คมฉณัฐนั่งมองภรรยา เห็นหล่อนเดินวนครุ่นคิดจนเขาเริ่มเวียนหัวมิลันดาประติดประต่อเื่ราวของเพื่อน ปกติรมย์รวัตรเป็คนร่าเริงไม่ค่อยแสดงท่าทีทุกข์ร้อนเท่าใดนักพอเจอเหตุการณ์เช่นนี้ถึงรู้ว่าไม่ใช่แค่หล่อนที่มีเื่ทุกข์ใจเท่านั้นหล่อนต่างหากไม่เคยสังเกตเพื่อนเอาแต่คิดเื่ตนเอง อยากตีตัวเองนัก
“น้องมิครับเป็อะไรไปครับเดินวนไปวนมาแบบนี้พี่เห็นแล้วเวียนหัวแทนนะครับ”
“มิกำลังใช้ความคิดค่ะพี่คม”
คนตัวใหญ่พ่นลมหายใจคว้าข้อมือหญิงสาวแล้วกระตุกเบาๆ ร่างบางเซลงบนตักเขาอย่างง่ายดาย
“ว้าย!” หญิงสาวร้องเอี้ยวตัวดันแผงอก แต่คมฉณัฐกลับกอดรัดไม่ปล่อย
“นั่งนิ่งๆถ้ามิคิดไม่ออกก็บอกพี่ได้นะ พี่จะได้ช่วยคิด” ใบหน้าก้มลงมาชิดใบหูกระซิบเสียงเบาคนฟังขนลุกเกรียว
“เข้าใจแล้วค่ะแต่พี่คมปล่อยมิก่อนสิคะ”
แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยหญิงสาวให้เป็อิสระเมื่อกลิ่นหมอละมุ่น เนื้อตัวนุ่มนิ่มทำให้เขาไม่อยากคลายอ้อมกอด
“นั่งอยู่แบบนี้ไม่ได้เหรอพี่อยากกอดมิอยู่แบบนี้” คนเ้าเล่ห์ยิ้มออกมา มิลันดาค้อนวงใหญ่
อยากให้คนในอ้อมแขนรับรู้หัวใจบ้างทุกการกระทำมันคือความรู้สึกแท้จริงที่มีให้ เขาไม่้าให้งานแต่งงานในครั้งนี้เป็เพียงแค่เื่หลอกลวงระหว่างเราถ้ามันกลับกลายเป็จริงได้คงดี เขาไม่มีทางหย่าเด็ดขาดจนกว่าหล่อนจะเอ่ยปากออกมาเอง
“พี่คมคะทำไมชอบฉวยโอกาสกับมิจังเลย” หล่อนบ่นเขาพยายามแกะมือออก
“ก็มิอยากน่ารักทำไมล่ะ”
ดาวเรืองถือขนมในมือตั้งใจเอามาให้บุตรสาวถึงแม้ว่าเื่ราวของรมย์รวัตรทำให้งานกร่อยสักหน่อย แต่ยังไงวันนี้ครอบครัวมาเที่ยวร่วมกันอย่างมีความสุขในรอบหลายปีสองเท้าหยุดอยู่หน้าประตูมือจับลูกบิดเปิดเข้าไปทันทีดาวเรืองยิ้มกว้างออกมาทันทีกับภาพที่เห็นตรงหน้า คมฉณัฐรีบคลายอ้อมแขน ร่างบางลุกพรวดผิวแก้มแดงปลั่ง
“แม่ขอโทษนะจ๊ะพ่อคมแม่เอาขนมมาให้เดี๋ยวแม่จะไปแล้ว” ดาวเรืองขยิบตาแล้วเดินมาถึงประตูปิดให้พร้อมสรรพ
หลังแยกจากรมย์รวัตร ลักษิณียังนั่งอยู่ตรงที่เดิมมองผ่านความมืด ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งอยู่เนืองๆ พรหมเมศร์มองหญิงสาวจากด้านหลังเไม่กล้าพอเข้าไป วันนี้ตนทำความผิดอย่างไม่น่าให้อภัย เหตุเพราะอดีตจำฝังใจจากเื่แม่จนลืมตระหนักไปว่า ลักษิณี...ไม่ได้มีความผิดอะไร สองเท้าก้าวเข้าใกล้เสียงฝีเท้าทำให้หล่อนหันมองเมื่อพบว่าใครด้วยความใร่างบางลุกพรวดตั้งท่าเดินหนี
“ผมไม่ได้มาทำอะไรคุณผมขอโทษกับเื่ทั้งหมดนะครับ!” พรหมเมศร์โพลงออกมาเพราะเกรงหล่อนเดินหนีไปเสียก่อน
ลักษิณีเหลือบมองใบหน้าเขาบัดนี้ไม่มีร่องรอยของความเกรี้ยวกราด มีเพียงแต่สีหน้าแสดงความเสียใจที่ได้ทำผิดกับหล่อนไว้
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะฉันไม่ถือสาอะไร ตอนนั้นคุณคงหน้ามืด แต่อย่าทำอีกนะคะ” ลักษิณีบอก
พรหมเมศร์ใจชื้นลักษิณีเป็คนดี หล่อนแสดงท่าทีเป็มิตร แต่ตนกลับทำเื่ไม่ดี
“ขอบคุณนะครับที่ให้อภัยผมผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” เขายังคงย้ำคำเดิม แววตาสำนึกผิด
“เข้าใจแล้วล่ะค่ะเลิกทำหน้าแบบนั้นเถอะคะ ฉันไม่ได้โกรธคุณจริงๆ”
พรหมเมศร์ยิ้มกว้างแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ลักษิณีเหลือบมองตัดสินใจหย่อนกายลงเคียงข้าง ทั้งสองต่างนิ่งเงียบอยู่เพราะไม่รู้จะพูดอะไรเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา มันเลวร้ายสำหรับหล่อนไม่น้อย แต่ตัวหมอพรหมเองก็น่าสงสาร
“ผมมักเห็นแม่ร้องไห้เพราะคิดถึงพ่อเสมอ” น้ำเสียงเศร้าเอ่ยออกมาลอยๆ
ลักษิณีหันหน้ามองเขาและรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเขาถึงได้มาบอกเื่นี้กับหล่อน
“ผมพยายามหลายครั้งเพื่อให้แม่ยืนอยู่ได้โดยไม่มีพ่อผมทำทุกอย่าง แต่แม่ก็ยังดิ้นรน ไปหาเขา ให้เขาทำร้ายดูถูกเหยียดหยามราวกับไม่ใช่คนผมเกลียด! ท่าทางของแม่ที่เป็แบบนั้น! ร้องไห้ให้กับผู้ชายคนหนึ่ง มีชีวิตอยู่ไม่ได้เมื่อไม่มีเขาผมเกลียดมันจริงๆ มันน่าสมเพชที่สุด!” พรหมเมศร์ระบายขอบตาแดงก่ำ
คนฟังพอเข้าใจลางๆแล้ว ทำไมหมอพรหมถึงกระทำต่อหล่อนแบบนั้น สาเหตุมาจากมารดาที่รักผู้ชายคนหนึ่งจนไม่สามารถตัดใจและลุกขึ้นยืนทำเพื่อลูกได้นั้นเองสิ่งนั้นเลยทำให้เป็ปมในใจของเขา
“ไม่นานแม่ผมก็ตายผมต้องไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า คุณรู้ไหมผมต้องทนทุกอย่าง ต้องดิ้นรน ทั้งๆที่ผมเองมีพ่อ แต่ทำไมผมต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเขาคนที่ได้ชื่อว่าพ่อของผมเอง”
หล่อนมองเห็นเขาสะอื้นออกมาอย่างหนักจึงตบไหล่เบาๆ เพื่อเป็การปลอบโยน รมย์รวัตรยืนมองน้องชายต่างมารดาความผิดทั้งหมดคงเป็เพราะเขาเอง เื่ทั้งหมดมีตัวเขาเองเป็ต้นเหตุหากพรหมเมศร์จะโกรธใครก็คงต้องเป็เขา
“คุณเป็คนดีนะครับคุณณี ผมไม่อยากให้คุณเป็เหมือนกับแม่ของผม อย่าร้องไห้เพื่อเขาอีกเลยนะครับ” ดวงตาเรียวคมช้อนมองทั้งน้ำตา
ลักษิณียิ้มออกมาใช่... ถึงแม้ว่าหล่อนเสียใจกับหลายๆ ครั้งที่เขามักทำอะไรโดยไม่เคยสนใจความรู้สึกเลย แต่สำหรับหล่อนแล้วไม่เคยคิดทอดอาลัยเพียงเพราะผู้ชายคนหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกนะคะหมอพรหมถึงแม้ว่าฉันจะร้องไห้ออกมา แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยืนไม่ได้หากไม่มีเขา” ตอบออกมาจากความรู้สึกทั้งหมด หล่อนคิดเช่นนั้นจริงๆ
พรหมเมศร์เหลือบมองหล่อนในหัวพลันคิดถึงพี่ชายไม่เข้าใจทั้งๆ ที่ดีขนาดนี้ ทำไมพี่ชายถึงได้มองผู้หญิงที่แต่งงานไปแล้วหากไม่้า เหตุใดต้องให้ความหวังกับหล่อนด้วย ล้อเล่นกับหัวใจคน มันรู้สึกขัดใจกับเื่นี้จริงๆ
“ผมจะกลับกรุงเทพก่อนนะครับคุณณี” พรหมเมศร์บอก
“อ้าว!ทำไมล่ะคะ อุตส่าห์มาเที่ยว”
“งานคงจะกร่อยเพราะผมแล้วล่ะครับอีกอย่าง... ผมรู้สึกอาย ที่ทำตัวแย่ๆ”
พยาบาลสาวยิ้มให้เขาความจริงหมอพรหมเองไม่ใช่คนเลวร้ายเลยสักนิด ถ้าตัดเื่เ้าคิดเ้าแค้นออกไป เขาเป็คนน่ารักคนหนึ่งเลยทีเดียว
“ค่ะเดินทางดีๆ นะคะ”
“ครับงั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
ชายหนุ่มสาวเท้าเดินกลับมาที่ห้องหลังจากพูดคุยกับลักษิณีแล้วเขาเองไม่อยากไปพบพี่ชายต่างมารดาเท่าใดนัก แต่คงต้องเผชิญหน้ากันอยู่ดีพรหมเมศร์เดินมาหน้าห้องเห็นพี่ชายกำลังยืนพิงกำแพงและมองมาทางเขา พรหมเมศร์ถอนหายใจเฮือกหนึ่งตั้งใจเดินผ่านพี่ชายโดยไม่สนใจ
หมับ!
ท่อนแขนถูกคว้าไว้
“ฉันมีเื่จะพูดด้วยพรหม”
“แต่ฉันไม่มีอะไรจะพูด!” ชายหนุ่มสะบัดท่อนแขนทันที
พรหมเมศร์หันหลังเดินเข้าห้องตอนนี้ไม่อยากคุยอะไร เขาไม่สามารถพูดคุยกับคนที่ทำให้เขากับแม่ต้องมารับชะตากรรมที่น่าอดสู
“เื่ทุกอย่างเป็เพราะฉันฉันผิดเอง ถ้าแกจะโกรธก็โกรธฉันอย่าไปลงที่พ่อ!” ชายหนุ่มะโลั่น
“อย่ามาพูดจาพล่อยๆไม่มีประโยชน์ที่จะมาพูดอะไรตอนนี้!” กรามขบเป็สันนูนหันมาเผชิญหน้าแล้วตอกกลับเสียงดังไม่แพ้กัน
“แม่ฉันเป็คนใส่ร้ายแม่ของแกว่ามีชู้! ทำให้พ่อไล่แม่แกออกจากบ้านและบอกว่าแกเป็ลูกชู้พรหม!”
คำพูดนี้ทำให้พรหมเมศร์ถึงกับสะอึกมือหนากำแน่นลมหายใจแรงขึ้นด้วยโทสะ ร่างกายสั่นสะท้าน
“แก!”
ตรงเข้ากระชากคอเสื้อพี่ชายเพื่อจะชกกลับง้างค้างไว้ไม่ยอมลงมือ มองดูหน้าพี่ชายแล้วค่อยๆ ปล่อยมือจากเสื้อขบกรามข่มอารมณ์ หันหลังไม่มองหน้า
“พอเถอะอย่ามาพูดอะไรแบบนี้ที่นี่เลย ฉันไม่้าจะฟัง!” เสียงสั่นเครือบอกไปแล้วถอยหลังเดินจากมา
ทุกคนมามุงดูมิลันดามองเพื่อนด้วยความสงสาร ความจริงเป็เช่นนี้เองหรือ แล้วควรเห็นใจใครดีหล่อนช้อนสายตามองสามี คมฉณัฐบีบไหล่แล้วส่ายหน้าเพื่อบ่งบอกไม่ให้เข้าไปยุ่งเื่นี้พี่น้องควรจัดการเคลียร์กันให้เข้าใจ ลักษิณีมองทั้งสองแล้วถอนหายใจดูท่าหมอพรหมคงไม่ยอมรับหมอวัตรง่ายๆ
พรหมเมศร์ขนกระเป๋าออกมาจากห้องพักแล้วเดินทางกลับลักษิณียืนส่งเขา
“มันไม่มีทางจริงๆเหรอคะ” หล่อนถามเสียงแ่
เขาช้อนสายตามอง“ผมไม่อยากตอบอะไรตอนนี้ ผมขอเวลาสักหน่อยนะครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ”หล่อนยิ้มให้กำลังใจ
มิลันดาปรึกษาครอบครัวในวันรุ่งขึ้น่เย็นจึงเดินทางกลับ กลับมาจากการท่องเที่ยวทะเลมีเื่เกิดขึ้นมากมายจนเแทบตั้งรับไม่ทัน เขาจำต้องหาทางให้พรหมไปพบพ่อซึ่งกำลังป่วยหนักให้ได้รมย์รวัตรไปหาน้องชายต่างมารดาถึงแผนก
“ไปพบพ่อหน่อยเถอะพรหม” รมย์รวัตรพยายามอ้อนวอน
“ไม่!ฉันไม่้าเห็นหน้าเขา อยู่แบบไม่รู้จักกันน่ะดีแล้ว!” แววตาเ็ปสบเข้ากับพี่ชายรมย์รวัตรรับรู้ น้องคงทรมานกับเื่ในครั้งนั้นมากแค่ไหน
รมย์รวัตรถอนใจเฮือกใหญ่เดินออกจากแผนกหลุบตามองพื้นตลอดเส้นทางจนไม่เห็นใครจังหวะนั้นจึงสวนทางกับลักษิณีเข้าพอดี ร่างบางเดินตามเขาไปเงียบๆรมย์รวัตรนั่งเหม่ออยู่คนเดียวในที่ประจำ พยาบาลสาวยื่นแก้วกาแฟให้ แต่รมย์รวัตรมองไม่เห็นเลยถูกแตะลงบนแก้ม เขาสะดุ้งเมื่อรับรู้ถึงความเย็น
“คิดมากอยู่เหรอคะมีอะไรให้ณีช่วยไหม”
รมย์รวัตรช้อนสายตามองไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่ที่ชีวิตเขามีผู้หญิงคนนี้เข้ามานั่งเคียงข้างเสมอและทุกครั้งมักมีกาแฟที่เขาชอบยื่นมาให้ เวลาทุกข์ใจมักมีหล่อนคอยปลอบชายหนุ่มรับแก้วกาแฟแล้วยิ้มให้กับคนให้ รู้สึกอุ่นใจยามได้ใกล้ชิด
“ผมไปคุยกับพรหมมาครับแต่ว่าพรหมไม่ยอมไปพบพ่อ ผมอยากให้เขาได้พบพ่อ พ่อคงอยู่ได้อีกไม่นานผมไม่อยากให้ท่านจากไปโดยที่ยังไม่ได้ขอโทษน้องชาย” เสียงเครียดบอกออกมา
ลักษิณีมองเขาดูท่าทางเหมือนคนกำลังแบกโลกไว้ เวลานี้หล่อนกับรู้สึกทุกข์ใจไปด้วย อยากช่วยเหลือให้คลายกังวล
“ณีจะช่วยหมอวัตรนะคะ”
“คุณจะช่วยยังไงครับผมกลัวว่าเขาจะไม่ยอมรับฟังใครมากกว่า”
“ไม่เป็ไรหรอกคะถ้าหากเขาจะไม่รับฟังณี อย่างน้อยก็ได้ทำเพื่อคุณ...”หล่อนตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด เพราะในหัวใจมีเขาอย่างเต็มเปี่ยม
หลังจากคุยกับรมย์รวัตรเสร็จหญิงสาวตัดสินใจตามหาคนต้นเหตุ ถึงแผนกร่างบางสาวเท้าเข้ามาเห็นเขากำลังนั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หลับตานิ่งอยู่คนเดียว ลักษิณีมองเขาก่อนพยายามปลุก
“หมอพรหมคะ” หญิงสาวเรียกเขา ส่งผลให้คนหลับลืมตาขึ้นมา
พรหมเมศร์ขยับกายนั่งท่าปกติลักษิณีชวนเขาออกมาที่สวนสาธารณะ พรหมเมศร์นิ่งเงียบ เขาพอรู้ว่าหล่อน้าอะไรและเขาไม่้าจะฟังมัน
“ถ้าคุณจะมาคุยกับผมเื่พ่อล่ะก็ผมขอร้องอย่าพูดเลยผมไม่อยากจะฟัง!” พรหมเมศร์ตัดบททันที
หล่อนยิ้มออกมายังไงเสียก็รับปากว่าจะช่วยแล้วยอมตัดใจง่ายๆ ได้อย่างไรกัน
“ไปพบพ่อเถอะนะคะหากท่านจากคุณไป คุณจะมาเสียใจในภายหลัง” หญิงสาวพยายามโน้มน้าวเขา
“ผมขอร้องครับคุณณีผมเ็ปกับเื่นี้มามาก คุณอย่าเข้ามายุ่งเื่นี้เลยผมไม่้าพบเขา!”
“คุณไม่ดีใจเหรอคะหมอพรหมที่คุณยังมีพ่อ ถ้าหากเป็ฉัน ฉันคงดีใจมากเลยนะคะ” เสียงเศร้าสั่นเครือเอ่ยออกมา
“พอเถอะครับคุณณีเลิกทำอะไรเพื่อเขาเสียที ผมไม่อยากเห็นคุณเป็แบบนี้เลย!”เขาเริ่มหงุดหงิดที่เห็นลักษิณี ทำเพื่อพี่ชายอีกแล้ว
“ณีไม่ได้ทำเพื่อหมอวัตรหรอกนะคะแต่ณีทำเพื่อคุณ ณีเสียดายแทนถ้าเป็ณี ณีจะรีบไปพบท่านค่ะ ณีเองก็เป็เด็กกำพร้าณียังไม่รู้เลยนะคะว่าใครพ่อแม่ของณีณีเติบโตมาโดยที่ยายใจดีคนหนึ่งเก็บมาเลี้ยงเท่านั้นเองค่ะคุณมีโอกาสแล้วอย่าได้ปล่อยมันไปเลยนะคะ อย่างน้อยให้คุณพ่อได้ขอโทษคุณเถอะค่ะ”
ลักษิณียิ้มเศร้าๆพรหมเมศร์เหลือบมองหญิง แววตาหล่อนบ่งบอกให้รู้ว่าสิ่งที่พูดมาคือความจริงเขาครุ่นคิดถึงคำพูด หากพ่อจากไป เขาเสียใจหรือไม่
“ก็ได้ครับ”เขาตอบตกลง
“ขอบคุณมากนะคะที่เชื่อ...” ยังไม่ทันได้พูดจบ
อาการคลื่นไส้เขามาแทรกระหว่างบทสนทนาหญิงสาวรีบหันหน้าหนี ลุกยืนวิ่งไปใต้ต้นไม้โกงคออาเจียนพรหมเมศร์รีบเดินไปลูบแผ่นหลังให้สังเกตด้วยความแปลกใจอาการที่เขากำลังเห็นถ้าไม่เป็โรคกระเพาะก็มีเื่เดียวเท่านั้น