ในขณะนั้น แม่และอาหญิง ทยอยนำอาหารมาวางที่โต๊ะจนครบหมด ก่อนทั้งสองจะแยกย้ายไปนั่งตามที่นั่งของตัวเอง
บนโต๊ะอาหารมีกับข้าว 4 อย่าง มีครบทั้งจานเนื้อ จานผัก และน้ำแกง หน้าตาน่ารับประทาน โดยเฉพาะกลิ่นหอมที่โชยออกมา แต่ละจานยังมีควันลอยขาวจากความอุ่นร้อนที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ช่างยั่วน้ำลายไม่น้อย ถือว่าหรูหราพอสมควรสำหรับยุคนี้ ที่เพิ่งกำลังจะเข้าสู่ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ
คุณปู่จางปิดหนังสือพิมพ์ลง วางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะพูดสั้นๆ ว่า
“พร้อมกันแล้วก็เริ่มทานเถอะ”
จางอี้หนิงขมวดคิ้วน้อยๆ มุ่นด้วยความสงสัย กันจะหันซ้ายหันขวา จนแม่สังเกตเห็น จึงก้มลงมากระซิบถามเบาๆ ว่า
“หาอะไรอยู่เหรออี้หนิง รีบทานข้าวเถอะ วันนี้มีไข่เจียวน้ำของโปรดลูกด้วยนะ” ฮัวเหลียนฮวาตักซุปไข่เจียวน้ำใส่ถ้วยเล็กๆ ก่อนจะใช้ช้อนตักขึ้นมาป้อนลูกสาว
จางอี้หนิงรู้สึกอายที่แม่ต้องมาป้อนเธอ ถึงแม้ร่างของเธอตอนนี้จะแค่ 5 ขวบ แต่อายุจริงๆ ขึ้นเลขสี่ แล้วนะ มากกว่าแม่เธอตอนนี้อีก จึงใช้มือป้อมนั้นคว้าช้อนมาตักกินเอง แต่ด้วยมือที่กลมป้อม นิ้วก็เล็ก จับช้อนไม่สะดวกนัก ทำให้น้ำแกงหกเล็กน้อย ดีว่าแม่ผูกผ้ากันเปื้อนคล้องคอเธอไว้ก่อนแล้ว ทำให้ชุดไม่เลอะ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ทั้งอาย ทั้งหงุดหงิดร่างกายของตัวเองที่ไม่ได้ดังใจเลย
ดวงตากลมโตนั้น แอบชำเลืองมองแม่อย่างรู้สึกผิด แต่แทนที่แม่จะโกรธกลับยิ้มให้และชมเธอ
“ลูกแม่เก่งจัง ทานข้าวเองเป็แล้ว” ฮัวเหลียนฮวายิ้มเอ็นดู แม้จะแปลกใจที่ลูกสาวสามารถทานข้าวเองได้ เมื่อวานเธอยังต้องป้อนอยู่เลย
“แม่ พ่อล่ะคะ” เธอไม่เคยชินเสียงเล็กๆ ของตัวเองเอาซะเลย ทำไมมันฟังแบ๊วขนาดนี้เนี่ย
แต่ยังไม่ทันที่แม่จะตอบกลับมา ก็มีเสียงตะคอกดังแทรกขึ้น
“เป็เด็กเป็เล็กทำไมไม่นั่งกินข้าวเงียบๆ ดูอาหลิน กับอาเป่าสิ นั่งกินเรียบร้อย สะใภ้รองสอนลูกให้ดีหน่อย” ย่าจางเอ็ดอึงอย่างไม่ชอบใจ
“แม่คะ อย่าอารมณ์เสียไปเลยค่ะ สะใภ้รองเป็แค่ลูกชาวนา เลยไม่รู้ว่ามารยาทผู้ดีต้องทำอย่างไร” ป้ารองพูดปลอบมารดา แต่ถ้อยคำส่อชัดว่าจงใจเสียดสีฮัวเหลียนฮวา โดยเฉพาะสายตาดูแคลนที่เหลือบมองไปยังสองแม่ลูก
“ฉันไม่สนหรอกนะว่าหล่อนจะมาจากไหน หรือถูกสอนมาอย่างไร แต่ให้รู้และจำไว้ว่าที่นี่ตระกูลจาง ฉันไม่้าให้หล่อนสอนพฤติกรรมแย่ๆ ให้หลานฉัน เข้าใจไหม” ต่งกุ้ยผิงส่งสายตาดุดันไปทางสะใภ้ชัง ที่เธอไม่ชอบหน้าเอาซะเลย
“แม่คะ…อี้หนิงอายุแค่ 5 ขวบ ก็ช่างสงสัยตามประสาเด็กนะคะ อย่าถือสาเลยค่ะ เดี๋ยวพอเริ่มโตเข้าโรงเรียนก็รู้ความเอง” จางซูปี้ อาหญิงแสนดีของเธอ พยายามรอมชอมทุกฝ่าย ดวงตาดำสวยส่งสายตาไปยังพี่สะใภ้รองอย่างเห็นใจ
“เฮอะ เธอก็มัวเข้าข้างตลอดแหละ อาหลินก็อายุไล่เลี่ยกัน ดูสินั่งทานข้าวเรียบร้อย เห็นไหม” จางลี่จิน ป้ารองเอ็ดน้องสาว ที่ไม่ได้ดังใจ และเข้าข้างคนนอกตลอด เธอไม่ชอบฮัวเหลียนฮวา เพราะรูปร่างหน้าตาที่สวยเกินไป โดดเด่นเกินหน้าเกินตา ที่โรงงาน เพื่อนร่วมงานเธอแต่ละคน โดยเฉพาะพวกผู้ชายเอาแต่ยกย่องชื่นชมแม่นี่ตลอด ว่าเป็สาวสวยประจำโรงงาน ขยัน ทำงานเก่ง เป็ดอกบัวแสนสวยจาก์ เหอะ แม่ดอกบัวขาวล่ะสิ
แม้แต่คุณหลี่ หัวหน้านักบัญชีที่เธอแอบปลื้มอยู่ ก็ดูจะสนใจแม่นี่ ดีนะที่น้องรองจับแม่นี่แต่งงานก่อน ทำเอาหนุ่มๆ หลายคนในโรงงานฝันสลายกันเป็แถบ จริงๆ ตอนนั้นเธอเองก็เป็หนึ่งในคนที่ช่วยให้ทั้งคู่ได้แต่งงานกันอย่างอ้อมๆ
แม้เธอจะไม่ชอบใจนักที่ต้องมาเห็นหน้าแม่นี่ทุกวัน แต่อย่างน้อยก็ตัดคู่แข่งตัวฉกาจออก คุณหลี่จะได้สนใจแค่เธอคนเดียว แถมเธอยังได้คอยจิกกัด แกล้งได้สะดวกด้วย เบื่อก็ตรงที่น้องสาวของเธอดูจะสนิทสนม และให้ความช่วยเหลือแม่ดอกบัวนี่เหลือเกิน ช่างไม่ได้ดังใจเสียจริง
“พี่คะ เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ อี้หนิงร่าเริง ก็ถือว่าสมวัยนะคะ” จางซูปี้พยายามอธิบายเสียงอ่อนหวาน
“เธอนี่มัน…”
ฮัวเหลียนฮวาดูจะเคยชินกับเหตุการณ์แบบนี้ เธอไม่ตอบโต้ หรือโต้แย้งเลย เพียงแต่นั่งนิ่งๆ ก้มหน้าไม่พูดอะไร ผิดกับจางอี้หนิงที่รู้สึกรับไม่ค่อยได้ แต่ก่อนเธอเด็กเกินกว่าจะเข้าใจสถานการณ์ที่แม่ต้องเผชิญตอนยังไม่หย่ากับพ่อ แต่ตอนนี้เธอเป็ผู้ใหญ่ในร่างเด็ก เธอเพิ่งตระหนักว่าแม่ของเธอต้องเจอเื่แย่ๆ แบบนี้ตลอดเลยเหรอเนี่ย มือน้อยๆ กำเป็หมัดแน่น รู้สึกสงสารแม่เหลือเกิน และโกรธคนเหล่านี้ที่เหยียดหยาม ดูิ่แม่ของเธอ เพียงแค่ฐานะชนชั้นที่ต่างกัน นี่ยิ่งตอกย้ำว่าเธอต้องคิดและวางแผนให้ดี หากพ่อและแม่ไม่หย่ากัน จะทำอย่างไรให้ครอบครัวของเธอ เป็อิสระ หลุดพ้นจากการควบคุมของย่า
“พอแล้ว เวลาทานข้าว ทะเลาะกันทำไม” น้ำเสียงทรงอำนาจของหัวหน้าตระกูลดังขึ้น ทำให้ทุกคนเงียบเสียงลงทันที แม้แต่จางลี่จิน ที่ปกติเป็คนไม่ยอมใคร ก็เงียบเสียงลง แล้วก้มหน้าทานข้าวต่อ
จางอี้หนิงตาเป็ประกาย นี่สินะเหตุผลที่เธอต้องเกาะขาทองคำนี้ให้ได้ คุณปู่เป็คนมีอำนาจที่สุดในตระกูล ถ้าเธอสามารถทำให้คุณปู่มาเป็พวกได้ สถานะครอบครัวของเธอโดยเฉพาะแม่ จะต้องดีขึ้นแน่ จางอี้หนิงมุ่งมั่นว่าต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้ แต่…เธอจะเริ่มยังไงนี่สิ
“คุณพ่อครับ วางแผนจะซื้อโรงงานเย็บเสื้อขนาดเล็กที่เขต Bนั่นจริงเหรอครับ” ลุงใหญ่เอ่ยถามผู้เป็พ่อด้วยความสงสัย
“ทำไมแกมีปัญหาอะไรรึ” ปู่จางพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ แต่ฟังดูกดดันสำหรับผู้ฟังไม่น้อย
“มะ ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ผมคิดว่าเราทำงานกับรัฐอยู่แล้ว ถ้าไปทำโรงงานเองจะมีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”
“จริงด้วยนะคะคุณ ตอนนี้ลูกทุกคนก็มีการงานดีกันหมด ส่วนอาเฉิง ก็เรียนมหาลัย อีกไม่กี่ปีจบมาก็ให้มาทำงานในโรงงานทอผ้าได้ ฉันว่ามันไม่จำเป็ต้องเสี่ยงเสียเงินก้อนใหญ่ไปซื้อโรงงานเล็กๆ เลย” ย่าจางพูดสนับสนุนลูกชายคนโต เธอเองก็รู้สึกเสียดายเงินก้อนใหญ่ที่ต้องเสียไปเหมือนกัน ที่สำคัญเธอต้องเก็บเงินไว้สำหรับเป็ค่าสินสอดและการแต่งงานลูกชายคนเล็กสุดที่รักของเธอด้วย
“ตอนนี้รัฐผ่อนปรนเื่การถือสิทธิ์ทรัพย์สินแล้ว และฉันได้ยินข่าวจากเพื่อนว่ารัฐบาลมีแผนปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจเร็วๆ นี้ด้วย นี่ถือเป็โอกาสดีที่เราจะทำธุรกิจของตัวเอง ถ้าฉันมีเงินเยอะกว่านี้ คงจะซื้อโรงงานใหญ่กว่านี้ด้วยซ้ำ” น้ำเสียงของปู่จางเรียบนิ่ง แต่บอกเจตนาชัดว่าได้ตัดสินใจไปแล้ว และจะไม่เปลี่ยนใจ ซึ่งแน่นอนว่าอำนาจสิทธิ์ขาดอยู่ที่ผู้นำตระกูล และไม่มีใครกล้าโต้แย้ง แม้ว่าในใจจะมีความคิดที่ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่
จางอี้หนิงหูผึ่งฟังบทสนทนาอย่างสนใจ ปู่จางสมกับฉายาเ้าสัวอันดับหนึ่งของเมืองจริงๆ ถึงแม้ว่าเธอจะออกจากตระกูลจางตอนอายุ 10 ปี แต่ก็ยังได้ยินข่าวคราวของครอบครัวฝั่งพ่อโดยตลอด โดยเฉพาะแม่ที่ชื่นชมคุณปู่ให้ฟังเสมอ ว่าท่านเป็คนเก่ง มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการทำธุรกิจ เป็ผู้รึเริ่มจดทะเบียนบริษัท ก่อตั้งจางกรุ๊ปขึ้น จนในอีก 10 ปีให้หลังจากนี้ จางกรุ๊ปกลายเป็ผู้นำการค้าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและสิ่งทออันดับหนึ่งของเมือง ภายใต้การนำของปู่จางนี่เอง น่าเสียดาย ที่ท่านจากไปตอนอายุเพียง 65 เท่านั้น หลังจากท่านจากไป ก็ได้ยินข่าวว่าครอบครัวจางวุ่นวายน่าดู
จากข้อมูลที่คุณปู่ได้มาตอนนี้นั้นถูกต้องแน่นอน เพราะว่าปีหน้า ซึ่งก็คือปี 1978 รัฐบาลจะเริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยผ่อนปรนให้สามารถค้าขายได้อิสรเสรียิ่งขึ้น ต่อไปราคาบ้านและดินจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ คุณปู่จางได้ข้อมูลเื่นี้มาก่อนล่วงหน้า แปลว่าต้องมีเส้นสายไม่ธรรมดาแน่
เธอเองก็มีเป้าหมายของตัวเองที่อยากให้ครอบครัวร่ำรวยเช่นกัน ไม่อยากให้แม่ลำบากเหมือนชาติที่แล้ว อีกทั้งไม่อยากให้แม่ถูกกดขี่ภายใต้ตระกูลจาง
ตอนนี้เธอมีทั้งความรู้ และความทรงจำจากชาติก่อน แถมยังมีตัวช่วยสุดโกงอย่างระบบ และของรางวัลในแต่ละภารกิจ แม้ยังไม่รู้ว่ามีรางวัลอะไรอีก แต่มันต้องพิเศษเหนือโลก ซึ่งช่วยเปลี่ยนชีวิตครอบครัวเธอให้ดีขึ้นได้แน่
จางอี้หนิงมุ่งมั่นกับตัวเองในใจ และด้วยความมุ่งมั่นนี้ทำให้เธอหมดสิ้นความกลัว และความกังวล พร้อมลุยไปข้างหน้าเท่านั้น
อันดับแรก…เกาะต้นขาทองคำให้มั่น
ดวงตากลมโตเป็ประกายพราวระยับแอบมองไปยังแกะอ้วนตัวใหญ่ รอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นน้อยๆ
จางหลี่เจี๋ยที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบ อยู่ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังแปลกๆ
………………………..
ไรท์: คุณปู่โปรดระวัง เด็กอ้วนะโเกาะขา 555
ระบบ: โฮสยิ้มได้ดูสยองมาก
จางอี้หนิง: …
………………………..