จินหวังเฟย

    ตอนที่ 3 พิณตงถง หมื่นตำลึงทอง

    “คุณหนูใหญ่! ท่านกำลังจะทำอะไร!” ตันตันถามขึ้นอย่างแตกตื่นเมื่อเห็นจางหานเฟิ่งนั่งลงบนเก้าอี้หิน นิ้วเรียวของสตรีตัวน้อยยกขึ้นหมายจะบรรเลงเพลง“พิณตัวนี้เจ้ารู้หรือไม่ว่าราคาเท่าไร” จางหานเฟิ่งลูบตัวพิณที่ทำจากไม้ถงแก่อย่างชื่นชม นี่คือยอดพิณที่หาได้ยากยิ่ง ทว่าทำไมถึงมาวางอยู่ตรงนี้ได้“บ่าวไม่ทราบ” สาวใช้คนสนิทส่ายหน้าไปมา“หมื่นตำลึงทองเชียวนะ” นางเอ่ยเสียงเอื่อยเฉื่อย“อะไรกันนะเจ้าคะ! หมื่นตำลึงทองหรือเจ้าคะ”สาวใช้คนสนิทตาโตยามจับจ้องพิณ ในชีวิตนี้ไม่เคยเห็นของมีค่ามากถึงขนาดนี้มาก่อนจางหานเฟิ่งไม่ใคร่จะสนใจท่าทางที่ตื่นตะลึงของตันตัน นางพึมพำกับตัวเองก่อนจะเริ่มขยับนิ้ว บทเพลงลำนำกว่างหลิงดังขึ้นตึ๋ง...ตันตันยังไม่ทันจะเอ่ยปากห้าม คุณหนูของตัวเองก็บรรเลงเพลงหนึ่งขึ้นมาเสียแล้ว แม้ไม่ใช่ผู้รู้สำเนียงดนตรี แต่เสียงพิณและท่าทางของคุณหนูใหญ่ช่างตรึงใจนัก งดงาม สง่า และทรงพลังยิ่ง เสียงพิณล่องลอยอยู่ในอากาศ คลอเคลียสายลม คลอเคล้าใบไผ่พลิ้วไหว สตรีตัวน้อยแย้มยิ้มที่มุมปาก นางซึมซับเสียงพิณไพเราะก้องกังวานนั้นด้วยความหลงใหล ในจังหวะหนึ่งที่ท่วงทำนองเปลี่ยนไป บ้างเป็นเศร้าสร้อย บ้างเป็นรื่นเริง บ้างเป็นฮึกเหิม สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปเช่นกันติ๊ง...สิ้นเสียงสุดท้ายของพิณตงถง บังเกิดสายลมวูบหนึ่งขึ้นมา กลิ่นหอมจางๆ โชยมาจากร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่จู่ๆ ก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาไปมาราวกับสายลม ดวงตาคมกริบดุจกระบี่ของเขามองมาทางนาง แฝงความเคลือบแคลงระคนชื่นชมอยู่วูบหนึ่งก่อนที่จะจางหายไปดวงตาหงส์ช้อนมองบุรุษที่สวมชุดสีขาวนวลตรงหน้า รัดเกล้าทองคำฝังอัญมณีสีม่วง ป้ายหยกเนื้องามแขวนอยู่ข้างเอว ยามนี้เขากับนางกำลังจ้องตากัน เขาคือเจ้าของพิณตงถงตัวนี้แน่“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ!”ตันตันกางแขนปกป้องนายของตัวเองด้วยความตกใจ ครั้นเห็นรูปโฉมของบุรุษตรงหน้าเต็มตา สีหน้าเข้มราวกับแม่เสือก็แปรเปลี่ยนเป็นเหม่อลอยตะลึงลานเข้ามาแทนที่ เนื่องจากไม่เคยเห็นบุรุษแลดูสูงศักดิ์ที่ไหนรูปงามอย่างนี้มาก่อน ทว่าแววตาของบุรุษผู้นี้ยามที่มองมาสร้างความหวาดกลัวให้กับตันตัน แววตานิ่งสงบแต่แฝงความเยือกเย็นและดุร้ายจางหานเฟิ่งไม่กรีดร้องโวยวาย นิ้วเรียวของนางยังลูบไล้สายพิณอย่างชื่นชม ปากเอ่ยถามบุรุษตรงหน้าที่มีวรยุทธสูงส่งอย่างเกียจคร้าน“พิณตงถงตัวนี้น่าจะเป็นของท่าน?”เขามองนาง ดวงตาเพ่งพิศริมฝีปากแดงดุจผลอิงเถา1 คิ้วเหนือดวงตาหงส์คมดุจใบหลิว แววตาของนางยามมองมาที่เขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ หยิ่งยโส ระมัดระวัง และเกียจคร้านอยู่ในที“ของข้าเอง”“สมคำเล่าลือจริงๆ” จางหานเฟิ่งมองพิณตรงหน้าแล้วก็อมยิ้ม นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสได้เล่นพิณตงถงที่เป็นอันดับหนึ่งของพิณ“ฝีมือพิณของเจ้า...”“ขออภัยด้วย” นางขัดคำพูดของเขา อีกทั้งยังลุกขึ้นยืน พิณตัวนี้เป็นของเขา นางทะเล่อทะล่าเข้ามาแตะเสียแล้ว นางไม่อยากตอแยกับผู้ใด ยังอยากใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบสงบจางหานเฟิ่งรีบถอยเพราะเหตุใดน่ะหรือ ก็เพราะกลิ่นอายสูงศักดิ์ซึ่งทำให้เดาได้ไม่ยากว่าเขาน่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่ง“เจ้าคือ...” ผู้ที่เพิ่งปรากฏกายต้องการคำตอบว่านางเป็นใคร แคว้นจ้าวมียอดพิณสองนาง นางหนึ่งนามว่าหรงเสวี่ย ตอนนี้อยู่ในตำหนักพยัคฆ์หมอกของเขา ส่วนอีกนางนามว่าจูเก่อเซียง ตอนนี้ไม่รู้อยู่ที่ใด“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ตันตันแม้จะหลงรูปโฉมดุจดาราฉายของผู้ที่จู่ๆ ก็ปรากฏกายราวกับภูติผีปีศาจ ทว่าชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่สกุลจางสำคัญยิ่งกว่า“ไปสิ”นางยังไม่ทันขยับตัวออกเดิน บุรุษผู้นั้นก็ลดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หิน นิ้วเรียวขาวหยิบกาสุราหยกสีเขียวมรกตแล้วเทสุรารสชาติกลมกล่อมใส่จอกที่วางอยู่ตรงหน้า อีกทั้งชักชวนนางคุยไปด้วย“ข้าเป็นผู้รู้สำเนียงดนตรี...เจ้าเป็นยอดพิณผู้หนึ่ง!”“ข้ามิใช่ยอดพิณ” จางหานเฟิ่งไม่หันมาตอบ แถมนางยังยกมุมปากแต้มยิ้มแต่เป็นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เพราะนางไม่ใช่หนึ่งในสองยอดพิณแห่งแคว้นจ้าว“เจ้าหรือมิใช่” จินอ๋องหรือจินเยี่ยหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำหมึกจ้องมองนางด้วยความเคลือบแคลงและไม่เชื่อ“ไม่ใช่อย่างแน่นอน” นางส่ายหน้าไปมาขณะใบหน้ายังมีรอยยิ้ม อีกทั้งไม่ได้หันกลับไปมองเขาด้วย“เจ้าไม่ใช่จูเก่อเซียงอย่างนั้นหรือ”“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ” ตันตันเร่งเร้าด้วยความร้อนใจ นางเป็นบ่าวผู้ซื่อสัตย์ย่อมไม่อยากให้คุณหนูของนางอยู่กับบุรุษสองต่อสอง“ไปสิ” จางหานเฟิ่งพยักหน้า“เดี๋ยวก่อน...เจ้ารู้ว่าพิณตัวนี้คือพิณตงถง”จินอ๋องไม่ปล่อยสตรีผู้นี้ไป สตรีตัวน้อยเดินออกไปก้าวหนึ่งแล้วก็ต้องหยุด จู่ๆ ก็หมุนตัวกลับมามองพิณตงถงตาเป็นประกายเศร้าสร้อย เพราะชื่นชอบเสียงพิณของยอดพิณตัวนี้มาก พอเห็นถูกทิ้งขว้างเอาไว้อย่างไม่ใส่ใจจากผู้เป็นเจ้าของ นางจึงอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมพลางนึกหมั่นไส้บุรุษท่ามากผู้นี้นัก“ถ้าเจ้าของพิณตงถงตัวนี้ไม่กลับมา ข้าว่าจะเก็บกลับบ้านไปด้วยแล้ว”“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ท่านพูดแบบนี้ได้อย่างไร” ตันตันห้ามด้วยความเป็นห่วง สตรีหรือจะสู้แรงบุรุษได้ แถมคนผู้นี้ยังเป็นวรยุทธอีกด้วย ตีพวกนางหนึ่งที คงได้สิ้นลมเป็นแน่“ก็เอาสิ! เจ้าหยิบกลับบ้านไป” เขาอนุญาต มุมปากแต้มยิ้มท้าทายวูบหนึ่งจางหานเฟิ่งเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าในทันที นางเกิดความระแวงขึ้นมาเสียแล้ว ไม่ว่าคนผู้นี้จะเป็นใคร ก็อย่าเข้าไปตอแยด้วยเลยจะดีกว่าจินเยี่ยหยางสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็ว จากยิ้มแย้มกลายเป็นบึ้งตึง และจากบึ้งตึงกลายเป็นครุ่นคิด คิ้วใบหลิวของนางขมวดแล้วก็คลายเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนเขารู้สึกสนใจนางขึ้นเสียแล้ว“พิณตงถงตัวนี้...ข้ายกให้เจ้า”“คุณชายล้อข้าเล่นแล้ว จู่ๆ ท่านก็จะยกพิณตงถงอันแสนล้ำค่าให้กับข้า!” นางระมัดระวังตัวขึ้นมาขณะมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ“ข้ายกให้เจ้าได้ง่าย...ย่อมมีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง ข้อแม้นี้เจ้าทำได้แน่ แล้วพิณตงถงตัวนี้จะเป็นของเจ้า เจ้าก็รู้ค่าของมัน มีถึงหมื่นตำลึงทอง!”“ท่านแอบฟังข้าคุย...ข้าคงรับข้อเสนอของท่านไม่ได้แล้ว ข้าชื่นชอบพิณตงถงตัวนี้ก็จริง แต่ข้าไม่ละโมบโลภมากอยากที่จะครอบครองมัน ก่อนหน้านั้นที่ข้าพูดว่าจะหยิบมันกลับบ้าน เป็นเพราะท่านทิ้งๆ ขว้างๆ ของสำคัญล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไร”จินอ๋องถูกสตรีผู้หนึ่งตำหนิเสียแล้ว ทว่าแววตากลับปรากฏความรื่นเริงขึ้นมาวูบหนึ่ง ปากนางคมยิ่งนัก สวมชุดแดงเฉิดฉัน ปักปิ่นระย้าผีเสื้อล้อวสันต์อยู่บนมวยผม แสดงว่านางถึงวัยออกเรือนแล้ว สาวใช้ของนางเรียกนางว่าคุณหนูใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นคุณหนูใหญ่ของบ้านใด“เจ้าไม่ฟังข้อแม้ของข้าก่อนก็ปฏิเสธเสียแล้ว” เขาพูดราวตัดพ้อ ยามนี้ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงมีอารมณ์แบบนี้ขึ้นมา“ตามธรรมเนียม...ชายหญิงไม่ควรอยู่ด้วยกัน นี่ท่านจะยกพิณตงถงให้ข้าเป็นของแทนใจ ข้าไม่กล้ารับจริงๆ” สตรีตัวน้อยเหน็บแนมกลับ นางไม่คิดจะสนใจเชื่อมสัมพันธไมตรีกับบุรุษคนไหนอยู่แล้วจินอ๋องถูกสตรีผู้นี้ตอกหน้ากลับอีกครั้งแล้ว แต่แทนที่จะเกรี้ยวโกรธ ความสนุกกลับบังเกิด รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้าที่ดูน่ามองยิ่งแวบหนึ่ง เขามองนางที่กำลังก้มหน้าอยู่ด้วยแววตามาดร้ายจางหานเฟิ่งเมินเฉยรูปโฉมที่หาใครเปรียบเทียบได้ของบุรุษผู้นี้ นางกล่าวคำเหน็บแนมออกไปอีก“ท่านเป็นคุณชายเจ้าสำราญจริงๆ มือเติบยิ่งนัก!”“เจ้ายังไม่ทันฟังเงื่อนไขของข้า เจ้าว่าข้ามือเติบได้อย่างไร” จินเยี่ยหยางบิดมุมปาก แล้วจับกาสุรา เทสุรารสชาติกลมกล่อมให้ตัวเองอีกหนึ่งจอกจางหานเฟิ่งหมั่นไส้อีกฝ่ายนัก จึงเถียงออกไป“เงื่อนไขของท่านคือให้ข้าบรรเลงพิณอีกหนึ่งเพลงใช่หรือไม่”จินเยี่ยหยางชะงักการกระทำของตัวเองวูบหนึ่ง นางเป็นใคร สตรีผู้นี้ฉลาดยิ่งนัก นางอ่านความคิดของผู้อื่นออกอย่างรวดเร็ว“เห็นท่าทางของท่านแล้ว คำพูดของข้าคงจะถูกต้องเป็นแน่”คุณหนูใหญ่สกุลจางยิ้มขบขัน ความรื่นเริงฉายชัดอยู่ในดวงตาหงส์สุกสกาว กิริยาท่าทางของนางตรึงสายตาของผู้ที่ยังนั่งดื่มสุราอยู่ตรงหน้าจนถอนสายตาไปไหนไม่ได้ นางไม่ได้งามล่มบ้านล่มเมือง แต่น่ามองยิ่งนัก“หนึ่งเพลงแลกกับพิณตงถง คิดดูเถิด...เจ้าขาดทุนหรือไร” จินเยี่ยหยางไม่เคยยัดเยียดของให้ใคร แต่วันนี้กลับทำขึ้นมา“ย่อมต้องขาดทุน”“ขาดทุนอย่างนั้นหรือ” เขามองนางด้วยความประหลาดใจ“ถูกต้องแล้ว ย่อมต้องขาดทุน เพราะข้าไม่ขายฝีมือแลกของมีค่า ที่สำคัญศักดิ์ศรีของข้าแพงกว่านั้น ข้าบอกท่านแล้วว่าข้าไม่ใช่ผู้ละโมบโลภมาก ข้าขอตัว”“เจ้า!” แม่ทัพไร้พ่ายจนด้วยคำพูดเป็นครั้งแรก เขาคือพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เขาคือโอรสองค์สุดท้ายของฮ่องเต้องค์ก่อน กองกำลังทหารนับแสนอยู่ในกำมือ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งชินอ๋อง แต่ทว่ากลับโต้ตอบสตรีตัวเล็กๆ อย่างนางไม่ได้ ช่างน่าละอายใจและน่าโมโหยิ่งนัก“ไปกันเถอะตันตัน” จางหานเฟิ่งย่างเท้าออกจากศาลา นางไม่สนใจจะถามชื่อแซ่บุรุษผู้นั้นกลับไปด้วยซ้ำเพราะไม่คิดว่าจะได้เจอกันอีกแล้วตรงทางขึ้นศาลานั้นมีบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งยืนอยู่ ทว่าทำไมฝีเท้าถึงได้เบานัก มาปรากฏกายอยู่ตรงนั้นโดยไร้ร่องรอยตั้งแต่เมื่อไรจินเยี่ยหยางขมวดหัวคิ้ว เขามีวรยุทธนับว่าเป็นหนึ่งในแคว้นจ้าว ไฉนเลยถึงไม่รู้ตัว“คุณหนูใหญ่” ตงตี้พยักหน้าให้“เรากลับกันเถอะ” นางยิ้มสดใสให้ผู้ที่มายืนรอ“ขอรับ” เขาผงกศีรษะแล้วเดินนำออกไป1 เชอร์รี่