ตอนที่ 12 : น่ากลัวจริงๆ
หลังจากเดินออกมาจากร้านได้สักระยะ เด็กทั้งสองคนก็ระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ไหวแล้วหันหน้ามาคุยกัน
“เ้านี่ร้ายกาจจริงๆเลย พูดประโยคเ่าั้ได้ลื่นไหลนัก ไหนจะแววตาที่คนเห็นแล้วก็ต้องอ่อนใจนั่นอีกเล่า” หลิวหย่งเฉินหันมาพูดกับน้องสาวอย่างระอาใจ เมื่อก่อนเขาเองก็เคยโดนสายตาพิฆาตคู่นี้ของน้องสาวเล่นงานเข้าให้เหมือนกัน
“พี่เองก็ใช่ย่อย ท่าทางที่พี่วางมาดต่อรองกับเหลาป่านนั้น ข้านึกว่ามีพ่อค้าใหญ่ที่ไหนแอบปลอมตัวมาเป็พี่ชายข้าเสียอีก” หลิวเหมยลี่เองก็อดไม่ได้ที่จะพูดกลับคืนไป
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น...ที่ร้ายกาจที่สุด...”
“ก็คือท่าน...ท่านอาจารย์” เด็กทั้งสองคนหันมาพูดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย หยางซวนเองเมื่อได้ยินก็ยิ้มแห้งๆ ไม่แน่ใจว่านี่ลูกศิษย์ของเขากำลังชมหรือด่ากันแน่
“การค้าก็แบบนี้แหล่ะ ไม่มีอะไรตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวาจาและการต่อรองเป็หลัก เห็นมั้ยว่าแค่พูดจากันเพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้พวกเ้าได้เงินเพิ่มมาถึง 18 อีแปะ พวกเ้าจงจำเื่นี้เอาไว้ให้ดี”
“ขอรับ” "เ้าค่ะ” เด็กทั้งสองตอบรับ
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการขายสินค้าแล้ว หลังจากนี้เด็กทั้งสองก็ชักชวนกันไปดูสินค้าตามร้านต่างๆ หยางซวนเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เขาเองก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกันว่าที่แห่งนี้จะมีสิ่งใดน่าสนใจอยู่บ้าง
“อืม... ที่นี่คนพลุกพล่านไม่เลว สมแล้วที่เป็ตลาดในตัวเมือง มีของน่ากินหลายอย่างเหมือนกันนะเนี่ย” หยางซวนมองซ้ายทีขวาทีแววตาเป็ประกาย เขาเห็นของกินอะไรก็สนใจอยากจะลิ้มลองรสชาติไปเสียหมด
อันที่จริงหยางซวนสามารถดำรงอยู่ได้โดยมิต้องกินสิ่งใด แน่ละ เขาเป็เพียงร่างิญญา ไม่มีทางอดตายหิวตายเหมือนคนที่มีร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นความหิวโหยความอยากกินของเขาจึงเป็เพียงเพราะความตะกละของเขาเท่านั้น
แต่เขาก็ยังรู้จักหักห้ามใจ เขารู้ถึงฐานะของครอบครัวหลิวในตอนนี้ดี จึงไม่ได้เรียกร้องอยากจะกินอะไรมากนัก เวลานี้นอกจากของกินแล้วในสมองของเขากำลังครุ่นคิดถึงช่องทางในการหาเงินมากกว่า
เด็กทั้งสองเดินผ่านร้านนู้นร้านนี้มาได้สักระยะหนึ่งก็มาสะดุดตาเข้ากับร้านเครื่องประดับเล็กๆ หลิวเหมยลี่อยากเข้าไปดู หลิวหย่งเฉินจึงพานางเดินเข้าไป
ในร้านมีเครื่องประดับวางเต็มสองข้าง แต่ละอันล้วนมีสีสันสดใด อันที่ดูมีราคาแพงหน่อยก็จะถูกเก็บอยู่ในตู้ เมื่อลูกค้าสนใจในสินค้าเหล่านี้ พนักงานในร้านถึงจะยกเครื่องประดับเ่าั้ออกมาให้ยลโฉม
ในร้านขณะนี้มีลูกค้าอยู่ไม่มากนัก คราแรกเมื่อเด็กทั้งสองคนเดินเข้ามา ก็พลันมีพนักงานหญิงคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ครั้นเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็เพียงเด็กน้อย ใบหน้าที่มีรอยยิ้มนั้นก็พลันหุบลงไปเล็กน้อย หากแต่ก็ยังเอ่ยถามด้วยความมีมารยาท
“สวัสดี ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าสนใจเครื่องประดับชิ้นไหนเป็พิเศษหรือไม่ ร้านเรามีเครื่องประดับหลายแบบหลายราคา ถ้าเป็ของแพงก็จะอยู่ด้านใน ถ้าของราคาถูกหน่อยก็จะอยู่ตรงด้านหน้าบริเวณนี้”
หลังจากพูดจบ พนักงานหญิงคนนี้ก็เดินจากไปต้อนรับลูกค้าคนใหม่ที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที เห็นได้ชัดว่านางคงคิดว่าเด็กน้อยเหล่านี้ไม่น่าจะมีเงินมากนัก จึงจงใจเน้นย้ำด้วยคำว่าของถูกของแพงให้ได้ยินทั้งสองคน เมื่อกล่าวจบก็ถือว่าหมดหน้าที่แล้วก็เดินจากไป
เด็กทั้งสองคนได้ยินแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พวกเขาชินเสียแล้วกับการปฏิบัติเยี่ยงนี้ อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่มีเงินจะซื้อเครื่องประดับแพงๆจริงๆ ที่มานี่ก็ตั้งใจจะเข้ามาดูของสวยๆงามๆหน่อยเดียวเท่านั้นเดี๋ยวก็จากไป
หลังจากเดินวนดูอยู่ไม่นาน ก็มีเถ้าแก่ของร้านเครื่องประดับเดินออกมาจากด้านใน เขาปราดมองลูกค้าทุกคนเพื่อประเมินและสำรวจความเรียบร้อย คราแรกที่เขาเห็นลูกค้าที่เป็เด็กสองคนก็ไม่ได้ใส่ใจอันใดนัก
ทว่าวินาทีที่สายตาลากผ่านหลิวเหมยลี่ไปเถ้าแก่ร้านก็รู้สึกเอะใจบางอย่าง จึงหันกลับไปจ้องมองอีกครั้ง...
มิได้จ้องที่ใบหน้าของหลิวเหมยลี่...แต่เป็ที่ลำคอของนาง
ลำคอของหลิวเหมยลี่ในเวลานี้มีสร้อยคอเส้นหนึ่งห้อยอยู่ เมื่อเช้าระหว่างที่นั่งเกวียนเข้าเมืองมา หลิวหย่งเฉินมีเวลาว่างจึงเอาเถาวัลย์มาถักร้อยเป็สายสร้อยให้แก่น้องสาวของเขา และนำหินหยกนั้นมาร้อยเข้าด้วยกันกลายเป็สร้อยคอ และให้นางสวมเอาไว้ั้แ่ตอนนั้น
เวลานี้เถ้าแก่ร้านเครื่องประดับจ้องเขม็งไปที่สร้อยคอหินหยกที่หลิวเหมยลี่สวมอยู่ เขารู้สึกว่าหินหยกนี้ไม่ธรรมดา ดูภายนอกตอนแรกจะเหมือนหินหยกเรียบๆราคาถูกชิ้นหนึ่ง แต่เขาััได้ถึงอานุภาพบางอย่างที่แผ่ออกมาจากหยกชิ้นนั้น ราวกับมีกลิ่นอายโบร่ำโบราณกระจายออกมา สัญชาติญาณของเขาบ่งบอกกับเขาว่าหยกชิ้นนี้ไม่ใช่หยกธรรมดาอย่างที่ตาเห็น
วินาทีนั้นเขาเห็นเด็กทั้งสองคนทำท่ากำลังจะเดินออกจากร้านไป เขาจึงปราดเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองคนในทันที
“คุณหนูผู้นี้ช้าก่อน ไม่ทราบว่ามีสินค้าชิ้นใดในร้านที่พอจะต้องตาคุณหนูบ้างหรือไม่?” เถ้าแก่ทักทายออกมาด้วยถ้อยคำสุภาพ จนพนักงานหญิงคนนั้นยังถึงกับต้องหันหน้ากลับมามอง
“หามิได้เ้าค่ะ วันนี้ข้ากับพี่ชายเพียงมาดูๆเอาไว้ก่อนเท่านั้น” เห็นผู้อื่นพูดจาสุภาพมา หลิวเหมยลี่ก็รู้จักการตอบกลับอย่างมีมารยาท
“หากไม่มีสินค้าชิ้นใดที่ถูกใจคุณหนูก็นับเป็เื่น่าเสียดาย ว่าแต่...หยกที่คุณหนูสวมอยู่นั้น มิทราบว่าคุณหนูได้มาจากที่ใด?” เถ้าแก่ทักทายเป็พิธีเสร็จแล้วก็วกเข้าเื่ที่ตัวเอง้าทันที
หลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่มีคนมาสนใจสร้อยหยกที่หลิวเหมยลี่ห้อยคออยู่ พลันเกิดความตื่นตัวระมัดระวังขึ้นมาทันที
หากดูจากภายนอก คนอื่นอาจคิดว่าหยกชิ้นนี้ก็ไม่ต่างจากหยกธรรมดาถูกๆทั่วไป แต่หลิวเหมยลี่กับพี่ชายของนางรู้ดีว่านี่เป็หยกที่ท่านเทพใช้บรรจุิญญาของท่านอาจารย์ของพวกนางเชียวนา จะธรรมดาได้เสียที่ไหน แต่ให้ตายพวกเขาสองคนก็ไม่มีวันพูดบอกออกไปหรอก
“หยกชิ้นนี้เป็เพียงหยกธรรมดา ที่ท่านแม่ของข้าซื้อให้เป็ของขวัญวันเกิดของข้าเ้าค่ะ”
หลิวเหมยลี่เอามือกำหยกเอาไว้แล้วตอบออกไป พยายามที่จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าหยกชิ้นนี้ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร แต่ก็ยังนับเป็ของสำคัญสำหรับตนด้วยเหตุผลว่ามารดาเป็ผู้ให้มา
“อย่างนั้นเองเหรอ ถ้าเป็ไปได้ข้าขอซื้อหยกชิ้นนี้ต่อในราคา 1 ตำลึงทองได้หรือไม่”
เถ้าแก่ร้านหยกเดิมที้าจะเสนอราคาราวๆ 1 ตำลึงเงินเท่านั้น แต่พอเห็นท่าทีว่าแม่หนูน้อยตรงหน้ามีอาการหวงสมบัติของตนจนถึงขั้นเอามือกำหยกเอาไว้แน่น ก็ตัดสินใจเสนอราคาสูงให้ในทันที (100 อีแปะเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน) (10 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง)
“หนึ่งตำลึงทอง?” เด็กทั้งสองใทันที ต้องรู้ว่าราคาของเครื่องประดับทั่วไปที่พนักงานหญิงคนนั้นชี้บอกมาอย่างมากก็หลักสิบหลักร้อยอีแปะ ชิ้นที่ทำมาจากหยกธรรมดาก็ราวๆ 1 ตำลึงเงินเท่านั้น
แต่นี่จู่ๆก็มีคนมาเสนอราคาทีเดียว 1 ตำลึงทอง จะไม่ให้พวกเขาใได้ยังไง
เมื่อสักครู่ที่เอาปลาไปขายยังได้เงินมาไม่ถึงหนึ่งร้อยอีแปะเลยด้วยซ้ำ ต่อให้พวกเขาขายปลาพวกนั้นอีกสิบครั้งราคาก็ยังไม่ถึง 1 ตำลึงทอง
หยางซวนที่เฝ้ามองอยู่พลันหรี่ตาลงมองเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับ ใบหน้ามีสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย “เถ้าแก่คนนี้สายตาไม่เลวเลย”
“มะ...ไม่ได้หรอก...เท่าไหร่ก็ไม่ขาย...นี่เป็ของขวัญที่ท่านแม่ให้ข้ามานะ” หลิวเหมยลี่พูดทั้งๆที่ยังระงับความใไม่ค่อยได้แต่ก็ยังพยายามที่จะเอ่ยปฏิเสธออกไป
นางคิดว่าโชคดีที่ตอนแรกนางบอกออกไปว่ามารดาให้นางเป็ของขวัญ หาไม่แล้วนางก็ไม่รู้ว่าจะตอบปฏิเสธอย่างไรดีถึงจะไม่ถูกสงสัย
“ถ้างั้น 5 ตำลึงทองละเป็ไง.... ไม่สิ!.... 10 ตำลึงทองเลยละกัน” เถ้าแก่ใช้เวลาคิดเล็กน้อย สุดท้ายก็กัดฟันเพิ่มราคาขึ้นมา
“สิบตำลึงทอง?”
ไม่ใช่เพียงแค่สองพี่น้องหลิวที่ใ แม้แต่ลูกจ้างและลูกค้าที่อยู่ข้างๆก็ใจนหันมาดูเช่นกัน
สิบตำลึงทองนี่มูลค่าพอๆกับหยกชั้นดีที่วางขายอยู่ด้านในของร้านเลยทีเดียว
คราวนี้เด็กทั้งสองใจนขนลุกตั้งชัน เสนอราคามาหนึ่งตำลึงทองก็น่าใพอแล้ว นี่คนเขาปฏิเสธแทนที่จะตัดใจ กลับยังเสนอราคามามากกว่าเดิมถึง 10 เท่า
ใจป้ำเกินไปแล้ว
ไม่คิดว่าหยกที่ตัวเองสวมอยู่จะถูกใจผู้อื่นจนให้ราคาสูงขนาดนี้ หลิวเหมยลี่อดไม่ได้ที่จะคลายมือที่กำหยกออกแล้วก้มลงไปมองหยกที่อยู่ในมือ
ลูกค้าคนอื่นที่อยู่ในร้านและลูกจ้างต่างก็หันมามอง และทันทีที่พวกเขาเห็นหยกในมือของหลิวเหมยลี่ต่างก็รู้สึกเหมือนกันว่าเป็เพียงหยกธรรมดา ไม่รู้สึกถึงความพิเศษใดๆ ทั้งสีสันรึก็ไม่ได้สวยสดใสเปล่งประกายเหมือนหยกราคาแพงด้านใน ไฉนเถ้าแก่ถึงให้ราคาสูงขนาดนั้น ทุกคนต่างก็มีความสงสัยนี้ผุดขึ้นในใจ
หลิวหย่งเฉินหันไปเห็นคนรอบด้านมองมาที่สร้อยหยกของหลิวเหมยลี่ แม้สายตาของแต่ละคนจะมีแววตาดูิ่อยู่บ้าง แต่นั่นกลับทำให้เขารู้สึกดีขึ้น เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่านอกจากเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับแล้ว คนอื่นๆต่างไม่ได้แสดงความรู้สึกอยากจะได้หยกชิ้นนี้ของพวกเขาแต่อย่างใด
ไม่ใช่เพียงแค่หลิวหย่งเฉินคนเดียวที่ััได้ หลิวเหมยลี่เองก็สังเกตเห็นเช่นเดียวกัน นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆทีหนึ่งเพื่อเรียกสติ จากนั้นจึงหันไปคว้าข้อมือพี่ชายแล้วรีบเดินออกจากร้านพร้อมกับพูดจารัวๆกับเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับ
“เท่าไหร่ก็ขายไม่ได้เ้าค่ะ ไม่งั้นท่านแม่ต้องตีข้าตายแน่เลย ลาละเ้าค่ะ” ยังไม่ทันได้พูดจบดี หลิวเหมยลี่ก็พลันหมุนตัวออกไปทันทีจนเกือบจะเป็การะโตามหลัง
เถ้าแก่ร้านเครื่องประดับเห็นดังนี้ได้แต่ทอดถอนใจ ผู้อื่นไม่ยอมขายเขาจะไปบังคับทำอันใดได้ เขาเองก็มิใช่อันธพาลที่จะแอบทำเื่ชั่วๆอย่างการลักขโมยหรือปล้นชิงทรัพย์เสียเมื่อไหร่ เมื่อเป็ดังนั้นเถ้าแก่ร้านจึงได้แต่ตัดใจแล้วจึงหมุนตัวเดินกลับเข้าร้านไป
“แต่ข้ารู้สึกว่าหยกชิ้นนั้นมีความพิเศษจริงๆนี่นา” เถ้าแก่ลอบพูดกับตัวเองเบาๆ
หลิวเหมยลี่จูงมือหลิวหย่งเฉินออกมาอย่างเร็วจนเกือบจะเป็กึ่งวิ่งกึ่งเดิน เมื่อเดินห่างออกมาได้สักระยะก็หันกลับไปดู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมาหลิวเหมยลี่ก็พลันรู้สึกโล่งอก นางรู้สึกใจเต้นระทึกไปหมด
เด็กทั้งสองตอนนี้ค่อยๆปรับลมหายใจแล้วตั้งสติกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่
“น่ากลัวจริงๆเลย ไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้เลย” หลิวเหมยลี่เมื่อคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ก็ยังรู้สึกใไม่หาย
“นั่นน่ะสิ ชายผู้นี้สมกับที่เป็เถ้าแก่ร้านเครื่องประดับ สายตาเฉียบคมจริงๆ ข้าละยังกลัวว่าเขาจะวิ่งตามมาตื๊ออีกด้วยซ้ำ” หลิวหย่งเฉินกล่าวสมทบ เขาเองก็รู้สึกใไม่แพ้กัน
“ท่านกลัวอะไรเหรอพี่ใหญ่” หลิวเหมยลี่มีสีหน้างงงันเล็กน้อย
“ก็กลัวว่าเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับจะวิ่งตามมานะสิ ไม่คิดเลยว่าหยกที่ดูธรรมดาๆนี้จะขายได้ตั้ง 10 ตำลึงทอง เสี่ยวลี่เ้าต้องเก็บหยกชิ้นนี้ไว้ให้ดีๆนะ กลับไปพี่จะทำสร้อยคอให้ยาวขึ้นอีก เวลาเ้าใส่แล้วจะได้ไม่มีคนเห็น”
“ไม่ใช่ๆ ข้าไม่ได้หมายถึงกลัวอย่างนั้น” หลิวเหมยลี่รีบอธิบาย
“อ้าว! ถ้าอย่างนั้นเ้ากลัวอะไร” คราวนี้กลับเป็หลิวหย่งเฉินที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ก็ข้ากลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหว....ขายหยกไปให้เถ้าแก่คนนั้นน่ะสิ!”