“พรุ่งนี้ซุนหลันน่าจะหาทางส่งข่าวห้องลับสกุลกู้ให้หลิงอ๋อง นางยังมีโอกาสเพราะกู้เฉินถูกลงโทษต่ออีกสองวัน” มู่จ้านขมวดคิ้ว เขาอยากจะจับนางมาสอบสวนด้วยตนเองนัก
มู่โจวส่ายศีรษะ เขาเริ่มประมวลเหตุการณ์ในระยะนี้อย่างรวดเร็ว “กู้เฉินไม่อยู่ในหอบรรพชน ข้าแอบเข้าไปดูแล้ว ที่คนของข้ารายงานมา คนที่แฝงกายไปพร้อมกับขบวนหลงจู๊พวกนั้นน่าจะเป็นกู้เฉิน บางทีทองที่ท่านกับแม่นางซุนหาไม่เจอ อาจจะเป็นเขาที่รับภารกิจเอาไปซ่อน”
“เจ้าหมายถึง?”
“สกุลกู้แสร้งลงโทษกู้เฉิน จากนั้นก็ให้เขาเดินทางออกจากหรงเฉินไปหาที่ซ่อนทอง”
“จริงด้วย ถ้าอย่างนั้นแผนนี้...” มู่จ้านลากเสียงคำท้าย
“ขอรับ น่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่กู้เฉินรู้ตัวว่าจะถูกยัดเยียดแม่นางซุน สกุลกู้จึงซ้อนแผน รับตัวนางไว้และลงโทษกู้เฉิน เช่นนี้จวนอ๋องจึงจะไม่สงสัยว่ากู้เฉินหายตัวไปหลายวัน”
“อืม...เหนือชั้นจริงๆ ข้าไม่คิดเลยว่ากู้เยว่ฉีจะวางหมากได้ดีเช่นนี้”
มู่จ้านมองดูน้องชายตนเองที่ปลอมแปลงใบหน้าโดยมีบาดแผลไฟไหม้บังไว้กว่าครึ่ง “เจ้าเองก็ระวังตัวไว้เถอะ นางฉลาดยิ่งนัก ไม่แน่ว่าอาจจะตลบหลังเจ้าในสักวัน”
“นางไม่เคยเห็นหน้าข้ามาก่อน ซ้ำข้ายังทำถึงขนาดนี้ คงยากที่จะรู้ตัว”
“ก็จริง แต่ข้าก็อดกังวลไม่ได้ ทุกก้าวของกู้เยว่ฉีเหมือนนางรู้ล่วงหน้า นางคงมิใช่พวกที่ฝึกฝนวิชานอกรีตหรอกนะ”
“พี่จ้าน นี่ท่านคิดว่านางเป็นปีศาจหรือขอรับ?”
มู่จ้านยิ้มน้อยๆ “ถ้านางนำพาสกุลกู้หลบภัยจากจวนอ๋องได้ ข้าว่านางก็คงไม่ต่างจากปีศาจนักหรอก”
มู่โจวจุดยิ้ม “นางฉลาด โลภมาก ทะเยอทะยาน เด็ดขาด และใจดำ นิสัยที่ข้ารู้มาพวกนี้ก็เหมาะดีที่นางจะเป็นปีศาจ”
“เหตุใดข้าฟังเหมือนเจ้ากำลังชื่นชมนาง?”
“ข้ารังเกียจนิสัยของนาง แต่ก็ชื่นชมที่นางเก่งเหนือคนขอรับ”
“เจ้ารีบนอนพักเถิด ข้าจะกลับแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะต้องไปตามสตรีแพศยาอีก” พอเอ่ยถึงซุนหลันสีหน้าของมู่จ้านก็เคร่งเครียดขึ้นมาอีก
คนเป็นน้องหัวเราะหึๆ “ฟังดูเหมือนท่านกำลังตามจับภรรยามีชู้เลยนะ”
มู่จ้านสะบัดหน้าพรืด แล้วผลักหน้าต่างออกไปจากห้องพักของน้องชายโดยไม่พูดไม่จา มู่โจวยิ้มน้อยๆ มองตามหลังพี่ชายไป เขาเห็นใจที่มู่จ้านผิดหวังจากซุนหลัน แต่เรื่องนี้เป็นพี่ชายของเขาที่คิดฝันไปเองฝ่ายเดียว จะโทษนางก็ไม่ได้ ทว่าการเป็นนางนกต่อของนางต่างหากที่พวกเขาไม่อาจปล่อยผ่าน
เช้าตรู่วันต่อมา มู่โจวต้องไปคอยดูแลรับใช้กู้เยว่ฉีที่เรือนตั้งแต่เช้า เขาต้องหิ้วน้ำร้อนไปส่งในเรือนของนาง หญิงสาวตื่นในตอนพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ทำความสะอาดร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ระหว่างนั้นเขาต้องรออยู่ข้างนอกเรือนเก็บกวาดเศษใบไม้ตามทางเดินและในสวน
“โจวเซียว เจ้าช่วยไปกวาดถูในห้องทำงานของข้าหน่อย”
มู่โจวนั่งยองๆ อยู่ที่พื้นกำลังเก็บเศษใบไม้พอหันหลังไปก็เห็นกู้เยว่ฉียืนยิ้มน้อยๆ อยู่ด้านหลัง แสงอาทิตย์ยามเช้าอบอุ่นทอประกายอ่อน หญิงสาวร่างอรชรในชุดปักเย็บประณีตสีชมพูอ่อน ปักลวดลายดอกไม้เล็กๆ และผีเสื้อ ผมเกล้าขึ้นประดับด้วยปิ่นหยกมันแพะ ใบหน้าถูกแต่งไว้อย่างอ่อนๆ ทั้งงดงามและอ่อนหวานในที ขนตาของนางหนาเป็นแพปลายงอนขึ้นเล็กน้อย ใจของมู่โจวเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืน ร่างสูงของเขาเลยจากนางราวหนึ่งช่วงศีรษะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยืนอยู่ใกล้นางมาก ใกล้จนยอมรับว่ากู้เยว่ฉีสมกับเป็นบุปผาเมืองหรงเฉิน ความงามของนางนับว่ายากจะหาสตรีเทียบได้
กู้เยว่ฉีถอยหลังไปสามก้าว นางเพิ่งรู้สึกว่าเขาสูงกว่าที่ตนคิด คราวก่อนนางยืนอยู่บนระเบียงทางเดินเมื่อมองลงไปยังมู่โจวที่ยืนอยู่พื้นที่ต่ำกว่าจึงมิได้รู้สึกว่าตัวเขาดูน่าเกรงขาม แต่พอยืนใกล้กับเขามาก นางได้สบตาคมปลาบนั้นใกล้ๆ ก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา กลิ่นอายขุนศึกที่แผ่ออกจากตัวเขาราวกับจะข่มนางให้ตัวเล็กลง ความองอาจและสง่างามเช่นนี้กระทั่งหลิงอ๋องซื่อจื่อก็ยังเทียบกับบุรุษตรงหน้านางมิได้
....สมเป็นหนึ่งในสามขุนพลสกุลมู่ของกองทัพภาคเหนือที่เกรียงไกร...
“ข้ามีตำรากับตู้ที่อยากจะขยับเสียใหม่ เจ้าไปช่วยหวงฟู่กับซีหนิงที”
มู่โจวได้ยินจากเหล่าฟูที่เป็นบ่าวรับใช้ในจวนสกุลกู้มาหลายปีเล่าว่า
‘ห้องทำงานของคุณหนูใหญ่ไม่อนุญาตให้คนรับใช้เข้าไปโดยพลการ หากคุณหนูใหญ่ไม่อยู่ก็จะใส่กุญแจเอาไว้ สาวใช้ที่เข้าไปได้ก็มีแค่หวงฟู่กับซีหนิง ข้าเองยังไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไปเลย’
“ขอรับ คุณหนูใหญ่” ชายหนุ่มนึกลิงโลด เขาคิดจะแอบเข้าไปสำรวจห้องนี้เมื่อวันก่อน ไม่คิดว่าจะโชคดีถูกนางเรียกให้เข้าไปเอง
กู้เยว่ฉีไม่กล้าสบสายตาคมกล้าของมู่โจว นางรีบหันหลังแล้วเดินขึ้นเรือนไป มู่โจวเก็บใบไม้เสร็จก็ตามไปที่ห้องทำงาน พอย่างเท้าเข้าไป เขาก็ตกใจมาก ในห้องทำงานของนาง มีมุมที่พอนั่งได้ก็แค่โต๊ะทำงานเท่านั้น ที่เหลือวางตำราและข้าวของระเกะระกะ
“เหล่าโจว มองอันใดอยู่เล่า? มาช่วยข้าขยับตู้นี้ที” หวงฟู่ทำเสียงดุ
“จะขยับไปที่ใดหรือ?”
“คุณหนูอยากจะจัดเอาตู้มาบังมุมนี้ไว้หน่อยแล้วเอาของพวกนั้นขึ้นมาจัด ส่วนด้านในจะเป็นตู้เก็บตำรา”
ห้องทำงานของกู้เยว่ฉีค่อนข้างกว้าง มีตำราหลากหลายประเภทราวกับเป็นหอสมุดมากกว่าห้องทำงานเสียอีก มู่โจวสรุปได้ในทันทีว่าที่นางฉลาดก็คงเป็นเพราะอ่านตำรามามากนี่เอง
ขุนพลหนุ่มที่ปลอมเป็นบ่าวรับใช้รู้สึกว่าคราวนี้ตนเองอาจจะคิดผิดเพราะหวงฟู่ใช้งานเขาไม่หยุดไม่หย่อน กระทั่งถึงเที่ยงวันกู้เยว่ฉีที่นั่งตรวจบัญชีอยู่โต๊ะใกล้หน้าต่างก็ลุกขึ้น
“ข้าหิวแล้ว พวกเจ้าวางมือสักครู่เถอะ”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
กู้เยว่ฉีจะรับประทานอาหารกลางวันตรงเวลา ดังนั้นห้องครัวจึงจัดอาหารเอาไว้รอ พอนางไปถึงศาลาริมสวนที่อยู่ใกล้ห้องทำงาน อาหารก็ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว นางนั่งลงรอให้สาวใช้อีกคนนำเอาอ่างทองเหลืองใส่น้ำมาวางตรงหน้า หญิงสาวล้างมือแล้วรับผ้าเช็ดมือจากสาวใช้อีกคน
“เจ้าไปยืนเฝ้าคุณหนูในศาลานี้ก่อน ข้าสองคนอิ่มแล้วจะมาเปลี่ยนเวร” หวงฟู่สั่งแล้วก็จูงมือซีหนิงเดินไปทางโรงครัว
มู่โจวยืนอยู่ด้านหลังของกู้เยว่ฉี เขาเองก็เริ่มรู้สึกหิวเพราะเมื่อเช้าผู้ช่วยแม่ครัวตักข้าวต้มให้เพียงครึ่งชาม นั่นเป็นเพราะบาดแผลบนใบหน้าของเขาทำให้นางผู้นั้นนึกรังเกียจจึงเหลือข้าวต้มก้นหม้อไว้ให้เขากินแค่นั้น เสียงท้องของเขาร้องครืดๆ จนกู้เยว่ฉีได้ยิน พอนางดื่มน้ำเช็ดปากก็สั่งสาวใช้
“เจ้าตักข้าวมาอีกชามแล้วเอาตะเกียบมาใหม่มาที”
พอข้าวอีกชามวางลงตรงหน้า กู้เยว่ฉีก็ลุกขึ้น หันไปทางมู่โจว “โจวเซียว เจ้านั่งลงตรงนี้สิ กินเสียให้อิ่มจะได้ทำงานต่อ”
ชายหนุ่มก้มหน้านึกอายที่ตนเองท้องร้องเสียงดังจนนางได้ยิน “ขอรับ คุณหนูใหญ่”
“กินของเหลือจากข้า เจ้าคงไม่ถือหรอกนะ” นางเอ่ยเย้า
“ไม่ขอรับ อาหารเลิศรสทั้งนั้น ขอบคุณคุณหนูใหญ่ที่เมตตา” ชายหนุ่มก้มหน้ากลั้นใจกล่าว ในใจทั้งสงสัยและโมโห ไม่รู้ว่าเห็นใจบ่าวรับใช้อัปลักษณ์อย่างเขาหรือรู้ตัวตนของเขาแล้วอยากจะแกล้งกันแน่?
ชายหนุ่มนั่งลงแล้วก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารจนอิ่มแปล้ ตั้งแต่เขาแฝงกายมาอยู่ในจวนสกุลกู้ ไม่เคยได้กินเต็มอิ่ม ทำให้เซียวเกิงทหารคนสนิทต้องลอบเอาของกินมาให้ในตอนดึก
...เป็นเพราะหน้ากากหนังมนุษย์ที่น่ากลัวนี่แท้ๆ ทำให้สาวใช้ในจวนสกุลกู้ไม่กล้าเข้าใกล้เขา กระทั่งคนในครัวก็ยังกลั่นแกล้ง....
“เจ้าช่างโชคดีจริง มารับใช้คุณหนูใหญ่ไม่กี่วันก็ได้รับอนุญาตให้รับประทานอาหารของคุณหนูได้แล้ว เจ้านับเป็นบ่าวคนแรกเลยนะนี่” สาวใช้ที่ตักข้าวมาให้เมื่อครู่เอ่ยประชด นางรับใช้กู้เยว่ฉีมาหลายปียังไม่เคยได้รับโอกาสเช่นนี้เลย
**************
