ตอนที่ 4 บุรุษผู้มาเยือนกลางดึก
รัตติกาลเงียบสงัดไร้เสียงใด แม้แต่จักจั่นบนต้นไม้ยังอยู่ในห้วงความฝัน
“เร็วเข้า จับเ้าหัวขโมยสมควรตายนั่นให้ได้” เสียงะโคำรามด้วยความโมโหทำลายค่ำคืนอันเงียบสงบ เสียงฝีเท้าดังหนวกหูและเสียงะโร้องเรียกแสนวุ่นวายผสานกันจนเป็จังหวะเพลงสั่นะเื ปลุกคนทั้งเรือนให้ตื่นขึ้นมา
ฮวาอิ่งเม่ยลืมตาขึ้น กลิ่นอายของคนแปลกหน้าที่อยู่กลางอากาศทำให้นางตื่นตัว ระหว่างที่พลิกตัวลุกขึ้น มือหนึ่งก็บีบเข้าตรงคอหอยของนางแล้ว
“อยากมีชีวิตอยู่ต่อ ก็อย่าส่งเสียง” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่า ดุจลมเย็นยั่วใจคน ทว่านางไม่สนใจความเ็าในน้ำเสียงนั่น
ชัดเจน หากนางไม่ให้ความร่วมมือ ชายคนนี้ต้องฆ่านางจริงๆ แน่
ต่อให้ชาติที่แล้วนางจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่พอมาอยู่ในร่างที่อ่อนแอเช่นนี้แล้ว นางก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ต้องพยักหน้าตกลง
ความสงบนิ่งของฮวาอิ่งเม่ยสร้างความประหลาดใจให้กับชายหนุ่มเล็กน้อย สตรีที่อยู่ในเรือนอันกว้างใหญ่น้อยนักที่จะได้เจอกับคนที่ใจกล้าเช่นนี้ ดวงตาสีเข้มเหลือบมองนาง แล้วปล่อยมือที่อยู่บนคอนาง
“เ้าทำอะไรกับสาวใช้ของข้า” ฮวาอิ่งเม่ยก้าวถอยเว้นระยะห่างระหว่างคนสองคน แสงสว่างที่มีอยู่น้อยนิดทำให้เห็นชิวเอ๋อร์ที่ล้มอยู่ข้างเตียง แววตาเรียบเฉยเย็นเยือกขึ้นมาฉับพลัน
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว มองข้ามความโกรธในแววตาของฮวาอิ่งเม่ย ตอบกลับ “แค่ให้นางนอนหลับเท่านั้นเอง”
ฮวาอิ่งเม่ยย่อตัวลงตรวจลมหายใจของชิวเอ๋อร์ ถึงได้ยอมเชื่อคำพูดของชายหนุ่ม นางเอามือสอดรอง่เอวของเด็กสาว แล้วอุ้มอีกฝ่ายวางบนเตียง สายลมพัดผ่านร่องประตูทำให้นางต้องกระชับคอเสื้อ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้นางสวมแค่เสื้อชั้นในบางเบาเพียงตัวเดียว
หากคนยุคปัจจุบันใส่ชุดแบบนี้ ก็คงไม่มีอะไรหรอก แต่พอมาอยู่ในยุคที่แค่เห็นเท้าก็ต้องแต่งงานกันเช่นนี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นใกับวัฒนธรรม ฮวาอิ่งเม่ยคว้าเอาเสื้อคลุมที่อยู่เหนือหมอนมาสวม จากนั้นก็ไม่สนใจชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ นั่งลงบนเตียงตามปรกติ
น่าสนใจเสียจริง ชายหนุ่มขบคิดมองสำรวจคนที่นั่งอยู่บนเตียง รวบชายเสื้อขึ้น แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้าง รินน้ำชาให้ตนเองอย่างไม่เกรงใจ
เวลาเดินไปเรื่อยๆ ภายในห้องคับแคบเก่าๆ ชายหนึ่งหญิงหนึ่งต่างฝ่ายต่างเงียบ บรรยากาศระหว่างคนสองคนเข้ากันได้ดีราวกับเป็สหาย
‘ตึงๆๆ!’ เสียงเคาะประตูอย่างเร่งเร้าทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบนี้ลง ฮวาอิ่งเม่ยและชายหนุ่มต่างก็มองไปยังจุดเดียวกัน
“หากไม่อยากถูกพบก็ปลุกสาวใช้ข้าเสีย” ฮวาอิ่งเม่ยลุกขึ้น เอ่ยต่อชายหนุ่มที่ลุกขึ้นยืนเช่นกัน
“หากมีอะไรผิดพลาด ก็ระวังชีวิตของพวกเ้าไว้ได้เลย” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเยือกเย็น จากนั้นแตะลงไปเบาๆ บนลำคอของชิวเอ๋อร์
ฮวาอิ่งเม่ยหลุดขำเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเย้ยอย่างเ็า “ข้าเองก็ไม่อยากแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่ ว่าเป็หญิงร่านแอบนัดชายคนรักกลางดึก หลังจากที่ถูกถอนหมั้นหรอกนะ”
ไม่ใช่แอบซุกซ่อนหัวขโมย แค่เป็การแอบนัดชายคนรัก ฮวาอิ่งเม่ยเชื่อว่า สตรีทั้งหลายในจวนแม่ทัพจะต้องแพร่ข่าวออกไปแบบนั้นเป็แน่
คำพูดของฮวาอิ่งเม่ยทำให้ชายหนุ่มต้องเลิกคิ้วครุ่นคิด ถูกถอนหมั้นงั้นหรือ หรือสตรีที่สงบเยือกเย็นตรงหน้าตนก็คือฮวาอิ่งเม่ยบุตรสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพที่เล่าลือกันว่าเป็คนอ่อนแอไม่เป็ที่เชิดหน้าชูตาอย่างนั้นหรือ
เขาไม่ยักเห็นความอ่อนแอขี้กลัวจากตัวนางเลย เห็นแต่ความหนักแน่นใจเด็ดของนาง ไม่กลัวแม้ต้องเผชิญเื่อันตราย สตรีเช่นนี้แม้แต่บุรุษทั่วไปก็ยังต้องกระดากอายด้วยซ้ำ ที่บอกว่านางไม่เป็ที่เชิดหน้าชูตา ช่างน่าขันเสียจริง! แต่ดูจากสถานที่ที่นางอยู่แล้ว ห้องโกโรโกโสเสียยิ่งกว่าห้องคนใช้ หากมิได้มาเห็นด้วยตาตนเอง เขาก็คงคิดไม่ออกเหมือนกันว่าบุตรสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพอันแสนมีเกียรติจะอาศัยอยู่ในที่แบบนี้
เขารู้ถึงความสกปรกโสมมภายในบ้านของเหล่าตระกูลที่มีอิทธิพลมาโดยตลอด และรู้เป็อย่างดีว่าสตรีที่ภายนอกดูอ่อนแอเ่าั้แท้จริงแล้วชั่วร้ายเสียยิ่งกว่าบุรุษ หากฮวาอิ่งเม่ยไม่แสร้งทำตัวเป็คนขี้ขลาดอ่อนแอ เกรงว่าคงไม่ได้มีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้แล้ว
ชายหนุ่มอดมองนางอย่างชื่นชมไม่ได้ สตรีที่มีไหวพริบรู้จักอดกลั้นเช่นนี้ หากวันใดที่นางได้สยายปีกแกร่งกล้า[1] ดาบเผยคม[2] เช่นนั้นคงเป็จุดเริ่มต้นการท่องแดนนรกของเหล่าคนที่เคยรังแกทำร้ายนางเป็แน่ เชียนหงเยี่ยนเอ๋ยเชียนหงเยี่ยน นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวันที่เ้าคิดผิดเช่นนี้ด้วย ข้าล่ะอยากเห็นวันที่เ้าเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปจริงๆ
เสียงร้องแ่เบาดังมาจากบนเตียง ชิวเอ๋อร์ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง เมื่อได้สติ ก็เกิดความตระหนกจนจะะโร้องออกมา แต่มือหนึ่งก็ได้ประกบปิดปากของนางเอาไว้ “ชิวเอ๋อร์ อย่าร้อง” ฮวาอิ่งเม่ยเอ่ยเสียงเบา
ยามชิวเอ๋อร์หันไปเห็นใบหน้าคุ้นเคย ความกลัวในใจนางก็สงบลง ฮวาอิ่งเม่ยเอามือออก เด็กสาวคว้าดึงแขนเสื้อเ้านายตนอย่างระแวดระวัง เหลือบมองคนด้านข้างด้วยความขลาดกลัว ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “คุณหนู นี่มัน...นี่มัน...”
ฮวาอิ่งเม่ยแตะมือนางตอบกลับ “ตอนนี้เ้าไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ขอแค่เฝ้าประตูห้องเอาไว้ให้ดี อย่าให้ผู้ใดเข้ามาได้ก็พอแล้ว”
“คุณหนู...”
“ชิวเอ๋อร์ หากเ้าไม่สามารถกันคนข้างนอกนั่นได้ ข้าคงต้องแบกรับชื่อเสียงอัปยศที่ถูกกุขึ้นมาไปตลอดชีวิตแน่” ฮวาอิ่งเม่ยรู้ดี สิ่งที่ชิวเอ๋อร์ให้ความสำคัญที่สุดก็คือตน แม้อีกฝ่ายจะกลัว แต่ก็จะฮึกเหิมขึ้นมาได้เพราะนาง
“คุณหนู ชิวเอ๋อร์จะกันพวกเขาเอาไว้เองเ้าค่ะ จะต้องทำให้ได้” ร่างของชิวเอ๋อร์ยังคงสั่นเครือ แต่ความขลาดกลัวในแววตากลับถูกแทนด้วยความหนักแน่นดื้อรั้น
ใครกันที่หวังให้คุณหนูของนางแบกรับความเ็ป ใครกัน อย่าแม้แต่จะคิดเชียว!
ข้าไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น
ชิวเอ๋อร์ปลุกเร้าตัวเองอยู่ในใจครั้งแล้วครั้งเล่า สูดหายใจเข้าลึก ยกมือขึ้นเปิดประตูดัง “แอ๊ด” ประตูห้องที่ปิดอยู่จึงมีร่างเงาอันผอมบางของชิวเอ๋อร์กั้นไว้
เชิงอรรถ
^ สยายปีกแกร่งกล้า หมายถึง มีพลังอำนาจที่มั่นคงแล้ว^ ดาบเผยคม หมายถึง การที่ได้แสดงความสามารถทั้งหมดออกมา