
...หลังจากพิธีรับศิษย์ใหม่และจัดสรรห้องพักอะไรๆเรียบร้อยแล้ว ทุกวันหวังอี้จะทำงานรับใช้สำนัก ไม่ว่าจะกวาดใบไม้ เช็ดถูห้องเรียน ชงชาใส่กาไว้ให้เ้าสำนัก ฯลฯ กว่าจะเสร็จก็ยามเว่ย(13.00 - 15.00 น.) เขาจะรีบไปหอตำราเพื่ออ่านตำราต่างๆทันทีจนมืดค่ำ ทำเช่นนี้ทุกวัน เหล่าเซียนต่างชื่นชมในความขยันหมั่นเพียรของหวังอี้มาก
แต่นั่นก็ทำให้เหล่าศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาอีก 4 คนรู้สึกหมั่นไส้ไม่ชอบเขา โดยเฉพาะคนที่ 4 ที่ผ่านการทดสอบ เพราะเพื่อนเขาควรได้ลำดับ 5 แต่โดนหวังอี้แย่งชิงไปนั่นเอง (เขาย้ำทุกวันมาตลอดว่าหวังอี้โกง)
"เ้ายังไม่กลับอีกหรือ? ดึกแล้วนะ"
"ศิษย์พี่เองก็ยังไม่กลับหนิ"
หวังอี้ทักชายวัย 20 ปีคนหนึ่ง ที่ถือตะเกียงน้ำมันเดินเข้ามาหา ศิษย์พี่ท่านนี้ก็ชอบอ่านตำรา ข้าเจอเขาทุกวัน (ส่วนผู้เฒ่าเฝ้าหอตำราชอบเอาตำราวางโปะหน้านอนหลับอยู่้า) พวกเขามีผิวขาวใบหน้าซีดๆตัวผอมๆเหมือนกัน
"เ้าสนใจวิชาค่ายกลหรือ? เห็นอ่านทุกครั้ง"
"เปล่าขอรับ แต่วิชาดาบและวิชาสมุนไพร ต้องใช้กำลังกายมากในการเหวี่ยงดาบ,เดินขึ้นลงเขาเสาะหาสมุนไพร ซึ่งร่างกายข้าไม่แข็งแรงพอที่จะทำแบบนั้นได้ จึงเลือกเรียนรู้ค่ายกลเพื่อเข้าใจวิถีธรรมชาติ(เต๋า)"
"เ้าไม่มีรากิญญาเซียน เหตุใดจึงอยากเป็เซียนขนาดนี้?"
"ด้วยอายุเท่านี้ เ้ารอบรู้กว่าศิษย์พี่บางคนเสียอีก แถมร่างสูงโปร่งหน้าตาก็ดี สามารถสอบรับราชการและแต่งเป็บุตรเขยขุนนางสักคนใช้ชีวิตสุขสบาย เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ?"
ศิษย์พี่นั่งลงและมองหน้าหวังอี้
"บนโลกนี้มีคนมากมายเกิดมาพร้อมพร์ และเ้าคือหนึ่งในนั้น แต่...พร์ของเ้าไม่ใช่การเป็เซียน"
หวังอี้วางตำราลงและตอบว่า
"หาก์กำหนดทุกอย่างไว้แล้ว เช่นนั้นหัวใจของมนุษย์จะมีไว้เพื่ออะไรเล่า?"
ศิษย์พี่ยิ้มบางๆแล้วเขาก็เอากระดานหมากรุกจีนออกมา
"เรียนรู้ปัญญาแห่งเต๋าจากกระดานนี้ดีกว่า ถ้าเ้าชนะข้าได้เมื่อไหร่ ข้าเชื่อว่าเ้าจะได้รับปัญญา"
"ขั้นที่ 1 รวมปราณ คือการรวบรวมปราณที่มีอยู่แล้วในร่างกายมนุษย์"
"ผู้มีรากิญญาจะสามารถซึมซับปราณเ่าั้มาไว้ที่จุดๆเดียวนั่นคือรากิญญาได้"
"แต่เ้าไม่มี ดังนั้นเ้าต้องหาอย่างอื่นสร้างอาณาเขตเต๋าเพื่อบรรจุปราณพวกนั้นเก็บไว้แทน"
หวังอี้ทำหน้าสงสัย
"ข้ามีปราณอยู่แล้วหรือนี่?"
ศิษย์พี่ยิ้มเอานิ้วมากดที่ง่ามมือของเขาแล้วรูด
"โอ๊ย!"
"นี่ก็คือปราณไงล่ะ แต่มันเสียแล้ว ง่ามมือง่ามเท้าพวกนี้คือจุดที่ใช้ขับปราณเสียออก"
"มันอยู่ในตำราแพทย์ที่เ้าไม่ได้อ่านนะ"
หวังอี้มองฝ่ามือตัวเอง และถามว่า
"ท่านกำลังจะให้ข้ารวมปราณในกายไว้ที่ปัญญา"
ศิษย์พี่ยิ้ม เขาไม่ตอบแต่เริ่มเดินหมาก
"ชนะข้าให้ได้ก่อน แล้วค่อยถามต่อ"
หลังจากนั้นหลายเดือนทุกคนก็มองหวังอี้แล้วสงสัย เพราะไม่ว่าจะกวาดใบไม้ เช็ดพื้น ฯลฯ เขาจะทำตาเหม่อบ่นพรึมพรำราวกับใช้ความคิดตลอดเวลา
นอกจากนี้หวังอี้ยังปรับฮวงจุ้ยห้องพักตัวเองใหม่
1. ปรับลมหายใจสถานที่ด้วยการเปิดหน้าต่าง จุดธูปตอนเช้าจัดทางเดินชี่ แล้วนั่งสมาธิจนกว่าธูปจะดับ
2. เด็ดดอกไม้มาปักแจกันในทิศตะวันออก(ัฟ้า), หินแดงทิศใต้(หงส์แดง), หินขาวทิศตะวันตก(เสือขาว) และหินดำ+กาน้ำชาไว้ทิศเหนือ(เต่าดำ-ธาตุน้ำ)
3. กลางคืนนำถ้วยเล็กๆไปเก็บหยาดน้ำค้างแรกของราตรีมาลงอักขระเต๋าตามตำราค่ายกลที่อ่าน ที่หน้าประตูห้องตนเอง
พบว่าสุขภาพเขาฟื้นตัวดีขึ้นมาก ไม่คัดจมูกไอแค่กๆตอนเช้าตรู่ที่อากาศเย็นๆแล้ว
คืนนี้ในหอตำราหวังอี้เล่นหมากรุกกับศิษย์พี่ เขาวางรถดำเลื่อนไปข้างหน้า เสียงไม้กระทบกระดานเซียงฉีดังกึก
หวังอี้ยิ้มกริ่ม
"หึ! บนกระดานนี้ ทุกตัวล้วนต้องตายอยู่แล้วมิใช่หรือศิษย์พี่?"
ศิษย์พี่มองหน้า
"เ้ารู้หรือไม่? ต่อหน้าขุน คนส่วนมากทำได้เพียงตั้งรับ"
"คนมากมายคิดว่าอำนาจคืออิสระ"
"แต่แท้จริง ยิ่งอยู่สูงกลับยิ่งถูกกฎพันธนาการ"
หวังอี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ามีความคิดบางอย่างแต่เขาไม่ยอมพูดออกมา
ศิษย์พี่ยิ้มบางๆ
"เช่นนั้นเ้าคิดว่าตัวใดแข็งแกร่งที่สุด?"
หวังอี้มองเบี้ยที่เดินข้ามแม่น้ำไปแล้ว
"เบี้ย...เพราะมันอ่อนแอที่สุด จึงไม่มีอะไรให้สูญเสีย"
ศิษย์พี่โต้
"แต่เบี้ย ต่อให้ข้ามแม่น้ำแล้ว สุดท้ายก็ยังเป็ได้เพียงเบี้ย"
หวังอี้ตอบว่า
"ผู้คนชอบพูดว่าเบี้ยเป็หมากต่ำต้อย..."
"แต่ในสายตาข้า หมากตัวเดียวที่ไม่มีวันถอยหลังก็คือเบี้ย!"
"รุกฆาต!
ศิษย์พี่ถึงกับตะลึง ไอ้เด็กนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ เพียงไม่กี่เดือนกล้ารุกฆาตข้า
แม้เกมนั้นหวังอี้จะพ่ายแพ้อีกตามเคย แต่ก็เป็ครั้งแรกที่ศิษย์พี่ใบหน้าขบคิดอย่างหนัก เขาไม่เคยต้องเอานิ้วโป้งมาขบกัดเพื่อคิดเช่นนี้เลยมาก่อน
เมื่อเริ่มดึกมากแล้วหวังอี้ก้ออกมาจากหอตำรา มีศิษย์พี่ยืนส่งหน้าประตู
"ท่านพักที่นี่กับท่านผู้เฒ่าไม่เหงาหรือ? ข้าไม่เห็นท่านออกไปที่ไหนในสำนักเลย"
"ตำราคือความสุขที่ผูกพันข้าไว้ ดังเช่นความสุขเ้าคือการได้เป็เซียน"
เขายิ้มหลับตาข้างหนึ่ง
"อีกอย่าง ตอนนี้มีข้ามีเ้าเป็เพื่อนแล้วไงล่ะ"
หวังอี้ยิ้มโค้งศรีษะให้แล้วเดินจากไป
ระหว่างเดินกลับใกล้ถึงที่พัก เป็ศิษย์รุ่นเดียวกับเขาถือดาบยืนดักรอ แววตาหาเื่
"ชิ! ไอ้หนอนเน่า กลับมาแล้วรึ? ข้าเสียเวลาอันมีค่ายืนรอเ้าตั้งนาน"
(คือหวังอี้รูปร่างสูงๆยาวๆผอมๆผิวขาวซีด คนที่ไม่ชอบเลยเอาเขาไปล้อเลียนว่าเป็หนอน)
"เ้ามีธุระอะไร?"
เขาโยนดาบอันหนึ่งไปที่หน้าหวังอี้
"ประลองกับข้า ถ้าแพ้จงลาออกซะ"
หวังอี้ก้มมองดาบที่พื้น
"ข้าไม่เคยฝึกวิชาดาบ อีกอย่างเ้าบรรลุระดับ 1 รวมปราณแล้ว ข้าสู้ไม่ได้"
"ชิ! ไม่มีวิชาดาบ ...ไม่มีรากิญญาเซียน ยังหน้าด้านกล้าอยู่ในสำนักอีก"
หวังอี้มองดาบในมืออีกฝ่าย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบาๆ
"เ้าฝึกดาบเพื่อแบบนี้หรือ? ...เอามาขู่คนที่สู้เ้าไม่ได้"
ศิษย์คนนั้นโกรธเขาเหวี่ยงดาบใส่หวังอี้ๆมองตาไม่กระพริบ
ดาบนั้นหยุดห่างคอเขาแค่นิดเดียว
"ถ้าข้าตาย อย่าว่าแต่เพื่อนเ้าจะได้เข้าสำนักเลย ตัวเ้าเองก็จะถูกไล่ออก"
ศิษย์คนนั้นโกรธกัดฟันกร่อด ชกหวังอี้ไปหลายหมัดจน ล้มแล้วถุยน้ำลายใส่ก่อนจะเดินจากไป
หวังอี้เช็ดเืที่ขอบปากค่อยๆเดินโซเซกลับที่พัก
ถึงอย่างไรเขาก็แค่เด็กชายอายุ 13 ปี มีความรู้สึกคับแค้นใจเช่นกันที่ตนเองอ่อนแอ จึงฝนหมึกเขียนอักษรระบายอารมณ์
หวังอี้กำพู่กันแน่นจนปลายนิ้วซีด เขาฝนหมึกแรงกว่าปกติ ก่อนเขียนตัวอักษรลงไป
“คนแข็งแรง พูดด้วยหมัด”
“คนอ่อนแอ จึงต้องพูดด้วยเหตุผล”
ปลายพู่กันหยุดค้างไปครู่หนึ่ง แล้วเขาจึงเขียนต่อช้าๆ
“แต่หากวันหนึ่ง ข้าแข็งแรงขึ้น”
“ข้าจะยังเลือกใช้เหตุผลอยู่หรือไม่?”
หวังอี้มองอักษรที่เขาเขียนและพูดเป็วลีออกมา
"ปัญญา และกำลัง"
"กำลัง…อาจชนะวันนี้"
"ปัญญา…อาจชนะพรุ่งนี้"
หวังอี้มองหมึกสีดำที่ค่อยๆ ซึมลงบนกระดาษ
"สุดท้าย ไม่ว่าปัญญาหรือกำลัง หากใจคนพังลงก่อน ทุกอย่างก็จบสิ้นอยู่ดี"
แล้วหวังอี้ก็นั่งสมาธิเข้าฌาน...
.
.
.
เพิ่มอรรถรสนิยาย
"จุดอายุวัฒนะ(เหอกู่)" อยู่บริเวณหลังมือระหว่างกระดูกนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือ โดยจุดที่แม่นยำที่สุดจะอยู่บริเวณกึ่งกลางของกระดูกฝ่ามือชี้ หรือเมื่อกางนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ออก จุดจะอยู่ตรงจุดสูงสุดของกล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมา เป็จุดหลักบนเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ ช่วยการรักษาอาการปวดและกระตุ้นลมปราณ(ขับลมปราณและปรับสมดุลลมปราณ) ใช้นิ้วโป้งอีกข้างกดลงไปตรงๆ ในทิศทางเฉียงไปทางกระดูกนิ้วชี้ กดค้างไว้ หรือนวดคลึงเบาๆ 3-5 นาที จนรู้สึกตื้อๆ หน่วงๆ (ความรู้สึกนี้เรียกว่า "เต๋อชี่" เป็การที่ลมปราณวิ่งไปถึงจุด)
ทั้งนี้สตรีมีครรภ์ ห้ามกดจุดนี้ เพราะอาจทำให้แท้งบุตรได้