พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นเทียนฟางจึงหันไปบอกให้วู่ฮัวและถิงหลางติดตามเข้าไปแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เขาลดความระมัดระวังตัวลงแต่อย่างใด
ภายในถ้ำแตกต่างจากที่เทียนฟางคิดเอาไว้พอสมควรเพราะถ้ำแห่งนี้ธรรมดาจนเกินไป มันเป็ถ้ำหินปูนที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีทางเดินเล็กๆที่คดเคี้ยวเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำอากาศที่เย็นและกลิ่นอับชื่นของอากาศทำให้ถิงหลางถึงกับตัวสั่นหลังจากที่เดินตามทางเดินมาได้ไม่นาน พวกมันก็ััได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นณ ที่แห่งนี้
เพราะโดยการรับรู้ของคนทั่วไปนั้น ถ้ำไม่ไม่ว่าแห่งใด หากยังคงเป็ถ้ำที่แห่งนั้นล้วนมืดมิด เพียงแต่มากน้อยต่างกันก็เพียงเท่านั้นยิ่งถ้ำเล็กๆที่เทียนฟางกับอีกสองคนเดินเข้ามายิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อเทียบระยะเวลากับระยะทางที่เดินเข้ามาั้แ่ปากถ้ำสถานที่แห่งนี้อย่างไรก็สมควรจะมืดมิดลงไปบ้าง!
แต่ไม่เลยสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเทียนฟางก็คือความมืดมิดอย่างแน่นอนแต่พวกเขาทั้งสามกลับสามารถมองเห็นสภาพโดยรอบของถ้ำแห่งนี้ได้อย่างชัดเจนไม่ต่างจากตอนกลางวัน
ประหนึ่งว่าแม้จะรับรู้ว่ามันมืด แต่ก็ยังคงมองเห็น!เื่นี้สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งสามเป็อย่างมา เทียนชักกระบี่ออกมาถือไว้ในมือในทันทีแตกต่างกับวู่ฮัวที่ดูจะชินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างไรสีหน้าที่มันแสดงออกมาก็ยังคงอยู่ไกลจากคำว่าสบายใจมากนักหัวคิ้วที่ขมวดมุนอยู่ตลอดเวลาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าวู่ฮัวรู้สึกกดดันและกังวลใจมากเพียงใด
“ที่แห่งนี้ประหลาดมาก ข้ามั่นใจมากว่าสิ่งที่ข้ามองเห็นเบื้องหน้าคือความมืดมิดแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดข้าถึงรับรู้สภาพแวดล้อมโดยรอบได้ราวกับตาเห็น”
“ข้าก็เป็เช่นท่านเมื่อตอนที่ได้เข้ามาที่นี่ครั้งแรกแต่ต่อให้สงสัยไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ต่อให้ขบคิดให้หัวะเิก็คงไม่ได้คำตอบพวกเราไปกันเถอะเดินไปข้างหน้าอีกหน่อยก็จะถึงห้องโถงใหญ่ที่ท่านเ้าขุนเขาพำนักอยู่แล้ว”
เทียนฟางรับคำก่อนจะเดินตามวู่ฮัวไปแต่ภายในใจก็ยังคงครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งพบเจอมา
“ที่แห่งนี้ล้วนแปลกประหลาดและมีความลับมากมายสำหรับข้าแต่ข้าััได้ว่าหากข้าเข้าถึงที่มาของความลับเหล่านี้ ข้าจะมีความเข้าใจเื่จิติญญามากขึ้นอย่างแน่นอน"
เทียนฟางััได้อย่างเลือนรางว่าโอกาสสำคัญอาจจะเกิดขึ้นในที่แห่งนี้ตอนนี้เขาอยู่ในระดับผสานลมปราณขั้นสูงสุดอีกเพียงแค่ครึ่งก้าวก็จะเหยียบย่างเข้าสู่ดินของการฝึกยุทธที่แท้จริงแล้ว
แต่ก็เพราะคำว่าครึ่งก้าวนั้นกว้างใหญ่เกินไปคนจำนวนมากจึงไม่อาจก้าวข้ามมันไปได้ ผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ด่านจิตวิญาณอาจเรียกว่ามีเพียงหนึ่งในพันในหมื่นเท่านั้น
ในที่สุดคนทั้งสามก็เดินพ้นออกมาจากทางเดินคับแคบและคดเคี้ยวได้ในที่สุดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า นั้นมีเพียงกระท่อมหลังหลังที่ตั้งอยู่กลางถ้ำมีสภาพซอมซ่อยิ่งไม่ว่าจะเป็ตัวกระท่อมที่เอียงกระเท่เร่ราวกับเพิ่งค่ำคืนของพายุร้ายมาหลังรั่วทรุดโทรมยิ่ง มีแม้กระทั้งรูใหญ่ขนานเท่ากับหัวเด็กอยู่ตรงผนังบ้านซึ่งมีสภาพโดยรวมเลวร้ายยิ่งไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็บ้านของคนที่ถูกเรียกขานว่าขอทานห่างไกลจากคำว่า
ที่พำนักของ "จ้าวขุนเขา"ผู้ถือครองอำนาจสูงสุดของหุบเขาพยัคฆ์ซ่อนแห่งนี้
วู่ฮัวทำท่าผายมือเชื้อเชิญให้เทียนฟางเข้าไปในกระท่อมเพียงลำพังพร้อมกับเอ่ยว่า
"ข้ากับถิงหลางมาส่งท่านได้เพียงเท่านี้ไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตามท่านเข้าไปด้านใน ต่อจากนี้หากท่าน้ารู้สิ่งใดจำเป็ต้องสอบถามกับท่านจ้าวขุนเขาด้วยตัวเองแล้ว"
กล่าวจบวู่ฮัวก็คำนับไปทางกระท่อมก่อนจะคำนับเทียนฟางอีกครั้งขณะนั้นเองที่เสียงราบเรียบโบราณดังขึ้นมาจากกระท่อมหลังน้อยด้านหน้า
"เ้ากลับไปกับชายหนุ่มอีกคนก่อนเถอะยังเื่ให้เ้าต้องจัดการอีกมาก"
พูดจบร่างของวู่ฮัวกับถิงหลางก็ถูกความมืดกลืนหายไปและเป็อีกครั้งที่เทียนฟางต้องรู้สึกประหลาดใจเมื่อไม่ว่าเขาจะพยายามเร่งเร้าพลังลมปราณเพื่อเพิ่มประสาทััรับรู้ให้มากขึ้นแค่ไหนก็ไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของคนทั้งสองได้อยู่ดี
“เ้าไม่ต้องพยายามหรอก ที่แห่งนี้คืออาณาเขติญญาของข้าไม่ว่าผู้ใดเมื่อตกอยู่ภายใต้อาณาเขตนี้จะไม่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆโดยรอบได้ยกเว้นว่าจะได้รับคำอนุญาตจากข้าเท่านั้น ตอนนี้เ้าก็เข้ามาด้านในเถอะข้ารู้ว่าเ้าคงมีเื่มากมายอยากจะสนทนากับข้า”
“ดูเหมือนท่านจะอ่านใจข้าได้”
“หาได้เป็เป็นั้นไม่ ข้าก็พียงคาดเดาโดยทั่วไปเท่านั้นและเื่นี้ก็ไม่ได้อยู่เหนือวิสัยที่จะคาดเดาสักเท่ใดนัก”
เทียนฟางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนที่จะ เก็บกระบี่เพราะหากอีกฝ่ายสามารถควบคุมสถานณ์โดยรอบได้ถึงเพียงนี้การถือกระบี่ในมือไปก็หาได้มีประโยชน์อันใดไม่แน่นอนว่าถ้าถึงที่สุดแล้วเขาก็จะไม่ยินยอมให้จุดจบมาถึงโดยไม่ดิ้นรนเช่นเดียวกัน
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องขอรบกวนท่านจ้าวขุนเขาแล้ว”
“เชิญ!”