พวกเจ้าสบายใจในเรื่องนี้ได้” วิหคน้อยกล่าวตอบ “เป็นเด็กนานหน่อยก็ยังดีกว่าเป็นแค่ภาพร่างจิตวิญญาณที่อยากจะไปไหนก็ไม่ได้นะวารีน้อย” ปฐพีน้อยกล่าว “ฮ่าๆ ความจริงเป็นเด็กแบบนี้ก็ดีนะ ศัตรูของพวกเราจะได้ชะล่าใจเวลาต่อสู้กับพวกเรา” เพลิงน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นั่นสิ ข้าเห็นด้วยกับเพลิงน้อย เป็นเด็กก็มีข้อดีตั้งหลายอย่าง” พฤกษาน้อยกล่าวสนับสนุน “พี่สาว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าสงสัย เวลาอยู่ในมิติพิเศษที่พี่สาวสร้างขึ้น พวกเราจะสื่อสารกับคนที่อยู่ภายนอกมิติไม่ได้ ใช่หรือไม่ ?” วายุน้อยกล่าวถาม วิหคน้อยพยักหน้าด้วยท่าทางที่น่ารัก “ใช่แล้ว วายุน้อย เวลาอยู่ในมิติพิเศษ พวกเราทำได้อย่างมากที่สุดเพียงแค่เปล่งแสงสว่างออกมาเล็กน้อยหรือขยับสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งพวกเรายังไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกภายนอก จะมีก็เพียงแต่เสียงเท่านั้นที่พวกเรายังได้ยินตามปกติ” “โอ้! ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณพี่สาวที่ช่วยอธิบายให้ข้าฟัง” วายุน้อยกล่าว ฉิงเหม่ยได้นั่งอยู่เงียบๆ เพื่อฟังเหล่าเด็กน้อยทั้งหกคนพูดคุยกัน หลังจากพวกเขาพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉิงเหม่ยได้กล่าวขึ้นว่า “เช่นนั้น หลายสิบปีนี้พวกเราก็สามารถไปไหนมาไหนด้วยกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งยังสามารถต่อสู้ร่วมกันได้อีกด้วย !” วิหคน้อยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของฉิงเหม่ย “ใช่แล้ว ม่าม๊า พวกเราสามารถต่อสู้ร่วมกับม่าม๊าได้ตลอดเวลา และนี่ก็คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าสร้างมิติพิเศษนี้ขึ้น !” วิหกน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง "มีมิติพิเศษแบบนี้ก็ดีเหมือนกันข้าจะได้ไม่ต้องเลี้ยงดูพวกเขาทั้งหกคนจนเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา" ฉิงเหม่ยคิดในใจขณะมองเด็กน้อยทั้งหกคนด้วยสายตาที่อ่อนโยน “เอาล่ะ ม่าม๊าเข้าใจทุกอย่างแล้ว ในตอนนี้พวกเจ้าทั้งห้าคนยังมีระดับเลเวลที่ไม่มากนัก พวกเจ้าควรจะกลับเข้าไปภายในมิติพิเศษเพื่อพัฒนาระดับพลังและระดับเลเวลของพวกเจ้าก่อน” “พวกเราเข้าใจแล้วม่าม๊า” มังกรน้อยทั้งห้ากล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน จากนั้นพวกเขาได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นดวงแสงสีเขียว สีฟ้า สีแดง สีขาว สีน้ำตาล และได้ล่องลอยเข้าไปตรงบริเวณหน้าท้องของฉิงเหม่ยอย่างช้าๆ ฉิงเหม่ยได้ลูบหน้าท้องของนางอย่างอ่อนโยนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางได้หันมากล่าวกับวิหคน้อย “วิหคน้อย เจ้าอยากกลับเข้าไปภายในมิติพิเศษด้วยหรือไม่ ?” วิหคน้อยส่ายหน้าของนางเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของฉิงเหม่ย “ข้ายังอยากเดินเล่นในโลกภายนอกอยู่ม่าม๊า” ฉิงเหม่ยได้ยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำกล่าวของวิหคน้อย “ม่าม๊าเข้าใจแล้ว เช่นนั้น เจ้าอยากจะกลับเข้าไปตอนไหนก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน” ฉิงเหม่ยกล่าวขณะลูบหัวของวิหคน้อยอย่างอ่อนโยน วิหคน้อยยืนให้ฉิงเหม่ยลูบหัวนางด้วยสีหน้าท่าทางที่มีความสุข หวังเหว่ยได้จ้องมองทั้งสองคนด้วยแววตาอันอบอุ่นที่เห็นจากเขาได้ยาก และในระหว่างนั้นเองก็ได้มีเสียงของหวังลู่เมิ่งดังมาจากทางด้านหน้าของอาคารที่พัก “วิหคน้อย พวกเราไปเล่นกัน” ในทันทีที่ได้ยินเสียงของหวังลู่เมิ่ง วิหคน้อยได้เงยหน้ามองฉิงเหม่ยพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ม่าม๊า หนูขอไปเล่นกับพี่สาวลู่เมิ่งก่อนนะ” ฉิงเหม่ยได้พยักหน้าของนางขณะจ้องมองวิหคน้อยด้วยสายตาที่อ่อนโยน “เช่นนั้นเจ้าก็ไปเล่นเถิดม่าม๊าจะอยู่พูดคุยกับนายท่านต่อ” “อือ หนูเข้าใจแล้ว” หลังจากกล่าวจบวิหคน้อยได้ออกจากอาคารที่พักและได้ไปเดินเล่นกับหวังลู่เมิ่งโดยมีอี้หลิวเดินตามทั้งสองคนไปด้วย