ตอนที่ 8 อวี๋ฮูหยิน (1)
อวี๋เจียวนอนราบอย่างผ่อนคลายอยู่บนเบาะรองนอนสีขาวราวกับดอกหลี หลังจากสูดหายใจเข้าลึกอยู่หลายครั้ง นางใช้ศอกทั้งสองข้างดันกับพื้นเอาไว้ ยกหน้าอกขึ้นสูง ศีรษะทิ่มลงกับพื้น...ทางด้านสาวใช้ทั้งสองคนผู้ไม่เข้าใจกับสิ่งนี้ จึงอดคิดไม่ได้ว่าคุณหนูของพวกนางกลายเป็ภูตปลาหลี่[1] กำลังหงายท้องเพราะขาดน้ำ หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วสาวน้อยกำลังฝึกโยคะอยู่
อวี๋เจียวผู้ซึ่งได้รับการปลูกฝังจากพ่อแม่อย่างยิ่งยวดว่า ‘สุขภาพแข็งแรงคือบุญวาสนา’ ชาติที่แล้วจึงฝึกโยคะอยู่เป็แรมปี นางรู้ดีว่าผู้ใหญ่มีวิธีฝึกฝนของผู้ใหญ่ เด็กมีวิธีฝึกฝนของเด็ก เด็กสาวอายุสิบเอ็ดปีเช่นนาง เหมาะสมที่สุดกับการฝึกโยคะเด็ก ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย ปรับสรีระ เสริมบุคลิกภาพ และหากฝึกให้ดียังสามารถเพิ่มความสูงได้อีก ส่วนสูง 168 เิเของนางเมื่อชาติก่อนเป็เครื่องยืนยันได้อย่างดี
จากที่นางคาดคะเนด้วยสายตา พวกเซียงฉี่สองคนนั้นน่าจะสูงประมาณ 158 เิเ เท่าที่จำได้อวี๋ฮูหยินและคนอื่นๆ ก็มีความสูงไม่ต่างจากสาวใช้ทั้งสองของนางมากนัก ถึงตอนนั้นหากนางมีส่วนสูงถึง 168 เิเ ตัวสูงกว่าใครๆ แล้วละก็ ฮึๆๆ…
คุณหนูสี่อวี๋ที่กำลังจินตนาการฝันหวานอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงเปิดประตูแว่วมาจากข้างนอก นางรีบร้อนดึงเบาะรองนอนออกให้เกิดที่ว่าง แล้วจึงวางตัวลงบนเตียงอย่างเงียบกริบ จากนั้นนำเบาะในมือห่มไปบนเท้าทั้งสองข้างด้วยความรวดเร็ว มุดตัวเข้าไปในผ้านวม หันหน้าเข้าด้านใน ทำท่านอนหลับสนิท
เพิ่งจัดท่าเสร็จ ผ้าม่านคลุมเตียงก็ถูกเลิกขึ้น เซียงฉี่ก้มตัวลงแล้วเรียกอย่างแ่เบา “คุณหนู ตื่นเถอะเ้าค่ะ คุณหนู”
“หือ ฟ้าสว่างแล้วหรือ” อวี๋เจียวผู้ซึ่งไม่มีอาการงัวเงียและกำลังหายใจเหนื่อยหอบได้แต่หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งพร้อมหันหน้ากลับมา พลางคิดในใจว่าร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเสียจริง ฝึกไปเพียงท่าสองท่าก็เหนื่อยจนหอบได้ถึงขนาดนี้
“ยังเ้าค่ะ” เซียงฉี่รีบเร่งแขวนผ้าม่านเตียงไว้กับตะขอทองแดง แล้วหันไปเตรียมชุมคลุมยาวสีฟ้าอ่อนปักลายเรียบง่ายให้กับคุณหนูของตน ทำอย่างไรได้เล่า วันนี้คุณหนูต้องเข้าพบฮูหยิน อี๋เหนียงเพิ่งจากไปยังต้องไว้ทุกข์ แต่ตอนไปพบฮูหยินแต่งชุดสีทึบเกินไปอาจทำให้ท่านไม่พอใจได้ หวังว่าแต่งกายเช่นนี้จะผ่านด่านของฮูหยินไปได้
เมื่อเห็นเซียงฉี่ทำหน้าตาเคร่งเครียด มือที่ถือชุดไว้นั้นสั่นเทา อวี๋เจียวที่ในใจพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้จึงไม่ได้ถามไถ่อะไรมากมาย รอจนสาวใช้ทั้งสองเปลี่ยนชุดให้นางและล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อย พอถูกเซียงป่ายพาไปนั่งด้านหน้าโต๊ะเครื่องแป้งเตรียมจะหวีผม นางถึงได้ถามขึ้นมาว่า “วันนี้ให้ตื่นเช้าขนาดนี้ มีเื่อะไรหรือ”
เมื่อเห็นใบหน้าอันไร้เดียงสาของคุณหนูในกระจก มือที่สาละวนอยู่ของเซียงป่ายพลันหยุดนิ่งในทันใด นางพูดพลางแย้มยิ้มว่า “ดูสิ บ่าวดีใจจนลืมบอกกับคุณหนูไปเลยเ้าค่ะ พี่อิงอิงสาวใช้ของฮูหยินเพิ่งจะมาส่งข่าว บอกว่าฮูหยินรู้เื่ที่คุณหนูล้มป่วยจึงอยากเจอคุณหนูสักหน่อย อีกเดี๋ยวพอพวกเราไปถึงแล้ว คุณหนูต้องคำนับขอบคุณฮูหยินด้วยนะเ้าคะ”
อวี๋เจียวได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ทอดถอนใจ พลางคิดในใจว่าทุกวันนี้จะทำสิ่งใดล้วนไม่ง่ายเลย เป็สาวใช้ก็ต้องเรียนรู้จิตวิทยาให้ดี หากเป็อวี๋เจียวเด็กหญิงผู้ไร้เดียงสาได้ยินคำพูดนี้เข้า ก็คงจะเข้าใจว่าอวี๋ฮูหยินเป็ห่วงสุขภาพร่างกายของนางจริงๆ จนสามารถคลายความกังวลและเกิดความซาบซึ้งในความปรารถนาดีที่ฮูหยินมีต่อนาง แต่ปัญหาอยู่ที่นางไม่ใช่เ้าของร่างที่อ่อนต่อโลกผู้นั้น นางรู้แน่ชัดในจิตใจ นี่ต้องเป็ผลจากการออกหน้าช่วยเหลือของพี่รอง ดังนั้นอวี๋ฮูหยินจึงไม่อาจมองเห็นนางเป็เพียงอากาศได้อีกต่อไป ส่วนผลลัพธ์ของการไม่ถูกมองเป็อากาศหรือ โธ่ รถวิ่งถึงหน้าูเาต้องเจอทางไปต่อแน่นอน[2] เดินทีละก้าว แล้วค่อยดูสถานการณ์ไปทีละก้าวแล้วกัน
เมื่อทิ้งความกังวลที่ไร้ประโยชน์ไป อวี๋เจียวที่ไม่กล้าขยับตัวเพราะกำลังถูกหวีผมอยู่นั้น เหล่ตามองเซียงฉี่ที่กำลังลังเลว่าควรทาชาดให้นางหรือไม่ พลางถามว่า “พวกเราจะกินอาหารเช้าพร้อมกับท่านแม่หรือ” เื่บางอย่างในนิยายก็ไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด อย่างไรก็ควรถามให้ชัดเจนเสียก่อน เพื่อเตรียมใจเอาไว้บ้าง
เชิงอรรถ
^ ปลาหลี่ คือ ปลาคาร์ป^ เป็นสุภาษิตจีน หมายถึง ทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ