อันที่จริงแล้วตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาแทบจะไม่าเ็เลยด้วยซ้ำนอกจากตอนที่ต่อสู้กับตงฟางเทียนเว่ยเมิ่งก็ไม่ได้เจออะไรที่เป็อันตรายเลยแม้แต่น้อยเกราะลมปราณที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาในแผ่นดินนี้มันคงมี‘คน’ไม่ถึงสิบคนที่สามารถโจมตีเข้าเกราะลมปราณของเขาได้นี่ยังไม่ได้พูดถึงร่างเต๋าห้าธาตุที่เขาฝึกฝน เรียกได้ว่าในแผ่นดินนี้คงไม่มีกี่สิ่งที่สามารถทำอันตรายให้กับเว่ยเมิ่งได้
ทว่า.....ถึงแม้จะไม่ได้าเ็อะไรแต่การถูกซัดลอยไปชนต้นไม้หรือสิ่งต่างๆบ่อยๆก็ชวนทำเอาเว่ยเมิ่งคิ้วกระตุกเหมือนกัน
“ชิข้าว่าข้าควรเลิกนิสัยปล่อยให้อะไรๆมันมาโดนตัวข้าซักทีดีกว่า”เว่ยเมิ่งบ่นกับนิสัยย้อนแย้งของตัวเอง ทั้งๆที่รู้ว่าจะมีคนโจมตีเข้ามาแต่ก็ี้เีที่จะหลบเพราะรมั่นใจว่าไม่เป็อะไรแน่นอนแต่พอโดนซัดปลิวไปไกลจริงๆก็มานั่งหัวเสียเพราะเวียนหัวกับตัวเลอะ
“หัวหน้า!” เหล่าชายชุดดำที่เหลือะโอย่างใร่างของหัวหน้าพวกมันลอยหมุนค้างอยู่กลางอากาศ อีกทั้งจอมคลั่งยังถูกสังหารโดยที่พวกมันไม่รู้ตัวไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้าพวกมันมีฝีมือล้ำหน้าพวกมันไปมาก
ไม่ต้องเอ่ยให้สัญญาณใดๆพวกมันรีบกระจายตัวหนีกันไปคนละทิศทางทันทีเว่ยเมิ่งหันซ้ายหันขวาเกาหัว “นี่ๆข้าไม่อยากมาเล่นวิ่งไล่จับกับพวกเ้าน่ะ!”
“ตาย!” หนึ่งในเหล่าชายชุดดำที่เหลือยังมีคนที่ไม่ถอยหนีหากฟังจากเสียงที่ดูเป็เอกลักษณ์ไม่หญิงไม่ชาย นี่คือคนที่ถูกเรียกว่าพิษทองพิษทองแผดร้องเสียงดัง ในมือของมันถือไว้ด้วยเข็มสีทองยาวหลายเล่ม
เข็มสีทองหลายสิบเล่มถูกซัดออกมาประกายสีทองที่หากสังเกตดีๆตรงปลายเข็มจะมีสีม่วงเล็กฉาบไว้อยู่
เค้ง!เค้ง! เค้ง!....
น่าเสียดายที่โชคไม่ได้เข้าข้างพิษทองเข็มฉาบยาพิษอันเป็ท่าไม้ตายของตนไม่สามารถทะลวงการป้องกันเกราะลมปราณของเว่ยเมิ่งได้เลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามพิษทองไม่ได้ยอมแพ้มือหนึ่งลวงหยิบมีดสีทองที่มีลวดลายแปลกๆออกมา ร่างของพิษทองคล้ายะเิพลังทั้งหมดกลิ่นอายของยอดฝีมือระดับเจ็ดขั้นสุดยอดะเิออกมา คมมีดสีทองพุ่งไปอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่ปาฏิหาริย์ไม่ได้เกิดขึ้นเว่ยเมิ่งใช้มือหนึ่งจับคมมีดอย่างง่ายๆ พลังที่ะเิออกมาของพิษทองถูกลมปราณของเว่ยเมิ่งสะกดข่มหมดจนไม่มีเหลือร่างของพิษทองถูกหยุดอย่างกะทันหันแต่มันก็ไม่ยอมแพ้มืออีกข้างโจมตีไปทางเว่ยเมิ่งด้วยท่ากรงเล็บ
แต่เว่ยเมิ่งกลับเร็วกว่ามือหนึ่งพุ่งจับลำคอของพิษทองแรงบีบของเขาถึงกับทำให้พิษทองไม่สามารถขยับตัวได้
“อัก!” สีหน้าของพิษทองเริ่มซีดขาวเพราะขาดอากาศหายใจดวงตาของมันคล้ายกลอกกลิ้งอย่างทุลนทุลาย
“ถ้าข้าถามคำถามเ้าจะตอบหรือเปล่า?” เว่ยเมิ่งยกร่างของพิษทองขึ้นสูง ชายหนุ่มถามยิ้มๆกับร่างที่กำลังจะขาดอาการหายใจ
“ดะได้โปรด” พิษทองเอ่ยคำพูกอย่างยากลำบาก
“พวกเ้าเป็ใคร”
“ยะอย่าฆ่าข้า..”
“นายท่านที่พวกเ้าพูดถึงเป็ผู้ที่สร้างผีดิบนั้นใช่หรือไม่?”
“ข้า-”ก่อนที่พิษทองจะได้พูดอะไร ใบหน้าของมันคล้ายมีบางสิ่งที่คล้ายกำลังเคลื่อนไหวอยู่พิษทองตาเหลือกน้ำลายค่อยๆไหลออกมาจากปาก สิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในใบหน้าผุดออกมาเป็หนอนสีดำที่ชุ่มด้วยเื ดูท่าหนอนสีดำนี่คงเป็นายท่านของพวกมันใส่เข้าไปป้องกันไม่ให้คนเหล่านี่เอ่ยอะไรที่ไม่จำเป็
“กร๊าซ!”
หนอนสีดำดันตัวเองออกมาจากหน้าผากของพิษทองที่ตายไปแล้วหนอนสีดำพุ่งไปที่ใบหน้าของเว่ยเมิ่ง แน่นอนว่าไม่ทันที่มันจะได้ััเกราะลมปราณของเว่ยเมิ่งหมัดล้วนๆของเว่ยเมิ่งต่อยออกไปส่งหนอนปรสิตลอยขึ้นไปยังท้องฟ้า......
“แหวะ”เว่ยเมิ่งเบ้ปาก ชายหนุ่มเหลือบมองไปที่ยังศพของเหล่าชายชุดดำพลางส่ายหัว “ช่างมันละกันไว้ถ้าเจออีกค่อยเค้นถาม” เว่ยเมิ่งเดินไปเก็บตำราที่ยังไม่ได้อ่านก่อนจะจากลาชายหนุ่มหันไปมองร่างไร้ลมหายใจของชายชราที่คุกเข่าอยู่หน้ากองทราย
ดวงตาของเว่ยเมิ่งแวบด้วยประกายความคิดบ้างอย่าง“เอาเถอะ...ถือซะว่าเป็ของแถม ท่านไม่ต้องนึกเป็บุญคุณหรอก” เว่ยเมิ่งโคจรลมปราณไปที่เท้าเสียงอากาศะเิออกเมื่อเว่ยเมิ่งะโขึ้นสูงไปยังท้องฟ้า เว่ยเมิ่งหมุนตัวกลางท้องฟ้าสองสามที
บูรพาแห่ง์นั้นคือตัวเรา....
ร่างของเว่ยเมิ่งถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงราวกับเป็ดวงตะวันที่ขึ้นทางบูรพาดวงตะวันเพลิงตกลงกลางผืนป่า เผาผลาญทุกอย่างที่อยู่ในนั้นรวมถึงร่างของชายชราและกองทรายเปลวเพลิงแห่งดวงตะวันคล้ายเป็การสวดส่งดวงิญญาของผู้ที่ตกเป็เหยื่อของความชั่วร้าย
ป่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายลุกโชนด้วยเปลวเพลิงเปลวเพลิงไปไม่ได้ลามไปยังที่อื่นๆหากแต่เผาไหม้อยู่เพียงบริเวณเดียว เว่ยเมิ่งค่อยๆเดินออกมาจากเปลวเพลิงอย่างช้าๆที่ไหล่ของเขานั่งไว้ด้วยหยางหยางตัวเดิมที่เพิ่มเติมคือปีกที่เคยมีเหลืองแซมสีฟ้าตอนนี้เปลี่ยนเป็ดำสนิทและมีลวดลายสีฟ้าลากไปมา
เว่ยเมิ่งใช้นิ้วเขี่ยเล่นกับหยางหยาง“เกิดมาข้าก็เพิ่งเคยเห็นผีเสื้อย่างก็วันนี้แหละ”หยางหยางรีบบินประท้วงเหมือนบอกว่าข้าไม่ได้กลายเป็สีดำเพราะถูกไฟเผาเอานะ!
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆหนึ่งชายหนุ่มหนึ่งผีเสื้อออกเดินทางไปด้วยกันอีกครั้ง
ในสถานที่แห่งหนึ่งคล้ายกับสถานที่กระทำการอะไรบ้างอย่างชายชราคนหนึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ไม้ เบื้องหน้าของชายชรามีเหล่าชายชุดดำที่เคยเผชิญหน้ากับเว่ยเมิ่งกำลังคุกเข่าอยู่ด้วยความหวาดกลัวและสั่นเทา
“งั้น....ก็เหลือรอดมาแค่พวกเ้า?” เสียงแก่ชราที่ฟังดูอบอุ่นดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเชียบ
“...ขอรับนายท่าน”หนึ่งในชายชุดดำเอ่ยตอบโดยพยายามไม่ให้เสียงสั่น
“น่าสนใจ”ชายชราหยุดอ่านหนังสือและเงยหน้าขึ้นมามองเหล่าผู้ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า “นึกไม่ถึงว่าการไปนำตัวคนรู้จักเก่าๆมาจะทำให้ได้พบเจอเื่ที่น่าประหลายใจเช่นนี้”ชายชรายิ้มกับตัวเอง “จี้เทียนเอ๋ยจี้เทียน เ้าคงมีความสุขมากกระมั้ง? ที่ในที่สุดนางก็ตายไปเสียที?”
ชายชราถอนหายใจและโบกมือไล่ข้ารับใช้ที่คุกเข่าอยู่“ส่งคนออกไป ตามหาตัวคนผู้นั้น....แต่เมื่อพบแล้วก็อย่าพึ่งทำอะไร...เอาไว้ให้ข้าดูก่อนว่าสามารถที่จะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง”
“ขอรับ!”
ภายในห้องเหลือเพียงแค่ชายชราอยู่คนเดียวดวงตาอ่อนโยนเหลือบไปมองที่ด้านข้างก็ยิ้มออกมา “เศร้าใจหรือไม่? บิดาและมารดาของเ้าจากไปแล้วนะ”
ด้านข้างของชายชรายืนไว้ด้วยเด็กชายผิวขาวซีดที่สวมใส่ชุดสีแดงดวงตาของเด็กชายราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ที่มนุษย์ควรพึ่งมี ชายชรายิ้มอย่างลึกลับก่อนหันกลับมาสนใจหนังสือในมืออีกครั้งและหาสังเกตดูที่หน้าปกของมันตำราเล่มนี้ก็มีชื่อว่า เคล็ดวิชาซากศพะแห่งราชันหวัง!
และรอบข้างของชายชรานอกจากผีดิบเด็กชายแล้วก็ยังยืนไว้ด้วยร่างมากมายที่ไร้ซึ่งิญญาหากแต่ยังคงมีชีวิตอยู่!
เว่ยเมิ่งตอนนี้เดินทางกลับมาที่แคว้นชิงด้วยความเหนื่อยล้าน่าแปลกที่ความเหนื่อยล้านี้ไม่ได้เกิดจากการเดินทางหากแต่เกิดจากเพื่อนร่วมทางแทน
พรึบพรึบ พรึบ
“รู้แล้วๆข้าก็กำลังเดินหาให้เ้าอยู่เนี่ยไม่เห็นหรือ” เว่ยเมิ่งตอบอย่างเหนื่อยใจั้แ่ระหว่างทางหยางหยางก็บินวกวนประท้วงไปมา เหมือนกำลังจะบอกว่าหิวแล้วเว่ยเมิ่งที่ไม่ได้พกน้ำผึ้งหรือน้ำหวานใดๆมาให้ก็ได้แต่สับฝีเท้ารีบวิ่งกลับมาที่เมืองหลวงของแคว้นชิง
“เถ้าแก่ข้าขอน้ำผึ้งที่ดีที่สุดไหหนึ่ง!” เว่ยเมิ่งวางเงินลงในมือของเ้าของร้านขายน้ำผึ้งที่กำลังทำหน้างงๆ
“ฮาๆได้เลยๆท่านซักเดียวนะ!” เ้าของที่เห็นเงินในมือก็ยิ้มแป้นรีบไปไปหยิบไหน้ำผึ้งที่ดีที่สุดมา
“ขนาดมารดาข้ายังไม่เคยเร่งข้าขนาดนี้เลยน่ะ”เว่ยเมิ่งบ่นอุบอิบมองหยางหยางที่กำลังใจจดใจจ่อกับน้ำผึ้งที่กำลังมา