เพียงแค่กลิ่นสาบแพะที่ไม่มีใครใส่ใจ ไป๋จงก็รู้ได้ทันทีว่าทหารม้าของหลี่มู่ไล่ตามมาทันแล้ว หวนอี่นึกถึงคำพูดที่ไป๋จงเคยกล่าวไว้ก่อนออกเดินทางอีกครั้ง
ไม่เพียงแต่จะวิเคราะห์กลยุทธ์ของศัตรูได้ถูกต้องทั้งหมด แม้แต่สิ่งที่หลี่มู่จะทำต่อไป ก็ยังสามารถวิเคราะห์ออกมาได้อย่างครบถ้วน
หากกล่าวถึงการฆ่าศัตรูในสนามรบ หวนอี่เชื่อว่าไป๋จงต้องเป็ยอดขุนพลผู้กล้าหาญไร้เทียมทานอย่างแน่นอน แต่สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์รบ กลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่น่าทึ่ง เรียกได้ว่ามีทั้งความกล้าและสติปัญญา ความสามารถทางทหารไม่เลวเลย ทั้งยังละเอียดรอบคอบยิ่งนัก สามารถจับรายละเอียดในสนามรบที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจสังเกตเห็นได้
"นายกองร้อยไป๋ช่างสังเกตละเอียดถี่ถ้วน มีทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญ ข้าเลื่อมใสนัก!"
หวนอี่เป็แม่ทัพมาหลายปี มีคนไม่กี่คนที่ทำให้เขาเลื่อมใสได้ เขาจึงกล่าวต่อว่า "ข้าเองก็ได้เรียนรู้จากเ้าด้วย"
เหล่าแม่ทัพใต้บัญชาที่อยู่ข้างกาย รวมถึงหวังหลี หลี่ซิ่น และคนอื่น ๆ เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจยิ่ง
ในฐานะแม่ทัพหลักของกองทัพ หวนอี่ถึงกับบอกกับนายกองร้อยคนหนึ่งว่าได้เรียนรู้จากเขา!
"ผู้น้อยเพียงแต่โชคดีเท่านั้นขอรับ!"
ไป๋จงรู้ว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็สิ่งที่จำเป็ต้องมี
หวนอี่ตั้งใจมาหาไป๋จงเพราะอยากรู้ความคิดเห็น จึงถามว่า "นายกองร้อยไป๋คิดว่า ต่อจากนี้ควรทำอย่างไร? ข้าอยากจะชิงยึดเมืองเฝยเฉิงให้ได้ก่อนที่หลี่มู่จะมาถึง เพื่อใช้เป็จุดยุทธศาสตร์ของกองทัพเรา จากนั้นจึงจัดแนวป้องกันตามแผนเดิมเพื่อสกัดกั้นหลี่มู่"
แม่ทัพหลักถึงกับหารือเื่กลยุทธ์กับนายกองร้อยเชียวหรือ?
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึงอีกครั้ง สายตาต่างพากันจับจ้องไปที่ไป๋จง เมื่อนึกถึงเื่ที่เพิ่งเกิดขึ้น สายตาของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนเป็ความคาดหวัง
"ผู้น้อยกังวลว่า เมืองฝานอู๋อาจจะเสียทีขอรับ"
ไป๋จงเงยหน้าขึ้น พร้อมกับชี้ไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้แล้วกล่าวว่า "พวกเราควรกลับไปยังเมืองชื่อลี่ ไม่ควรไปที่เมืองเฝยเฉิงขอรับ"
นี่คือสิ่งที่เขายืนกรานมาตลอด เพราะ้ารักษาชีวิตพลทหารหลายหมื่นนายนี้ไว้ ศึกที่เมืองเฝยเฉิงนั้น ทางที่ดีที่สุดคืออย่าให้เกิดขึ้นเลย
หากเดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จะมีป่าแห่งหนึ่งที่สามารถใช้บดบังการไล่ล่าของทหารม้าแคว้นจ้าวได้ ตอนที่พวกเขามุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเมืองอี๋อัน ก็เคยผ่านข้างป่าแห่งนั้นมาแล้ว
หวนอี่นิ่งเงียบไป ไม่ได้ตอบกลับในทันที
เขากำลังคิดว่าการกลับไปยังเมืองชื่อลี่ถือเป็ความพ่ายแพ้ ไม่เพียงแต่ยึดเมืองอี๋อันไม่ได้ แต่ยังสูญเสียพลทหารไปมากมาย แม้แต่เสบียงและสัมภาระในค่ายหลักก็ไม่เหลือ ตามกฎหมายทหารถือว่ามีความผิด จะต้องถูกลดบรรดาศักดิ์และตำแหน่ง สูญเสียอำนาจในมือ และจะทำให้ท่านอ๋องทรงไม่พอพระทัยด้วย
ในเมื่อค่ายหลักไม่มีเหลือแล้ว เขาจึงคิดว่าการเร่งความเร็วเพื่อยึดเมืองเฝยเฉิงให้ได้ก่อน แล้วใช้เมืองเฝยเฉิงสกัดกองกำลังของหลี่มู่ จะยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้
"เหตุใดนายกองร้อยไป๋จึงกล่าวว่าเมืองฝานอู๋อาจจะเสียที?" หวนอี่ถาม
"เื่นี้ข้า... ไม่สามารถให้เหตุผลได้ เป็เพียงความรู้สึกขอรับ"
ไป๋จงไม่สามารถบอกได้ว่า ตนเองเป็ผู้ทะลุมิติมา จึงรู้ทิศทางของประวัติศาสตร์ในอนาคต
หวนอี่เงยหน้าขึ้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงเลือกยืนกรานตามความคิดของตนเอง โดยกล่าวว่า "มุ่งหน้าไปยังเมืองเฝยเฉิงต่อไป เร่งความเร็วขึ้น!"
ในฐานะบุตรชายของหวังเจี่ยน ความสามารถในการเป็ผู้บัญชาการสูงสุดของหวังเปินย่อมไม่เลว เมืองฝานอู๋มีเขาอยู่ ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน อีกทั้งเิอู่ได้ข้ามแม่น้ำจางสุ่ย และกำลังโจมตีเมืองเยี่ยเฉิงอยู่
แคว้นจ้าวไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถรับมือกับกองทัพฉินทั้งสามทางพร้อมกันได้ กองทัพฉินบุกโจมตีอย่างกะทันหัน เมืองเฝยเฉิงต้องไม่มีการเตรียมการป้องกันแน่นอน เขาเชื่อว่าขอเพียงถ่วงเวลาหลี่มู่ไว้ได้ การรบเพียงครั้งเดียวก็สามารถตีเมืองแตกได้
หวนอี่เชื่อมั่นว่าเมืองฝานอู๋จะไม่เกิดเื่ จึงอยากจะเสี่ยงดวงที่เมืองเฝยเฉิง และไม่อยากกลับไปยังเมืองชื่อลี่เพื่อรับโทษจนต้องสูญเสียบรรดาศักดิ์และตำแหน่ง ขอเพียงสกัดหลี่มู่ไว้ทางเหนือ ให้กองทัพทั้งสามทางตีเมืองหานตันให้แตกและทำลายแคว้นจ้าว ความพ่ายแพ้ในศึกครั้งนี้ก็สามารถใช้ความดีความชอบลบล้างได้ หรือแม้กระทั่งสร้างผลงานได้ด้วยซ้ำ
คนที่สู้ได้ในแคว้นจ้าว มีเพียงหลี่มู่คนเดียวเท่านั้น หากหลี่มู่กลับไปไม่ได้ จ้าวอ๋องเชียนย่อมยันไว้ได้ไม่นาน
ไป๋จงมีความกล้าและสติปัญญา วิเคราะห์ได้เก่งกาจ แต่ความคิดระมัดระวังเกินไป อาจเป็เพราะเพิ่งเข้ากองทัพ จึงไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในกองทัพฉิน และรู้ข้อมูลทางทหารไม่มากพอ จึงคิดว่าเมืองฝานอู๋จะพ่ายแพ้
หวนอี่นึกไม่ออกเลยว่า เหตุใดหวังเปินจะพ่ายแพ้ที่เมืองฝานอู๋
ภายใต้คำสั่งเร่งรัด กองทัพเริ่มเร่งความเร็วในการเดินทาง เร็วกว่าเมื่อครู่เสียอีก ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความรีบร้อนของหวนอี่ แต่กลับละเลยปัญหาเื่ขวัญกำลังใจของทหารฉินที่ดิ่งลงเหวในขณะนี้
ไป๋จงรู้ว่าเกลี้ยกล่อมไปก็ไม่สำเร็จ จึงได้แต่ติดตามกองทัพมุ่งหน้าต่อไป
"นายกองร้อยไป๋ ข้าเชื่อว่าแม่ทัพหวังเปินจะไม่พ่ายแพ้" หวังหลียังคงมีความเชื่อมั่นในตัวบิดาของตนอย่างเต็มเปี่ยม
"อาจจะเป็เช่นนั้นขอรับ!"
ไป๋จงพยักหน้า มองดูหวังหลีที่เดินนำหน้าไป แล้วหันมากำชับลูกน้องข้างกายอีกครั้งว่า "ประเดี๋ยวหากเกิดการต่อสู้ ต้องติดตามอยู่ข้างกายแม่ทัพหวังให้ดี"
พวกเขากล่าวรับคำและพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ทว่าเดินไปได้ไม่นาน ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นอีกครั้ง
"หลี่มู่มาอีกแล้ว!" ไม่รู้ว่าใครในกองทัพเป็คนะโขึ้นมา
ยังคงเป็ทหารม้าของแคว้นจ้าวที่ไล่ตามมาทันเป็กลุ่มแรก และพุ่งเข้าโจมตีกองหลังของทัพฉิน กองหลังถูกตีจนแตกกระเจิงในทันที
หวนอี่รีบกลับไปบัญชาการรบ ปรับเปลี่ยนกำลังอย่างรวดเร็ว และใช้คนที่คอยระวังหลังสกัดกั้นทหารม้าของหลี่มู่อีกครั้ง
หลังจากนั้น ความเร็วในการเคลื่อนที่ของพวกเขาก็ยิ่งเร็วกว่าเดิม ถึงตอนนี้ หวนอี่ไม่มีทางถอยแล้ว ทำได้เพียงแข่งความเร็วกับทหารม้าของหลี่มู่ เพราะในยามค่ำคืน แม้จะมีคบไฟให้แสงสว่าง แต่ความเร็วในการวิ่งของทหารม้าก็คงไม่เร็วมากนัก
ในขณะที่เร่งเดินทาง หวนอี่ก็สั่งให้คนเตรียมเชือกสะดุดม้าและกับดักต่าง ๆ หวังว่าจะใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อถ่วงเวลาการไล่ล่าของทหารม้าให้ได้มากที่สุด
"นายกองร้อย หากพวกเราเดินต่อไปเช่นนี้ ต่อให้ถึงเมืองเฝยเฉิง ก็คงไม่มีแรงจะตีเมืองแล้วขอรับ" โหวเหวินซานกล่าวด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย
จางหานกล่าวว่า "นายกองร้อยเคยบอกว่า จะมีการต่อสู้อย่างดุเดือด เป็จริงดังว่าจริง ๆ "
ไป๋จงเหลือบมองไปทางด้านหลัง เมื่อเห็นว่าทหารม้ายังไล่ตามมาไม่ทันชั่วคราว จึงกล่าวว่า "พวกเ้าจงพยายามเอาชีวิตรอดให้ได้"
กองทัพเดินทางต่อไปอีกนาน ในที่สุดฟ้าก็สว่าง มองไปแต่ไกล เห็นป้อมปราการเมืองปรากฏขึ้นตรงหน้า นั่นคือเมืองเฝยเฉิงที่หวนอี่โหยหา
"เร็วเข้า!"
"เตรียมตีเมือง"
หวนอี่รู้สึกว่าชัยชนะอยู่แค่เอื้อม แม่ทัพรักษาเมืองของเมืองเฝยเฉิงต้องคิดไม่ถึงแน่ว่าทัพฉินจะละทิ้งเมืองอี๋อัน แล้วบุกมาโจมตีที่นี่อย่างกะทันหัน
ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังจะถึงใต้กำแพงเมืองเฝยเฉิง ในป่าสองข้างทางกลับมีห่าฝนธนูพุ่งออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ลูกธนูพุ่งผ่านราวกับฝูงตั๊กแตน ตกใส่กลางกองทัพฉิน เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากห่าฝนธนูผ่านพ้นไป ในป่าทั้งสองข้างรวมถึงทิศทางของเมืองเฝยเฉิงด้านหน้า ก็มีกองทัพจ้าวจำนวนหลายหมื่นนายเดินออกมา
การวางกำลังซุ่มรอ! ที่นี่ถึงกับมีการวางกำลังซุ่มรอ! บริเวณรอบเมืองเฝยเฉิงจะเป็ไปได้อย่างไรที่จะมีการวางกำลังซุ่มรอ ราวกับว่ากองทัพจ้าวรู้อยู่แล้วว่าทัพฉินจะมาโจมตีเมืองเฝยเฉิง
หวนอี่ใอย่างยิ่ง กำลังจะสั่งให้บุกฝ่าออกไป แต่ด้านหลังกลับมีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น หลี่มู่นำทหารม้าไล่ตามมาทัน และมีทหารราบอีกหลายหมื่นนายตามหลังทหารม้ามาด้วย
กองทัพจ้าวล้อมกองทัพฉินไว้ได้อย่างรวดเร็ว
"แม่ทัพหวน ข้าอยู่ที่นี่ รอท่านมานานแล้ว"
จากทิศทางของเมืองเฝยเฉิง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งควบม้าออกมา พร้อมกับยิ้มให้หวนอี่
"ซือหม่าซ่าง เ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!" หวนอี่ถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ในวินาทีนี้ เขาเริ่มนึกเสียใจ หากยอมฟังคำแนะนำของไป๋จง บางทีอาจจะสลัดหลี่มู่หลุด และกลับถึงเมืองชื่อลี่ไปแล้ว
"แม่ทัพหลี่มู่สั่งให้ข้ารอท่านอยู่ที่นี่ ท่านบอกว่าท่านจะต้องบุกโจมตีเมืองเฝยเฉิงแน่นอน" ซือหม่าซ่างกล่าวพลางชักกระบี่ออกจากฝัก แล้วะโเสียงดังว่า "ฆ่า!"
คนผู้นี้ก็คือซือหม่าซ่าง!
"ซือหม่าซ่างมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?"
ไป๋จงใไม่แพ้หวนอี่ ในศึกเมืองเฝยเฉิงที่เขารู้จัก ซือหม่าซ่างไม่ได้เข้าร่วมรบ แต่ตอนนี้ซือหม่าซ่างอยู่ตรงหน้า และเป็การจัดวางของหลี่มู่ ราวกับเป็การประกาศความพ่ายแพ้ของทัพฉินโดยไม่มีทางแก้ไขได้เลย
นี่มันคือสถานการณ์ทางตันโดยแท้!
"ฆ่า!" หลี่มู่เห็นซือหม่าซ่างเริ่มลงมือ แววตาของเขาก็ฉายแววสังหารอันเย็นเยียบ
กองทัพจ้าวเกือบหนึ่งแสนนาย พุ่งเข้าใส่ทัพฉินหลายหมื่นคนที่เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด โดยมีทหารม้าเป็หน่วยบุกทะลวงเป็กลุ่มแรก...