โจวิมองผนังฝั่งขวา อิฐบางก้อนนูนออกมาเป็ชั้นั้แ่ระดับเข่าขึ้นไป ช่องระหว่างก้อนกว้างพอให้สอดปลายรองเท้า ดูคล้ายบันไดซึ่งมีคนทำค้างไว้ครึ่งหนึ่ง
“กฎข้อสี่ห้ามใช้มือเปล่าแตะกำแพง ผมก็ไม่ใช้มือเปล่าสิ” เขาดึงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าแล้วหันไปขอผ้าอีกผืนจากป้าหรง “แค่พันมือให้มิดก็ไม่ผิดแล้ว”
ป้าหรงถอยพร้อมถุงผ้า ไม่ยอมส่งอะไรให้ อวี้หลานเองก็ดึงเสี่ยวอันหลบทาง ส่วนถังซินยังนั่งประคองศีรษะหลินเยว่ไว้บนตัก
เข่าของถังซินวางห่างจากเงาบางใต้ร่างหมดสติ เหอเจิ้งเองแตะชีพจรเฉพาะตรงข้อมือ ไม่มีใครยื่นมือข้ามเส้นสีดำซึ่งเพิ่งถูกดึงกลับเข้าหาเ้าของ
เสิ่นโม่จิ่นยืนห่างออกมาไม่กี่ก้าว แขนขวาซึ่งเพิ่งดึงสายสิญจน์ยังชาอยู่ใต้แขนเสื้อ
พลังิญญาในร่างเหลือเพียงกระแสบาง ๆ ไหลอยู่ใต้หน้าอก หากหยิบของขลังออกมาใช้อีกหนึ่งหรือสองชิ้นก็คงถึงก้น แต่เธอไม่รู้ว่าหลังจากนั้นร่างนี้จะหมดแรงนานแค่ไหน
เหอเจิ้งเหลือบมองย่ามดำกับมือข้างนั้นหนึ่งครั้ง เขาเห็นเธอเก็บของลงไป แต่จากคิ้วซึ่งยังขมวดอยู่ คงยังแยกไม่ออกว่าสายสีขาวเมื่อครู่เป็ของชนิดใด
เสิ่นโม่จิ่นแม้ภายนอกจะหน้าตาย แต่ตอนนี้เธอกำลังหงุดหงิดนิดๆ ไหนจะเพราะพลังิญญามันฟื้นช้ากว่าโลกเดิม แถมผู้ร่วมชะตากรรมยังเสือกตั้งใจทำผิดกฎ
ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่นคือป้ายเชิญจากยมโลกดีๆ นี่เอง
'แม่ง กฎก็บอกอยู่ มันก็ยังอยากจะตายอีกนะ' ความคิดนั้นทำให้เธอเตือนเป็ครั้งสุดท้าย
“อย่าปีน กฎข้อสองเขียนอยู่”
โจวิหันมามอง “เมื่อกี้คุณก็ใช้สายจับเงาโดยไม่เดิน ผมใช้ผ้าจับกำแพงก็เหมือนกัน”
“ไม่เหมือน”
“ไม่เหมือนตรงไหน”
“งั้นก็แล้วแต่มึง” ‘กูก็ี้เีจะเตือนแล้ว’
เสิ่นโม่จิ่นไม่ตอบต่อ คนที่กำลังหาเหตุผลสนับสนุนสิ่งซึ่งตัดสินใจไปแล้ว ฟังคำอธิบายยาวกว่านี้ก็เปลืองปาก แถมเหนื่อยกูอีก
เหอเจิ้งก้าวมาขวาง “คุณเพิ่งเห็นจ้าวคุนตายเพราะกำแพง”
“เขาใช้มือเปล่า ผมไม่ได้โง่แบบนั้น” โจวิแกะชายเสื้อด้านในออกมาพันมืออีกข้างแทนผ้าผืนที่สอง “ผมแค่ขึ้นไปมอง ไม่ได้จะหนีคนเดียว ถ้าเห็นทาง ผมจะบอกทุกคน”
ถังซินเงยหน้าขึ้นจากคนหมดสติ “ต่อให้มือไม่แตะ คุณก็กำลังปีนอยู่ดี”
“ระบบอาจแค่ไม่้าให้ปีนออกนอกเขต ถ้าผมไม่ข้ามไปก็ไม่ผิด”
คำพูดนั้นทำให้เหอเจิ้งยื่นมือจะคว้าแขน แต่โจวิถอยหลบแล้วเหยียบก้อนอิฐนูนก้อนแรกทันที
“ลงมา!”
โจวิไม่ฟัง เขาใช้มือซึ่งพันผ้าแล้วจับขอบอิฐเหนือไหล่ ดึงตัวขึ้นรวดเดียว ปลายรองเท้าเหยียบก้อนถัดไปก่อนคนด้านล่างจะเข้าถึง
กำแพงแข็งอยู่ ไม่มีปูนไหลขึ้นคลุมมือ ผ้าที่พันไว้ยังคงสีเดิม เขาจึงรีบปีนขึ้นอีกสองขั้น เหยียบส่วนซึ่งนูนออกมาได้มั่นคงกว่าที่ทุกคนคาด
“เห็นไหม!” โจวิหันหน้าลงมาพูด “มันไม่เป็อะไร!”
คนซึ่งกำลังจะห้ามชะงัก เหอเจิ้งยืนชิดผนังแต่ไม่ยื่นมือไล่จับข้อเท้า อาเฉิงเงยหน้าตาม ริมฝีปากขยับโดยไม่มีเสียง ส่วนป้าหรงค่อย ๆ ลดถุงผ้าลงจากอก
เพียงไม่กี่วินาที โจวิก็ขึ้นไปสูงเกินระยะมือเอื้อมถึง
“ถ้าผมเห็นขอบถนนอีกฝั่ง จะโยนเชือกลงมา” เขาะโ “พวกคุณไม่ต้องปีนเองก็ได้!”
(คนดูผ่านทาง) : หรือกฎข้อสองเป็กฎหลอก เขาปีนได้จริงนะ
(ผู้เล่นฝึกหัด) : ปีนได้ตอนแรกไม่ได้แปลว่าจะรอด ลงมาเถอะ
(ไข่เน่าพร้อมส่ง) : เสิ่นโม่จิ่นก็ยืนดูอีกแล้ว ทำไมไม่ห้าม
(สายด่าไม่พัก) : คนอื่นตายเพิ่มมันคงชอบ จะได้รอดคนเดียว
เสิ่นโม่จิ่นอ่านผ่านตาแล้วลดสายตาจากข้อความ มือตอนนี้กำอะไรหนัก ๆ ยังแทบไม่เต็มแรง ต่อให้คิดดึง โจวิก็ขึ้นไปสูงเกินไปแล้ว
ที่สำคัญ เธอเตือนไปแล้ว
อิฐสองข้างตัวเขายังไม่เปลี่ยน แต่ขอบกำแพง้ากลับถอยสูงขึ้นทีละน้อย
โจวิปีนหนึ่งก้าว ระยะเหนือศีรษะเพิ่มเป็สองก้าว เขาเร่งมือขึ้นอีก ก้อนอิฐซึ่งควรอยู่ใกล้กลับยืดห่างออกไปเท่าเดิม กำแพงไม่ได้เคลื่อนสูงขึ้นให้เห็น ทุกก้อนยังอยู่ในแนวเดิม มีเพียง่ระหว่างมือของเขากับยอดบนสุดซึ่งไม่ยอมสั้นลง
“ทำไมยังไม่ถึงวะ”
โจวิหยุดเพื่อเงยหน้า เหงื่อไหลจากคางตกลงมา แต่หยดน้ำไม่ได้ถึงพื้น มันหายไปกลางทางหลังผ่านโคมดวงบนสุด
เหอเจิ้งถอยออกมามองมุมสูง “ลงมาเดี๋ยวนี้ ระยะมันกำลังยืด!”
“อีกนิดเดียว!”
“คุณอยู่สูงกว่าสามชั้นแล้ว!”
คำเตือนทำให้โจวิก้มมองด้านล่าง ใบหน้าซึ่งเคยมั่นใจเปลี่ยนทันที พื้นตรอกอยู่ห่างจนคนข้างล่างเล็กลง ทั้งที่เขาปีนผ่านอิฐไม่ถึงสิบก้อน
ปลายเท้าข้างขวารีบคลำหาก้อนเดิมเพื่อถอย แต่ช่องซึ่งเคยเหยียบหายไปแล้ว ผนังด้านล่างเรียบติดกัน ไม่มีอิฐนูนเหลือให้วางเท้า
“เชือก!” เขาะโ “โยนเชือกขึ้นมา!”
เหอเจิ้งมองสายลากซึ่งกลายเป็อิฐอยู่บนพื้น แล้วหันหาของอย่างอื่น ป้าหรงเปิดถุงผ้าด้วยมือสั่น อวี้หลานพยายามคลายสายสะพายกระเป๋าของตัวเอง ขณะที่เสี่ยวอันก้มเก็บผ้าซึ่งตกอยู่ข้างหลินเยว่
เสียงของอาเฉิงดังขึ้นจากซอยแคบทางซ้าย
“โจวิ...ปีนต่อ ข้างบนมีทางออก”
อาเฉิงตัวจริงหมุนไปทางซอย ดวงตาเบิกกว้าง เขาชี้คอตัวเองแล้วส่ายหน้ารัว คนอื่นหันตามเพียงครู่เดียว ความสนใจซึ่งควรอยู่บนคนเหนือกำแพงจึงแตกออกเป็สองทาง
“อย่าฟังเสียง!” เหอเจิ้งะโ “หาเชือกก่อน!”
“ผมกำลังจะถึงแล้ว” เสียงปลอมพูดต่อ “มองขึ้นมาสิ ผมยืนรออยู่บนนี้...”
โจวิไม่ตอบ แต่ศีรษะหันตามเสียงไปด้านซ้าย มือขวาซึ่งจับอิฐเริ่มสั่น
ผ้าพันมือของเขาเปลี่ยนสี
ความเทาจากร่องอิฐซึมผ่านเนื้อผ้าขึ้นมาทีละเส้น ปลายนิ้วทั้งห้ากำแน่นอยู่บนก้อนเดิม แม้เ้าตัวจะพยายามดึงออก ข้อมือกลับไม่ขยับตาม
“มือผมติด!”
โจวิใช้เท้าถีบผนังเพื่อดึงตัวลง แรงกระแทกทำให้ฝุ่นปูนหลุด แต่ฝ่ามือทั้งสองแนบสนิทกว่าเดิม ผ้าซึ่งพันไว้ยุบเข้าไปในอิฐจนแยกไม่ออกว่าส่วนไหนคือเนื้อผ้า ส่วนไหนคือร่องกำแพง
“ช่วยด้วย! ดึงผมลงไป!”
ปลายสายกระเป๋าของอวี้หลานถูกต่อกับเข็มขัดของเหอเจิ้งอย่างรีบร้อน แต่รวมกันแล้วยังสั้นเกินครึ่ง ไม่มีใครโยนถึงตำแหน่งของโจวิ
เสิ่นโม่จิ่นกำลังหยิบสายสิญจน์ออกมา แต่ก็ต้องชะงัก
เมื่อดวงตาสีทองจับไอิญญาิญญาสีขาวของโจวิได้ ขณะที่มันพุ่งออกจากแผ่นหลังของเขา และกำลังถูกดึงเข้าสู่ผนังผ่านแขนทั้งสองข้างอย่างรวดเร็วกว่าตอนจ้าวคุน และหลินเย่วหลายเท่า
กำแพงจำวิธีกินคนได้แล้ว
“เสิ่นโม่จิ่น!” ถังซินเรียก เธอยังประคองหลินเยว่อยู่กับพื้น “ใช้สายสิญจน์เหมือนเมื่อกี้ไม่ได้หรือ”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ตอบ มือขวาของเธอที่ชาหนึบยังจับสายสิญจน์ในย่าม ม้วนสายส่วนที่ใช้แล้วเหลืออยู่ในย่ามก็จริง แต่เสียฤทธิ์ไปครึ่งหนึ่ง และตอนนี้ต่อให้เหวี่ยงถึง คนบนกำแพง.....
เธอมองโจวิด้วยใบหน้าเรียบเฉย ิญญาเขาไม่ได้เหลือเท่าตอนที่เธอช่วยหลินเยว่อีกแล้ว
ไอขาวจากแผ่นหลังขาดไปมากกว่าครึ่ง
เสียงโจวิยังร้องขอให้ช่วย แต่่ระหว่างคำไม่มีเสียงสูดหายใจ ดวงตาซึ่งก้มมองคนด้านล่างกะพริบช้าลงทีละน้อย ผิวรอบข้อมือเริ่มกลายเป็สีเดียวกับอิฐ
'ตอนนี้ถ้าดึงร่างลงมาได้ก็เหลือแต่เปลือก ิญญาหายเกือบหมด จะให้กูปีนเข้าไปทวงจากกำแพงทั้งตรอกหรือไง'
เธอไม่ใช่เซียน ยิ่งไม่ใช่ยมบาลที่เดินเข้าไปเปิดบัญชีขอิญญาคืนได้ตามใจ ตอนนี้พลังของตัวเองยังเหลือเหมือนขี้หมา ต่อให้ฝืนช่วย สิ่งซึ่งกลับลงมาก็อาจไม่ใช่โจวิแล้ว
ความคิดนั้นทำให้เสิ่นโม่จิ่นละสายตาจากคนบนกำแพง ถอนมือออกจากย่าม แล้วหันไปมองแนวอิฐฝั่งซ้ายซึ่งน้ำมนต์เคยทะลุผ่าน
“คุณจะไม่ช่วยจริง ๆ เหรอ” ถังซินถาม
ไม่มีคำตอบ
โจวิ้าหยุดดิ้นชั่วขณะ ไอิญญาเหลือเส้นบางจนแทบขาด แต่กำแพงไม่ดูดส่วนสุดท้ายเข้าไป มันปล่อยเศษนั้นค้างอยู่ตรงกลางอก แล้วส่งกระแสสีดำย้อนกลับเข้าหัวไหล่ทั้งสองข้าง
ร่างของเขากระตุก
“ผมยังไม่ตาย...” น้ำเสียงซึ่งดังลงมาราบเรียบกว่าเดิม “ผมยังรู้สึกตัว โยนเชือกมาให้ผม”
ระบบไม่ประกาศการเสียชีวิต จำนวนผู้เล่นไม่เปลี่ยน
เหอเจิ้งกำปลายเข็มขัดไว้ “เขายังมีชีวิต”
เสิ่นโม่จิ่นหันกลับมาเห็นริมฝีปากของโจวิขยับตรงกับเสียง ทว่าไอซึ่งเหลือในอกมีน้อยจนไม่พอควบคุมดวงตาหรือมือของตัวเอง
สิ่งที่กำลังพูดใช้ร่างเขาเป็ช่องผ่าน ดูท่ามันจะเหลือิญญาเ้าของเดิมไว้เพียงเศษเดียวเพื่อไม่ให้ระบบแจ้งเตือน
มันฉลาดขึ้นหลังจ้าวคุนตาย
“ขึ้นมาช่วยผมคนหนึ่งก็พอ” โจวิร้องเรียก “อิฐแข็ง ปีนง่ายมาก เหอเจิ้ง คุณขึ้นถึงผมแน่...”
อิฐก้อนนูนปรากฏขึ้นใหม่จากระดับเข่าของเหอเจิ้ง ไล่สูงขึ้นไปเป็ชั้นพอดีกับฝ่าเท้า
มันกำลังทำบันไดให้คนต่อไป
เหอเจิ้งปล่อยเข็มขัดทันทีแล้วถอยออกจากผนัง
(สายด่าไม่พัก) : เสิ่นโม่จิ่นไม่คิดช่วยเลย ใจดำเกินคนแล้ว
(ไข่เน่าพร้อมส่ง) : เมื่อกี้มีเชือกช่วยผู้หญิง ตอนนี้ทำไมไม่ใช้
(คนดูผีมือใหม่) : ระบบยังไม่ขึ้นว่าตาย เขายังมีชีวิตไม่ใช่เหรอ
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E) : ดูตาเขาก่อน เหมือนจ้าวคุนตอนถูกครองร่างแล้ว
(ร้านฝ่าชีเก่า) : สายสิญจน์่ที่โดนเงากัดเปลี่ยนสีไปแล้ว อาจใช้ซ้ำไม่ได้
ตัวอักษรไหลทับกันจนเกือบเต็มขอบสายตา จากข้อความเ่าั้ คนดูคงเห็นเพียงร่างซึ่งยังพูดได้ เสิ่นโม่จิ่นไม่คิดเสียของกับคนที่หมดทางกลับ เพียงเพราะ้าทำตัวดีให้คนข้างนอกเงียบปาก
'ก็โง่กันไปเถอะ'
โจวิบนกำแพงยิ้ม
มุมปากยกขึ้นทั้งที่น้ำตายังติดอยู่บนแก้ม มือสองข้างค่อย ๆ กางออกจากกันโดยไม่หลุดจากอิฐ ผนังรอบตัวเกิดรอยแยกเป็กรอบสี่เหลี่ยม ั้แ่เหนือศีรษะลงไปถึงปลายเท้า
กึก
อิฐทั้งผืนพลิกตัว
มันไม่ได้พังหรือยุบลง แต่เปิดกลับด้านเหมือนหน้าหนังสือหนาหนัก ร่างของโจวิติดอยู่ตรงกลางและถูกพับตามแนวผนัง แขนข้างหนึ่งหายเข้าไปก่อน ตามด้วยหัวไหล่ ลำตัว และขาซึ่งยังดิ้นอยู่ด้านนอก
ไร้เืกระเซ็นออกมา มีเพียงเสียงกระดูกกระแทกจากด้านในหนึ่งครั้ง
กรอบอิฐปิดสนิท ผิวผนังกลับมาเรียบจนไม่เหลือผ้าพันมือหรือรอยรองเท้าให้เห็น
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นทันที
ผู้เล่น: โจวิ เสียชีวิต
ผู้เล่นปัจจุบัน: 8 คน
ชื่อโจวิบนบรรทัดประกาศจางเป็สีเทา ช่องตัวอักษรว่างลง ก่อนข้อความทั้งแถบจะหายไปจากมุมสายตา
เสี่ยวอันซ่อนหน้าเข้ากับแขนอวี้หลาน ป้าหรงถอยจนส้นรองเท้าชนหลินเยว่ที่ยังหมดสติ เหอเจิ้งยืนมองผนังตรงจุดเดิม ส่วนอาเฉิงกำคอตัวเองไว้แน่นกว่าเก่า
คราวนี้ไม่มีใครถามเสิ่นโม่จิ่นว่าทำไมไม่ช่วย
เธอปล่อยให้ระบบหายไป แล้วสอดมือเข้าในย่าม
สิ่งที่หยิบออกมาไม่ใช่ของขลัง
เป็ดิ้วเหล็กอะลูมิเนียมสีแดงปรากฏอยู่ในมือที่สามารถยืดได้ยาวเกือบเท่าเอว ตอนเก็บของออกจากบ้านเสิ่น เธอเห็นมันวางอยู่หลังตู้และหยิบใส่ย่ามเพราะสีสวยดี
เดิมคิดเพียงว่าเอาไว้ฟาดคนเวลาไม่อยากเปลืองของแรง ตอนนี้กลับได้ใช้ตรวจผนังแทน
ถังซินมองไม้ในมือเธอ “นั่นก็เป็ของจากไทยหรือ”
“ของบ้านเสิ่น”
คำตอบทำให้อีกฝ่ายนิ่งไปหนึ่งจังหวะ
(คนดูผีมือใหม่) : เธอหยิบดิ้วเหล็กออกมาทำไม จะตีผีเหรอ
(ร้านฝ่าชีเก่า) : นั่นอุปกรณ์ป้องกัน ไม่ใช่ฝ่าชี (ของไล่ผี)
(คนกินแตงหน้าแถว) : ย่ามใบนั้นใส่ไม้ยาวขนาดนี้ได้ยังไงก่อน
(ร้านฝ่าชีเก่า) : @ (คนกินแตงหน้าแถว) มันยืดหดได้ไอ้โง่
เสิ่นโม่จิ่นไม่สนใจคำถาม เธอล้วงมือเข้าไปในปากย่ามอีกครั้งแล้วหยิบปลายสายสิญจน์ส่วนซึ่งเปลี่ยนเป็สีเทาออกมา
มันถูกแยกจากม้วนขาวไว้ั้แ่ตอนช่วยหลินเยว่ เส้นใยบาง่แข็งและเย็น แต่ยังไม่สลาย
เธอไม่ต้องใช้พลังิญญาเพิ่ม เพียงพันสายส่วนที่เหลือรอบปลายไม้สามรอบแล้วผูกปมให้แน่น ฤทธิ์ซึ่งตกค้างทำให้ปมด้ายหดรัดผิวโลหะเองเล็กน้อย
เหอเจิ้งมองการกระทำนั้น “คุณจะทำอะไร”
“ฟัง”
เสิ่นโม่จิ่นเดินไปยังผนังฝั่งซ้าย ไม่ใช่จุดซึ่งเพิ่งกินโจวิ แต่เป็แนวที่น้ำมนต์สองหยดทะลุหายไปก่อนฆ้องดัง เธอไม่ยืนชิด ปลายไม้ยาวพอให้เว้นระยะได้เกือบหนึ่ง่แขน
ดิ้วเหล็กเคาะลงบนอิฐจุดแรก
ตึก
เสียงทึบสั้นๆ แรงะเืย้อนกลับมาตามด้ามจนรู้ว่าเนื้อด้านในแน่น
จุดที่สองอยู่ต่ำลงไปใกล้ร่องน้ำ ปลายสายสีเทาแตะผิวอิฐแล้วส่งเสียงหนักกว่าเดิม
ตุบ
เสียงคล้ายเคาะฝากล่องไม้หนา มี่ก้องสั้น ๆ ซ่อนอยู่ด้านหลัง
เสิ่นโม่จิ่นเลื่อนปลายไม้ไปทางขวาครึ่งก้าว แล้วแตะจุดที่สามตรงรอยปูนซึ่งสีเข้มกว่าก้อนรอบข้าง
ก๊อก
เสียงกลวงดังชัด
ทันทีที่สายสิญจน์แตะจุดนั้น เสียงกรีดร้องต่ำก็ดังลอดออกมาจากหลังอิฐ มันยาวเพียงวูบเดียว ทว่ามีเสียงคนหลายคนเบียดซ้อนกันอยู่ข้างใน คล้ายปากทุกปากถูกปูนอุดไว้เหลือเพียงลำคอ
สายสีเทารอบปลายไม้เปราะลงพร้อมกัน
เส้นใยแตกเป็ขี้เถ้า ร่วงลงตามด้ามสีแดงก่อนปลิวหายเข้าไปในร่องน้ำ ฤทธิ์ซึ่งเหลืออยู่ถูกใช้จนหมดโดยไม่ดึงพลังจากร่างเธอเพิ่ม
ผนังตรงจุดนั้นกระตุกเข้าด้านในหนึ่งครั้ง
เสิ่นโม่จิ่นพลิกไม้กลับ ใช้ปลายโลหะเปล่าเคาะไล่ตามแนวระดับเอวต่อไป เสียงทึบสลับหนักอยู่สามจุด ก่อนเสียงกลวงแบบเดิมจะตอบกลับอีกครั้งห่างออกไปสองก้อน
ก๊อก
เธอขยับต่อ พบเสียงกลวงจุดที่สามตรงเหนือร่องน้ำ และอีกจุดใกล้รอยต่อซึ่งน้ำมนต์เคยซึมหาย แนวทั้งหมดไม่ได้กระจายทั่วผนัง แต่เรียงอยู่ใน่เดียวกับบริเวณที่แรงบีบหยุดหลังถูกพรมน้ำ
ถังซินประคองหลินเยว่ไว้และมองตามปลายไม้ “ข้างในมีช่องหรือ”
“ถ้ามีก็คงไม่ร้อง” เหอเจิ้งตอบ เขาไม่เข้าใกล้ แต่ลดตัวลงฟังจากระยะเดิม “เหมือนมีอะไรอยู่หลังผนังมากกว่า”
เสิ่นโม่จิ่นเคาะจุดกลวงแรกซ้ำเบา ๆ
เสียงข้างในครางตอบ
เธอวางไม้บนไหล่โดยไม่แยแสสายตาคนรอบตัว “อันไหนกลวงก็เลิกแสดง กูรำคาญ”
รอยปูนระหว่างอิฐสองก้อนปริออก
เส้นแตกบางเท่าเส้นผมวิ่งจากระดับเอวขึ้นไปหนึ่งคืบ ผงสีเทาร่วงออกด้านหน้า เผยช่องเล็กซึ่งไม่ควรมีอยู่หลังกำแพง
เสิ่นโม่จิ่นลดดิ้วเหล็กลงแล้วมองผ่านรอยนั้น
อีกด้านไม่ใช่ตรอกอิฐ ไม่มีโคมกระดาษหรือร่องน้ำสีดำ สิ่งที่ลอดผ่านรอยแตกเข้ามาคือแสงจากโลกด้านนอก
แสงนั้นอยู่หลังผนังซึ่งดันเจี้ยนพยายามบอกว่าเป็ขอบเขตของตรอก ทั้งที่กฎข้อแรกยังค้างอยู่มุมสายตาอย่างชัดเจน
ห้ามออกนอกตรอก