ตอนที่ 5.1 ลานสถิตมรรคา
เสียงคำถามของเงาอิสตรียังคงก้องสะท้อนในความเงียบของทุ่งหญ้าเขียวไหวซึ่งทอดยาวไปไกลสุดสายตา
ทว่ามิได้มีผู้ใดตอบคำถามนั้น เสมือนว่าแม้เพียงเสียงกระซิบอาจยังบังอาจต่อสิ่งเร้นลับที่กำลังดำรงอยู่ตรงเบื้องหน้า นักดาบผู้นั่งแน่นิ่งอยู่ทางฝั่งขวาของโต๊ะไม้ยาวเอียงศีรษะเล็กน้อย หากท่าทีนั้นมิใช่การแสดงความหยิ่งยโส หรือเพิกเฉย ทว่าคล้ายระมัดระวัง...อย่างที่สุด ราวกับเพียงตอบคำถามนั้นโดยพลการ อาจเป็การล่วงเกินสิ่งซึ่งไม่อาจเอื้อนเอ่ย
ในห้วงความเงียบที่ดูคล้ายจะขยายตัวออกไปอย่างไร้ขอบเขต เิหลงเย่ผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ ณ หัวโต๊ะยังคงเงียบสงบ เ้าของร่างในเงาสลัวนั่งเอนกายเท้าคาง ทว่ากลับทำให้ทั่วทั้งลานสถิตมรรคาประหนึ่งถูกชะงักไว้กลางห้วงเวลา
คิ้วของนักดาบพลันขมวดแน่นราวรับรู้ถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงแห่งบางสิ่งอันยิ่งใหญ่ มรรคาของเขาซึ่งเคยมั่นคงปานแผ่นหิน เปล่งรัศมีคุกคามแผ่บารมีทั่วทั้งแดนเหนือ บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างขลาดกลัวตัวสั่น
แม้เงาสลัวตรงหัวโต๊ะจะยังไม่เคลื่อนไหว ทว่ามันกลับแผ่กลิ่นอายลี้ลับจากกาลก่อนออกมาไม่ขาดสาย…
แม้ใจเขาอยากจะตอบคำถามแก่อิสตรี หากแต่นั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ‘สิ่งเร้นลับอนุญาต’
ในขณะที่เิหลงเย่กำลังเชยชมความสวยงามจับจิตของสถานที่ ยามได้ยินคำถามของบุคคลในฝัน เขาย่อมรู้สึกสนใจเล็กน้อยเช่นกันว่า บุคคลในฝันของเขาจะตอบสนองกันเช่นใด รอคำตอบนานจนประหลาดใจ เขาเคลื่อนสายตาออกจากทุ่งหญ้ากว้างพลิกหน้ากลับมาสบมองและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ หากแฝงความฉงนที่จริงใจ
“เหตุใดเ้าจึงไม่ตอบคำถาม?”
เขาสงสัยจริง ๆ เหตุใดเงานักดาบไม่ตอบคำถามเล่า…หรือเงานักดาบนั้นเอ่ยวาจามิได้? เขาเป็ใบ้?
ในชั่วพริบตานั้นเอง ลมสายหนึ่งซึ่งไร้ต้นทางพัดแ่ผ่านหลังหูของทุกคนในลาน ความรู้สึกเย็นวาบพลันแล่นจากต้นคอถึงสันหลัง ความรู้สึกนั้นไม่ใช่เพราะอำนาจของใคร หากแต่เป็แรงสะท้อนจากถ้อยคำนั้นเองที่ก่อให้บางสิ่งในห้วงลึกของจิตใจสะท้านไหว เมื่อมาถึงจุดนี้เอง บุคคลนอกจากเงานักดาบต่างตระหนักได้ในทันทีถึงผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดบนโต๊ะยาวนี้
หญิงสาวเริ่มเข้าใจถึงสาเหตุที่เงานักดาบเงียบสนิท นางรวบกำมือเล็กแแ่ขบฟันเพื่อคงสติ
นักดาบยังไม่ขยับ เขายังคงนั่งอยู่เช่นเดิม ทว่าน้ำหนักของความเงียบที่แผ่ซ่านจากร่างของเขากำลังเปลี่ยนไป นิ่งขึ้น หนักแน่นขึ้น…ดุจแสงจันทร์ที่ต้องสยบเมื่อแสงอาทิตย์สาดผ่านเข้ามา
ท้ายที่สุด เสียงหนึ่งจึงดังขึ้นจากเงาร่างนั้น เสียงแ่เบาแต่แจ่มชัด เสมือนถูกกรองผ่านกาลเวลาและระยะทางอันห่างไกล
“ข้ารู้สึกว่า…ที่นี่…มิใช่…ที่ที่ข้าควรพูดก่อน” น้ำเสียงลุ่มลึกแฝงความยำเกรง
คำกล่าวที่เรียบง่าย ทว่ากลับผ่านการทบทวนในจิตใจซ้ำไปซ้ำมาเนิ่นนาน เขากำลังบอกใบ้แก่ทุกคนที่นี่ถึงสิ่งซึ่งตนกำลังเผชิญ…ช่างสูงเกินกว่าที่ตนจักสามารถจินตนาการ…
เงาอิสตรีซึ่งเคยตั้งคำถามพลันแข็งค้างรู้สึกขนลุกวาบ นางพินิจร่างนักดาบที่เพิ่งกล่าวจบ ก่อนจะเหลือบตามองไปยังเงาเงียบของผู้นั่งอยู่ ณ หัวโต๊ะเชื่องช้า บัดนี้ รอยยิ้มแฝงความไร้เดียงสาบนหน้าของหญิงสาวหายไปอย่างแท้จริง ถูกแทนที่ด้วยสีหน้าสะพรึงกลัวต่อความคิดตนในขณะนี้
เิหลงเย่ล้วนแสดงความประหลาดใจ ทุกอากัปกริยาของเงาดำทั้งสามล้วนอยู่ภายใต้การสังเกตของเขา
‘คลับคล้ายว่าพวกเขากำลังหวาดกลัวข้า?’ ชายหนุ่มขบคิดในใจอย่างนึกสนุก ‘ฮ่าฮ่าฮ่า ช่างเป็ความฝันที่ประหลาดเสียจริง ไม่น่าแปลกใจกระมัง ยังไงก็เป็ความฝันของข้าอยู่แล้ว เ้าของต้องยิ่งใหญ่สิ!’
ใจหนึ่งของชายหนุ่มล้วนรู้สึกพิสดารหาใดเปรียบ มิใช่ว่าชั่วชีวิตเขาไม่เคยฝัน เขาฝันหลายสิ่งหลายอย่างนับไม่ถ้วนตลอดชั่วอายุของเขา ถึงกระนั้น นี่กลับเป็ความฝันเดียวที่เขารู้สึกตนเองมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนที่สุดสมบูรณ์ที่สุด สามารถแม้กระทั่งจะทบทวนความคิดก่อนจะพูดได้
สำหรับตัวตนของเขาในหมู่บ้านซึ่งนับว่าเป็ที่หนึ่งไร้คู่ต่อกร แน่นอนว่าเิหลงเย่ไม่เคยขาดคำสรรเสริญเทิดทูน ท่าทีของเขาจึงสงบนิ่งไม่เคอะเขินอันใด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในความฝันนี้แตกต่างออกไป ในหมู่บ้านล้วนเป็การเล่นของเด็กชายส่วนมาก เหล่าเด็กชายต่างชื่นชมเขา หากแต่ในห้วงฝันนี้ ชายหนุ่มกลับััได้ถึงบางอย่าง ความยิ่งใหญ่เื้ัของพวกเขาทั้งสาม ทั้งอดีตทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต
เขาััได้อย่างแจ่มแจ้ง คำชมของเด็กในหมู่บ้าน มันมิอาจเทียบคำสรรเสริญของเงานักดาบผู้นี้ได้เลย ถึงจะรู้สึกเช่นนี้ เิหลงเย่กลับยังสามารถรักษาท่าทีนิ่งสงบได้ ทั้งที่โดยปกติแล้ว ถ้าถูกผู้ใหญ่ชมเขาจะมีอาการเขินบ้างเล็กน้อย
‘ข้าเป็คนนิ่งสงบและสุขุมขึ้นถึงเพียงนี้?’
ชายหนุ่มมองข้ามเื่เล็กน้อย เขารู้สึกถึงความหนักอึ้งของบรรยากาศ เขาค่อนข้างไม่ชอบความกดดันของสถานการณ์ในตอนนี้เสียเลย ทันใดนั้น เพียงชั่วหนึ่งความคิด บรรยากาศรอบตัวคล้ายเพิ่งขาดสะบั้นจากเส้นใยที่ตรึงทุกสรรพสิ่งเอาไว้ราวใยแมงมุมที่ขึงแน่นในลมหายใจ… บัดนี้กลับปลิวว่อนไปในพริบตา
แรงกดดันแปลกประหลาดที่แฝงเร้นอยู่ั้แ่ต้น บัดนี้สลายหายไปสิ้น เงาทั้งสามััได้ชัดเจนประหนึ่งมีมือล่องหนมาปลดแอกจากิญญาพวกเขาทีละเส้นทีละสาย
เิหลงเย่เอนกายพิงบัลลังก์เล็กน้อย เขากล่าวถ้อยคำด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น มิเร่งเร้า หากแต่กลับซึมซาบเข้าถึงิญญา
“พวกเ้า…มีสิ่งใดใคร่ถามหรือไม่?”
น้ำเสียงเขาไม่ดังกึกก้อง หากกลับแผ่กว้างราวห้วงลึกในหอระฆังไร้เสียง ทุกคำแฝงไว้ด้วยอำนาจที่มิได้แสดงให้เห็น หากแต่ยากจะต้านทานมิให้เงยหน้ารับฟัง
ร่างกายของทั้งสามคนแข็งเกร็ง แม้แรงกดดันจะหมดสิ้น หากความรู้สึกที่เคยััมันนั้นล้วนยังหลอกหลอนประสาทััของพวกเขา ขณะนั้นเองที่อิสตรีตัดสินใจรวบรวมความกล้าหาญทั้งชีวิต
“ท่านเป็เ้าของที่นี่หรือเ้าคะ…”
สิ้นเสียงคำถามของอิสตรี ราวกับแรงสั่นะเืบางอย่างแผ่ซ่านผ่านอากาศเงียบ เงาทั้งสามพลันตึงตัวโดยสัญชาตญาณ ฝ่ามือที่เคยวางอย่างนิ่งสงบกลับเผลอกำแน่นอยู่บนตักราวกับกำลังเหนี่ยวรั้งจิตใจมิให้หลุดลอยไปกับกระแสความกลัวที่ปะทุขึ้นจากภายใน
โดยเฉพาะเงานักดาบและเงาอิสตรี สีหน้าของทั้งสองไม่อาจมองเห็นได้ชัดเจนในม่านสลัว ทว่าแม้ไร้ดวงตาไร้ริมฝีปากกลับยังััได้ถึงแรงสั่นไหวของใจพวกเขา
เพราะทั้งสองต่างรู้ดีว่า หากสิ่งที่ตนคาดไว้เป็จริง หากผู้ที่นั่งอยู่ ณ หัวโต๊ะคือ ‘ผู้ที่ไม่ควรถูกเอ่ยนาม’ หากเขาเป็ ‘เ้าของพื้นที่แห่งนี้โดยแท้จริง’ นั่นย่อมหมายความว่า พวกเขา…ได้ก้าวล่วงเข้าสู่อาณาเขตที่ไม่ควรแม้แต่จะหายใจ
เิหลงเย่เกือบหัวเราะร่า เขาเป็เ้าของความฝัน แน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้เขาย่อมเป็เ้าของ
“ที่นี่คือที่ของข้า”