เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 39 ศึกแย่งชิงบทบาท

    “ฮ่าๆๆ !”

            เสียงหัวเราะของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความไร้ยางอาย

            หลังจากที่ผมเอ่ยถึงบางอย่างที่เป็นจุดเชื่อมโยงซางจื้อหย่วนก็จับจุดสำคัญของช่องโหว่เหล่านั้นทันทีแถมยังแสดงเจตนาที่จะปกป้องเด็กหญิงในกระโปรงลายดอกอย่างชัดเจน

            “แค่เปลี่ยนความคิดนิดหน่อยก็เป็นแบบนี้แล้วหรือ เจ้าหนุ่มนายกำลังจะบอกว่าบทบาทกัปตันเป็นสมบัติของครอบครัวนายหรือไง”

            “นอกจากนี้ ใครก็ตามที่อยู่ในบทบาทนี้ก็ดูมีเจตนาร้ายและน่าสงสัยกันทั้งนั้นเหมือนนายจะมั่นใจเกินไปหน่อยนะ”

            เป็นการโต้กลับที่มีน้ำหนักแม้แต่หวังเฉียงยังพยักหน้าเล็กน้อย

            “เขาพูดถูกนะ บทบาทกัปตันนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นใครก็ต้องสงสัยอยู่แล้ว ถ้านายจะล้มล้างมุมมองของเขานายก็ต้องแสดงหลักฐานออกมาให้เพียงพอ”

            แม้เขาจะยืนอยู่ข้างผมแต่เขายังคงรักษาการตัดสินใจของตนเอง ไม่เชื่อใครอย่างไม่ลืมหูลืมตา

            “ฉันสนับสนุนนาย ก็เพราะว่าสิ่งที่นายพูดมันสามารถชี้นำพวกเราได้ถ้ามันกลายเป็นการกัดกันของหมาจรจัดล่ะก็ ฉันจะพิจารณาว่าโหวตนี้ควรจะให้ใครใหม่อีกครั้ง”

            ไม่แปลกใจเลยที่หวังเฉียงถูกจัดให้มีระดับไอคิวเกือบสองดาวนอกเหนือจากสถานะทหารผ่านศึกแล้ว เขายังมีความสามารถในการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งท่าทีที่เหมือนจะไร้เดียงสาและง่ายๆ ในยามปกตินั้น คงเป็นเพียงการแสดงเท่านั้น

            ในประเด็นที่สำคัญหวังเฉียงถือเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงมีสติดีที่สุดในกลุ่มนี้!

            “เห็นไหม แม้แต่เพื่อนของนายยังเริ่มสงสัยในตัวนายแล้วช่างน่าผิดหวังจริงๆ”

            สถานการณ์เริ่มจะควบคุมไม่ได้

            นี่ไม่ต่างจากศึกมังกรฟาดพยัคฆ์ในการเล่นเกมที่ดุเดือดนี้ ความเยือกเย็นที่ดูผิวเผินก็เป็นเพียงเปลือกเท่านั้น

            ความกลัวในการเอาชีวิตรอดซึมลึกผ่านทุกถ้อยคำทุกคำพูด แทรกซึมเข้าไปในจิตใจ เปลี่ยนแปลงความคิดและชะตาของพวกเราทุกคน

            แต่ที่น่าขำก็คือซางจื้อหย่วนยังคงยึดมั่นว่าผมไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม

            มนุษย์ที่น่ากลัวที่สุดก็คือมนุษย์ที่ชะล่าใจคิดว่าเรื่องบางอย่างจะไม่มีทางเกิดขึ้น และมั่นใจว่าตนจะสามารถรอดพ้นจากทุกสิ่งได้

            งั้นก็แสดงละครต่อไปเถอะ!ผู้โหยหวน

            ปล่อยให้ผมได้เห็นการแสดงของพวกคุณผมชอบกระบวนการนี้ ชอบที่จะได้ลากพวกคุณออกมาจากมุมมืดทีละคน

            เพียงแค่เผยตัวตนออกมาคำแก้ตัว การปิดบัง โกหกทุกอย่าง มันก็จะกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะก็เท่านั้น!

            “เหรอ?”

            ผมไม่ได้มองซางจื้อหย่วนอีกไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะเป้าหมายของผมยังคงชัดเจน

            หากผมถูกทำให้หลงทางด้วยความหุนหันและคำโต้เถียงของซางจื้อหย่วนผมก็อาจพลาดโอกาสสำคัญจริงๆ

            “เหมือนนายจะเชื่อว่าผมไม่มีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมแล้วนะผมเคยบอกแล้วไงว่าผิ่นชวนเซี่ยเป็นผู้โหยหวนเพราะผมใช้ความสามารถในฐานะกัปตันตรวจสอบมาแล้วและการวิเคราะห์เหล่านั้นก็เริ่มต้นตั้งแต่ก่อนการตรวจสอบเสียอีก”

            คนรอบตัวต่างตกตะลึงผมรับรู้ได้ถึงเสียงหายใจและการเคลื่อนไหวที่พยายามปิดบังของพวกเขาชัดเจนว่าพวกเขาเองก็ตอบสนองต่อเรื่องนี้ไม่ต่างจากซางจื้อหย่วน

            “ดังนั้น การที่นายเปลี่ยนใจไปมาระหว่างการโหวตก็ย่อมทำได้นายเองก็อาจเป็นกัปตันซางจื้อหย่วน ซึ่งผมก็ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้นี้ทุกความเป็นไปได้ล้วนมีอยู่ แต่เหมือนนายจะลืมบางอย่างไปว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกนายกลับมาดีขึ้นเร็วเกินไปจนแม้แต่คำอธิบายสักคำก็ไม่มี”

            เริ่มจากการตามกระแสในการโหวตแล้วกลับมาโหวตต่อต้านซางจื้อหย่วนทีหลัง

            แม้กระโปรงลายดอกจะไม่สามารถลบล้างข้อบกพร่องของเธอได้คำพูดของผิ่นชวนเซี่ยเต็มไปด้วยการข่มขู่ แต่การข่มขู่นี้เป็นการรบกวนมากกว่าหากเธอเป็นกัปตันที่มีความสุขุมจริงเธอคงไม่รีบร้อนตรวจสอบคนที่สงสัยในตนเองตั้งแต่แรกหรอก

            บางทีเธออาจเป็นเพียงผู้โดยสารที่ไม่เข้าใจเทคนิคหรือวิเคราะห์ข้อสงสัยจากมุมมองของตนเองก็ได้

            “นายเองก็เคยเป็นทหารใช่ไหม เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องอธิบายแล้ว ดังนั้นการสงสัยนายก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลแต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือผิ่นชวนเซี่ยชี้ตัวนายโดยไม่มีเหตุผลทั้งที่เธอไม่ใช่กัปตันและนายเองก็เลือกใช้ความสามารถกับเธอเพราะข้อสงสัยนี้เช่นกัน”

            ค่อยๆคลายปมและก้าวเข้าสู่ฉากอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า ผมรู้ดีว่าถ้าผมสงสัยผิดคนทุกสิ่งที่ผมทำตอนนี้ก็เท่ากับปูทางให้ผู้โหยหวนแม้จะพยายามสืบหาความจริงของผิ่นชวนเซี่ยจนถึงที่สุดก็ตาม

            ถึงตอนนี้ผมยังไม่อาจยืนยันตัวตนที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้มีเพียงแค่การประเมินคร่าวๆ หากผมเข้าใจผิดมาตลอดความพยายามทั้งหมดก็จะสูญเปล่าไปทันทีและผมก็จะเสียโอกาสในการคิดและวางแผนให้รอบคอบไปด้วย

            แต่ชีวิตก็คือการเดิมพันแม้จะไม่เสี่ยงเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปวางไว้บนโต๊ะคุณก็ไม่มีทางรู้ว่าตนเองพลาดโอกาสบางอย่างที่เป็นของคุณเองไปหรือเปล่า

            โอกาสที่พลาดเพราะความประมาทและความไม่มั่นใจบางทีนั่นอาจเป็นความสำเร็จที่ควรจะเป็นของตนเองก็ได้

            การเอาชนะในเกมบนเที่ยวบินนี้เกี่ยวพันโดยตรงกับชะตาชีวิตแพ้ก็เท่ากับสูญเสียทุกสิ่ง

            “นี่ นายไม่ได้โม้ไปเองหรอกใช่ไหม ไม่ค่อยพูดอะไรเลยอยู่ดีๆทำไมถึงฉลาดขึ้นมาได้”

            แม้จะรู้ว่าคำพูดของตนเองอาจไร้สาระแต่เฉียนตัวตัวก็พยายามแสดงตัวตนเต็มที่

            สำหรับคนที่มีไอคิวต่ำการมีใครนำทางก็เหมือนมีพ่อคอยจูงลูกไปด้วยพ่อยังพอช่วยให้ลูกมีข้าวกินได้อยู่บ้าง

            เพราะถ้าให้เขาใช้สมองตนเองกี่ชีวิตก็คงไม่พอจะแลกความผิดพลาดทั้งหมดได้หรอก

            “เฮ้อ ถ้าทุกคนเหมือนนาย เราคงไม่ต้องไปต่อแล้วล่ะ คุณชายเฉียนนายก็ทำหน้าที่ก่อกวนไปเถอะ ถ้านายพูดอะไรถูกจริงๆคนอื่นคงแปลกใจจนปรับตัวไม่ทันเลยนะ”

            น้ำเสียงอันมีเสน่ห์ที่น่าจะทำให้เฉียนตัวตัวเพลิดเพลินแต่ในตอนนี้เขาคงไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วยแล้ว

            “ฮึ ฉันจะไม่มีสิทธิ์ช่วยอะไรเลยหรือไง อย่าดูถูกคุณชายคนนี้นะฉันก็มีสิทธิ์ออกความเห็นและโหวตเหมือนกันนะเว้ย!”

            ยิ่งเขารู้ตัวว่าค่อยๆสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเอง ก็ยิ่งพยายามใช้วิธีอื่นพิสูจน์ตัวตนของเขาสมองที่แสนเรียบง่ายจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเฉียนตัวตัวอาจเป็นคนเดียวบนเครื่องบินนี้ที่ไม่มีจุดเด่นอะไรเลย

            แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีหากเขาเป็นผู้โหยหวนจริงๆ ก็คงไม่มีประโยชน์หรือภัยคุกคามอะไรขึ้นมา

            ผมแทบจะไม่เคยสงสัยเลยว่าเฉียนตัวตัวจะมีอะไรให้ปิดบังและถึงแม้เขาจะโกหก ก็อาจเป็นแค่เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้นการใช้เล่ห์กลคงไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัดนัก

            “ทำไม พูดไม่ออกแล้วหรือไง ผิ่นชวนเซี่ยในเมื่อเธอเคยยืนยันว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยงั้นบอกมาสิว่าเคยปกป้องใครไว้บ้าง”

            ผมเดินหน้ากดดันต่อโดยมีหลักฐานอยู่ในมือความมั่นใจเป็นเพียงเปลือกนอก ในใจของผมยังคงเยือกเย็น

            การจะไปถึงความจริงได้ผมต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดด้วยจิตใจที่เย็นชาเด็ดขาด

            “ฉัน...ฉันจะบอกนายเพื่อ ไม่ใช่ว่านายจะเอาหลักฐานอื่นออกมาไม่ใช่หรือไงแล้วอยู่ๆ มาถามคำถามนี้ ฉันจะ...”

            การแสดงไม่เลวเลยนะยัยตัวดี ยังจะเล่นบทสาวแสนดีต่อไปอีกหรือ แต่น่าเสียดายที่เธอเผยจุดอ่อนออกมาหมดแล้วต่อให้ปิดยังไงก็ช่วยไม่ได้

            “ทุกคน ขวางไว้! เอาพวกศพมาขวาง ให้เธอได้คิดสักนิดถ้าไม่ได้ใช้วิธีนี้ยืนยัน เธอคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าในรอบไหนมีใครตายไปบ้างใช่ไหม”

            เสียงหัวเราะเย็นๆของผมดังขึ้น ผมไม่จำเป็นต้องปิดบังตนเองอีกต่อไปกลิ่นอายแห่งสงครามกระจายไปทั่วทั้งเครื่องเพียงแต่คนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ยังไม่รู้เท่านั้น

            “แก!”

            หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่งผิ่นชวนเซี่ยก็เริ่มปรับตัว เธอมองผมด้วยแววตาฉลาดเฉลียวแล้วถอยห่างออกไปเล็กน้อย

            “พูดไม่ออกแล้วล่ะสิ ไม่แปลกใจเลยเพราะเธอคงเดาได้แค่จากจำนวนคนที่เหลืออยู่ตอนนี้ว่าใครยังรอดและใครที่ตายไปโดยไม่ได้รับการปกป้อง”

            ผมยิ้มเยาะแต่ในใจกลับเริ่มวางแผนขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นแผนการของผมเอง

            “หมายความว่ายังไง พูดให้ชัดเจนหน่อย ถ้านายไม่พูดตรงๆ ทุกคนคงไม่อยากโหวตกันแล้ว”

            ซางจื้อหย่วนพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจริงใจแต่ก็ปกปิดความวิตกกังวลไว้ไม่มิด จากคำพูดของเขาผมยิ่งมั่นใจว่ากำลังเดินมาถูกทาง

            “ฮึๆ อยากรู้สินะ... เอาเถอะ ผมจะบอกนายก็ได้ ซางจื้อหย่วนและจะบอกให้ทุกคนได้ยินด้วย จากที่ผมรู้มา มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้รับการปกป้องตลอดหลายรอบที่ผ่านมา”

            ทันทีที่พูดจบทุกคนรวมถึงซางจื้อหย่วนต่างอ้าปากค้าง มองผมด้วยความไม่เชื่อ


     

    คล้ายกับเรื่องเกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน